ReadyPlanet.com
dot dot
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 2
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 3
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 4
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 5
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 6
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 7
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 8
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 9
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 10
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 11
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 12
bulletทุกความคิดเห็นจากเวบนี้(เริ่ม ก.พ.55)
bulletทุกความคิดเห็นจากหน้า1(ก่อน ก.พ.55)
bulletทุกความคิดเห็นจากเวบบอร์ด(ถึงก.พ.55)
bulletดี เล่มที่ 45
bulletดี เล่มที่ 46
bulletดี เล่มที่ 47
bulletดี เล่มที่ 48
bulletดี เล่มที่ 49
bulletดี เล่มที่ 50
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletสารบาญโหราศาสตร์
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 11
bulletMystery World Report รายงานการศึกษาโลกลี้ลับ
dot
สมัครสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot





--------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
 
 
 
 
 
 

บทนำแห่งธรรมะถวายแด่วันสวรรคตของพระองค์

ปัญจักขันธา

 

 

 

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ มหาราชไทยลำดับที่เก้าแห่งราชวงศ์จักรี ประเทศไทย  เสด็จสู่พระราชสมบัติตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เสวยราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก [ซึ่งกษัตริย์องค์รอง ลำดับการครองราชย์นานเป็นรอง ที่ 2 ก็คือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2 (Queen Elizabeth 2 )แห่งสหราชอาณาจักร และเครือจักรภพ ที่ทรงครองราชย์มาถึงวันเดียวกันนี้ 64 ปี]   

 ทรงมีพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2470, เคมบริดจ์รัฐแมสซาชูเซตส์ประเทศสหรัฐอเมริกา  ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559, เวลา 15.52 น. ณ โรงพยาบาลศิริราชกรุงเทพมหานครขณะทรงพระชนมายุ 88 พรรษาและครองราชย์มา 70 ปี  ท่ามกลางความเศร้าโศกของพสกนิกรชาวไทย และชาวพุทธทั่วโลก 

นี่คือบทนำแห่งธรรมะ ในพระพุทธศาสนา  รจนาแด่การเสด็จสวรรคต ของพระองค์

 

 

 

-ปัญจักขันธา ๒-

เรื่องราวของชีวิต ซึ่งแท้จริงคือสังขารที่ประกอบกันขึ้นจาก ขันธ์ทั้ง 5 ดังกล่าวมาแล้วนั้น เป็นมนุษย์ เป็นคน มีรูปธรรม นามธรรมประกอบกันเป็นสังขารนั้น แท้จริงคือ เรื่องราวของธรรมชาติ  ธรรมดา ๆ  ที่มีอยู่เอง  เป็นอยู่เองแปรเปลี่ยนไปเองของมัน มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว  แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงตรัสไว้อย่างตรงความจริง  ที่ว่า

 

 

 

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น  มันเป็นอย่างนั้นของมันเอง  มีพระพุทธเจ้าหรือไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดมา  มันก็เป็นของมันเองอย่างนั้น  และประเด็นที่คนทั้งหลายไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็คือสังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวง(คือสิ่งของทั้งหลายในโลกรวมเรียกว่าสรรพสิ่งนั้น) เป็นอนัตตา(ไม่ใช่ของใครคนใดเลย ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งอาจยึดเอาเป็นของตนได้)

 

   

 

ดังปรากฏใน ธัมมะนิยามะสุตตัง ต่อไปนี้

ยัง เว นิพพานะญาณัสสะ ญานัง ปุพเพ ปะวัตตะเต
ตัสเสวะ วิสะยีภูตา ยายัง ธัมมะนิยามะตา
อะนิจจะตา ทุกขะตะ จะ สัพเพสัง จะ อะนัตตะตา
ตัสสา ปะกาสะกัง สุตตังยัง สัมพุทเธนะ ภาสิตัง
สาธูนัง ญาณะจาเรนะ ยะถา พุทเธนะ เทสิตัง
โยนิโส ปะฏิปัตยัตถัง ตัง สุตตันตัง ภะณามะเส ฯ

 

 

กฎ ธรรมชาติที่กำหนดแน่นอน สำหรับสรรพสัตว์ที่ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เป็นวิสัยแห่งผู้ได้ญาณหยั่งรู้พระนิพพาน ที่มีมาแล้วในกาลก่อน พวกเราทั้งหลายจงร่วมกันสวดพระสูตรนี้ อันประกาศสิ่งที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงไว้ซึ่งญาณอันพิเศษแก่เหล่าสาธุชน เพื่อประโยชน์ในการที่จะนำไปปฏิบัติ โดยอุบายอันแยบคายต่อไปเทอญ

 

 

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ สังขารา อะนิจจาติฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ สังขารา อะนิจจาติฯ

 

 

ภิกษุ ทั้งหลาย ทั้งที่พระตถาคต คือ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นตถาคต ตรัสรู้ธาตุนั้น ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง

 

 

อนิจฺโจ  ไม่เที่ยง (ค.ธ.ป. ๒๐๔/๑๐๑) สํ  อ + นิตฺย. 
Annicco  (adj.unstable,  not lasting, transitory, perishable.  Skt. A + nitiya.

ธาตุ   กระดูก (ชิน. ๒๗๘/๘๓ ) ; เป็นไปในอรรถคือ ๑. เสมฺหาทิ (โทษมีเสลดเป็นต้น)  ๒. รสรตฺตาทิ (รโส-รส, รตฺตํ-โลหิต, มํสํ – เนื้อ, เมโท-น้ำมันข้น, อฏฺฐิ-กระดูก, สุกฺกํ – น้ำสัมภวะ, มิญฺชํ-เยื่อ ) ๓. มหาภูติ ( มหาภูตรูป)  ๔. ปภาทิ (วิสยธาตุ มีรูปธาตุ คือ แสงสว่างเป็นต้น ) ๕. อัฐิธาตุ  ๖.  จกํขาทิ ( วิสยีธาตุมีจักษุเป็นต้น ) ๗. ภวาทิ ( ธาตุมีดินสอพองหรือแร่ต่าง ๆเป็นต้น )  ( ชิน. ๘๑๗/๒๕๗ ).  สํ.  ธาตุ

Dhatu  (m..& f.)  primary or elementary ; principle, element, material;  a property  of a primary substance as colour, teste, sound; an organ of sense; a bodily principle or humour of which there are three, phlegm, wind and bile; a constituent of the body such as flesh, blood, bones; a sacred relic; a fosil; a metal. Skt. Dhatu.

 


 

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ สังขารา ทุกขาติฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ สังขารา ทุกขาติฯ

ภิกษุ ทั้งหลาย ทั้งที่พระตถาคต คือ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นตถาคต ตรัสรู้ธาตุนั้น ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์

ทุกฺขํ  ธรรมชาติอันบุคคลทนยาก (ผ) ; ทุกข์ ( ชิน. ๘๙/๒๖). สํ.  ทุขะ.  

Dukkham  unsatisfactoriness,  pain,  suffering,  trouble, distress, difficulty.  Skt. Duhkha.

 


 

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติฯ

อนตฺตา  ใช่อาตมา  ใช่ของอาตมา ( บา.๖๘).  สํ.  อนุ + อาตฺมนฺ.  

Anatta   not a self,  not  a  soul.  Skt. An + atman.

 

 

 

ภิกษุ ทั้งหลาย ทั้งที่พระตถาคต คือ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นตถาคต ตรัสรู้ธาตุนั้น ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา

 

 

อิทะมะโว จะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุนติฯ

ครั้ง พระพุทธองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ได้ตรัสแสดงดังกล่าวมานี้ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นมีความซาบซึ้ง ยินดีเพลิดเพลินพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

 

 

 

ครั้นหมู่พระสาวก หมู่ชนใด ได้บรรลุวิปัสสนาญาณ รู้แจ้งสัจธรรมแห่งไตรลักษณ์ ดังกล่าวนั้นแล้ว ย่อมบรรลุธรรม ตั้งแต่ขั้นล่าง ถึงขั้นสูงสุด คือ โสดาปัตติมรรคญาณ ไปถึง อรหัตตผลญาณ สูงสุด เข้าสู่โลกวิมุตติ  เข้าสู่โลกนิพพาน พ้นทุกข์ไปชั่วนิรันดร โดยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ และ ความเป็นธรรมดานั้นไปชั่วนิรันดร

จึงทรงตรัสบอกพระภิกษุทั้งหลาย ดังปรากฏใน โอวาทปาฏิโมกขคาถา ไม่เพียงพระองค์โคดมพุทธเจ้า พระมหาศาสดาของพวกเราเท่านั้น ที่ทรงตรัสบอก ว่า  นิพพานํ ปะระมัง วะทันฺติ พุทธา  ผู้รู้ทั้งหลาย (คือพระพุทธเจ้าทั้งหลาย กี่หมื่นกี่ล้านพระองค์ก็ตาม) กล่าวตรงกันว่า พระนิพพานเป็นธรรมอันยิ่ง(ธรรมะที่สูงสุดเหนือธรรมะอื่นใด)   

 

 

 

 

และในพระสูตรต่าง ๆมากมาย มีว่า   นิพพานํ ปะระมัง สุขัง  นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง (เหนือความสุขของสวรรค์ชั้นใดใดในเทวภพทั้งสิ้น) และแท้จริงที่ควรรู้ ก็คือ มนุษย์และเทพเทวดา แม้กระทั่งพวกมาร  จึงต่างบำเพ็ญเพียร เพื่อเข้าสู่โลกสูงสุดด้วยกันทั้งนั้น คือ โลกนิพพาน  นั่นเอง

 

 

พระครูพุทธิพงศานุวัตร
วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง
ถนนขุขันธ์ ต.เมืองเหนือ
อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000

 

·      เอกสารอ้างอิง   ปทานุกรม  บาลี  ไทย  อังกฤษ  สันสกฤต    PALI THAI –ENGLISH – SANSARIT   DICTIONARY ฉบับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พิมพ์ในคราวอายุครบรอบ ๕ รอบ หม่อมหลวงบัว กิติยากร ในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ  วันที่ ๒๕ พฤสจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๒

 

 

 

 

 

 

 

 บทนำแห่งธรรมะถวายแด่วันสวรรคตของพระองค์
 
ปัญจักขันธา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  
 
 
 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ มหาราชไทยลำดับที่เก้าแห่งราชวงศ์จักรี ประเทศไทย  เสด็จสู่พระราชสมบัติตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เสวยราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก [ซึ่งกษัตริย์องค์รอง ลำดับการครองราชย์นานเป็นรอง ที่ 2 ก็คือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2 (Queen Elizabeth 2 )แห่งสหราชอาณาจักร และเครือจักรภพ ที่ทรงครองราชย์มาถึงวันเดียวกันนี้ 64 ปี]   

 

ทรงมีพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2470, เคมบริดจ์, รัฐแมสซาชูเซตส์, ประเทศสหรัฐอเมริกา  ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559, เวลา 15.52 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช, กรุงเทพมหานคร ขณะทรงพระชนมายุ 88 พรรษาและครองราชย์มา 70 ปี  ท่ามกลางความเศร้าโศกของพสกนิกรชาวไทย และชาวพุทธทั่วโลก

 

นี่คือบทนำแห่งธรรมะ ในพระพุทธศาสนา  รจนาแด่การเสด็จสวรรคต ของพระองค์

 

ปัญจักขันธา

รูปักขันโธ,  เวทนากขันโธ,  สัญญากขันโธ,  วิญญานักขันโธ,  สังขารักขันโธ  

 

คนเรานี้คือกองสังขาร5 กองประกอบกันเป็นหนึ่ง   การได้เป็นคน มีชีวิตขึ้นมา จนอยู่ไปตามลำดับแห่งชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ได้มาเพราะการประกอบกันของกองขันธ์ 5 กอง   คือ 

 

1.   รูปขันธ์  ได้แก่ รูป ร่างกาย พร้อมอวัยวะ 32 อย่าง อวัยวะภายนอก  และ  อวัยวะภายใน(นับแต่ หัว หู หน้า ตา หน้าผาก คอ บ่าไหล่  แขน ลงมาถึงหน้าอก ท้อง ขา เท้า และทั้งอวัยวะภายใน มีตับ ปอด หัวใจ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะอาหาร อวัยวะเพศ ฯลฯ หรือในยุควิทยาศาสตร์ ด้วยวิชาวิทยาศาสตร์จะทราบรายละเอียดของร่างกายคนนี้อย่างมากมายกว่า32อย่าง เป็น 100 เป็น 1000 อย่าง ...แต่ก็เป็นรูปขันธ์เหมือนกัน) ทางภาษาสากลให้ความหมายว่า   the body,   natural state, form, figure, shape, image, characteristic.  Skt. rupa

 

2.  เวทนากขันโธ  เวทนาขันธ์  กองแห่งเวทนา  ธรรมชาติอันเสวยอารมณ์ ความเสวย คือรู้รสอารมณ์  ได้แก่ความรู้สึกต่าง ๆ  มาทางอารมณ์  ที่เป็นทั้งสุข และทุกข์ ทั้งความเจ็บปวดและความสุขใจ อิ่มใจ   the aggregate of feeling,  pain,  suffering, sensation, perception 

 

3.  สัญญากขันธโธ  ได้แก่ ความคิด ความจำได้ หมายรู้,  ความจงใจ ตั้งใจ,  นึกคิด, จำ, สำคัญ, ชื่อ, ในสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต   thought,  sense, memory, perception, intellect,  sign, gesture, name   

 

4.  วิญญานักขันโธ ได้แก่ความรู้สึก ใจ  ที่ผ่านมาทางอายตน 6 คือ หู ตา จมูก ลิ้น สัมผัสทางกาย และ สัมผัสทางใจ    intelligence,  knowledge, consciousness,  thought,  mind  (ในพุทธธรรม คำว่าวิญญาณนี้  ไม่ใช่ดวงวิญญาณ ที่ล่องลอยออกไปจากร่างเมื่อเวลาสิ้นชีวิต หรือสิ่งที่เป็นดวงจิตที่อาจจะล่องลอยไปไหนมาไหนก็ได้  และไม่ได้หมายถึงภูติ ผี ปีศาจ เทพ หรือ เทวดา) 

 

5.  สังขารักขันโธ  ธรรมอันปัจจัยตกแต่ง, ความแต่ง,  ความอบรม, สังขาร, ปัจจัยประชุมเกิด ได้แก่ความคิดปรุงแต่งจิตใจให้เป็นไป ทั้งดี ทั้งชั่ว หรือเป็นกลาง ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว เป็นปัจจัยตกแต่ง  ความปรุง  ความอบรม การปรุงแต่งของภาคนามธรรมกับรูปธรรม   constructing,   preparing, perfecting, embellishing, aggregation, matter, Karma

 

กองทั้ง 5 กองขันธ์นี้ ก็แบ่งเป็น 2 ลักษณะ มีลักษณะ 2 อย่างที่แตกต่างกัน ดังนี้คือ มีรูปธรรมหนึ่ง  กับ  นามธรรมหนึ่ง  คือ

 

1.   รูปธรรม   กองที่เป็นรูปร่าง เป็นตัวตน มองเห็นได้ สัมผัสถูกต้องได้ คือ  รูปักขันโธ นั่นเอง  หรือเรียกว่า  ส่วนกาย (ตรงกับภาษาสากลว่า body

 

2.   นามธรรม   คือ เวทนาขันโธ,  สัญญาขันโธ,  วิญญานขันโธ,  สังขารขันโธ  4  รวมกัน  เป็นส่วนที่มองด้วยตาไม่เห็น สัมผัสถูกต้องไม่ได้  เรียกว่า  นามธรรม ( mind)   

 

รูปธรรม1กอง ฝ่ายกาย[body] และนามธรรม4กองที่ประสานกันเป็นฝ่ายจิตใจ[mind]นี้แหละ ประกอบกันแล้ว เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังขาร คือร่างกาย จิตใจ และรูปธรรมนามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น เกิดเป็นคน ที่มีรูปร่าง หน้าตา และจิตใจขึ้นมา 

 

 

 

สัจธรรมตรงนี้ก็คือ   คน  ไม่ว่าคนใด คนไหน  คนอย่างไร  คนใหญ่  คนโต  คนล้นด้วยบารมี อำนาจ คนจนต่ำต้อย  คนด้อยวาสนา คนรวย  เศรษฐี มหาเศรษฐี ข้าราชการ  กรรมกร ชาวนา   ประชาชนหรือกษัตริย์  มหากษัตริย์ มหาราช นายกรัฐมนตรี นายพลเอก นายพลโท หรือพลทหาร ก็เหมือนกัน  ในแง่ที่ว่า  เกิดมา  อยู่  เป็น ไปได้ด้วยปัญจักขันธา รวม 5 องค์ประกอบนี้ ....เหมือนกัน  เป็นคนเหมือนกันหมด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสิ่งที่เป็นความรู้อย่างยิ่ง(อุตตริมนุสสธรรม)ก็คือตรัสเกี่ยวกับเรื่องรูปธรรมนามธรรม หรือ กองขันธ์ทั้ง 5 หรือสังขาร หรือคนเรานี้เอง   ให้คนรู้ว่า  สัจธรรมของสังขาร หรือ คน เรานั้นคืออะไร  สัจธรรมที่ควรรู้คืออะไร อย่างไร  หากหมั่นพิจารณาอยู่บ่อย ๆ  เป็นประจำ ก็จะเกิดปัญญาแจ่มแจ้ง นำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้   

 

 

ดังตัวอย่างหมู่พระสาวก สงฆ์ สามเณร  ที่มีวัตรสวดมนต์เช้า สวดมนต์เย็น เป็นประจำทุกวัน ๆ ตลอดชีวิตนักบวช เน้นลงไปที่สัจธรรมที่ทรงบอกไว้  นั้น ๆ ล้วนแต่เพื่อชี้ นำทางคนทั้งหลาย ไปสู่มรรคผล  นิพพาน    เป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์ทั้งสิ้น ทั้งทางกายและทางใจ  หรือหากนับเป็นทรัพย์  นั่นคือ  อริยทรัพย์ ที่ประมาณค่าไม่ได้ (คือได้ความเป็นอริยชนผู้ประเสริฐ ผู้เสวยซึ่งมรรค ผล นิพพาน แล้วอิ่มไปนิรันดร) 

 

ตัวอย่างเช่นที่ปรากฎในธัมมะนิยามะสุตตัง ว่า 

 

สัพเพ สังขารา อนิจจาติ   สังขารคือร่างกายจิตใจ, แลรูปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น มันไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป  unstable, not lasting, transitory, perishable

 

สัพเพ สังขารา ทุกขาติ   ลำบาก  นำมาซึ่งทุกข์  สังขารคือร่างกายจิตใจ, แลรูปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น มันเป็นทุกข์ทนยาก, เพราะเกิดขึ้นแล้ว, แก่ เจ็บ ตายไป painful, grievous, unpleasant, difficult

 

สัพเพธัมมา อนัตตาติ  ใช่อาตมา, ใช่ของอาตมา, สิ่งทั้งหลายทั้งปวง, ทั้งที่เป็นสังขาร แลมิใช่สังขารทั้งหมดทั้งสิ้น  ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน, ไม่ควรถือว่าเรา  ว่าของเรา  ว่าตัวว่าตนของเรา  not a self,  not a soul

 

ดังมีส่วนขยายความเข้าใจออกไปอีกโดยการเจริญวิปัสนาตามไปตามบทสวดของพระสาวก ว่า ....

 

ชาติปิ ทุกขา (แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์)    

ชะราปิ ทุกขา (แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์)

มะระณัมปิ ทุกขัง, (แม้ความตายก็เป็นทุกข์)

 

โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา, (แม้ความแห้งใจ ความพิไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความเสียใจและคับแค้นใจก็เป็นทุกข์)

 

อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข (ความประสบความเห็นสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์

ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข  ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์)   

ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง  (ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นสมหวังก็เป็นทุกข์)

 

สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา (ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวทุกข์...... การยึดขันธ์ห้าว่าเป็นเราก็เป็นทุกข์) 

 

เสยยะถีทัง  ได้แก่สิ่งเหล่านี้.......นี้อย่างไร

 

รูปูปาทานักขันโธ, (การหลงยึดเอารูปว่าเป็นของเรา)

เวทะนูปาทานักขันโธ,( การหลงยึดเอาเวทนาว่าเป็นของเรา) 

สัญญูปาทานักขันโธ, (การหลงยึดเอาสัญญาว่าเป็นของเรา)

สังขารูปาทานักขันโธ,( การหลงยึดเอาสังขารว่าเป็นของเรา...ปรุงแต่งอะไรขึ้นมาก็ว่าเป็นของเรา)

วิญญาณูปาทานักขันโธ ( การหลงยึดเอาวิญญาณว่าเป็นของเรา)   

 

[อุปาทานํ   ความถือมั่น, ความเข้าไปถือเอา, ถือมั่น(ผ); เชื้อไฟ หรือฟืน(ชิน.๓๖/๑๒); ตัณหา (ม.นิท. อ/กาม ๘) สํ. อุปาทาน.  attachment, clinging to existence; firewood, fuel.]     ทำความเข้าใจโดยหลักสนธิไทย  รูป+อุปาทาน+ก  = รูปูปาทานักขันโธ

 

เยสังปริญญายะ,   ธะระมาโนโส  ภะคะวา,  เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ,

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังดำรงพระชนม์อยู่ ย่อมแนะนำสาวกทั้งหลาย เพื่อให้รู้ซึ่งอุปาทานขันธ์(เพื่อให้รู้ซึ่งการหลงยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา) ทั้งหลายอย่างนี้ เป็นอันมาก   

 

 

 

เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี  พะหุลา ปะวัตตะติ,

ก็แลการพร่ำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีส่วนอย่างนี้ เป็นไปมากในหมู่สาวกทั้งหลาย

 

รูปัง อะนิจจัง,   (รูปไม่เที่ยง)

เวทะนา อนิจจา,   (เวทนาไม่เที่ยง)

สัญญา อะนิจจา,  (สัญญาไม่เที่ยง)

สังขารา อะนิจจา,  (สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง...ปรุงแต่งเป็นนั่นเป็นนี่แล้วก็ไม่เที่ยงหรอก)

วิญญาณัง อะนิจจัง,   (วิญญาณไม่เที่ยง)

 

รูปัง อะนัตตา,   (รูป ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน, ไม่ควรถือว่าเรา  ว่าของเรา  ว่าตัวว่าตนของเรา

เวทะนา อะนัตตา,  (เวทนา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน, ไม่ควรถือว่าเรา  ว่าของเรา  ว่าตัวว่าตนของเรา

สัญญา  อะนัตตา,  (สัญญาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน, ไม่ควรถือว่าเรา  ว่าของเรา  ว่าตัวว่าตนของเรา

สังขารา อะนัตตา,  (สังขารทั้งหลายไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน, ไม่ควรถือว่าเรา  ว่าของเรา  ว่าตัวว่าตนของเรา

วิญญาณัง อะนัตตา, วิญญาณไม่ใช่ตัวตน, ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน, ไม่ควรถือว่าเรา  ว่าของเรา  ว่าตัวว่าตนของเรา

 

สัพเพ สังขารา  อนิจจา,(สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง...มันเปลี่ยน แปรไปตลอดเวลา) 

สัพเพ ธัมมา  อะนัตตาติ, (ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมิใช่ตัวมิใช่ตนของเรา[...มันไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่ของของใครเลย] ดังนี้แล)  

 

 

 

เมื่อเราเจริญความคิด เจริญวิปัสสนาไป จนเห็นความจริงว่า ตัวเราเอง เป็นเพียงปัญจักขันธา  รูปธรรม นามธรรม  หรือ  กองขันธ์ทั้ง 5 มารวมกันเป็นหนึ่ง ที่เรียกว่าคน หรือ มนุษย์   รูปธรรม นามธรรมนี้   ก็ย่อมไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  และเป็นอนัตตา  ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของเราเลย  (มันไม่อยู่ในอาณัติของเราเลย ถึงเวลาของมัน ๆ ก็เป็นไป ตามธรรมชาติของมัน เช่นมีเกิด  มีแก่  มีเจ็บ  มีตาย ลำดับไปเองเป็นธรรมดา)  ก็จะพ้นทุกข์ เกิดวิปัสสนาญาณ นำไปสู่มรรคผล ทางสู่โลกนิพพาน  ตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้

 

จิระปะริพิพพุตัมปิ  ตัง  ภะคะวันตัง  สะระณัง  คะตา ,

เราทั้งหลายผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า  แม้ปรินิพพานนานแล้วพระองค์นั้น  เป็นสรณะ

 

ธัมมัญจะ  สังฆัญจะ ,      ถึงพระธรรมด้วย  ถึงพระสงฆ์ด้วย

 

ตัสสะ  ภะคะวะโต  สาสะนัง  ยะถาสะติ  ยะถาพะลัง  มะนะสิกะโรมะ  อะนุปะฏิปัชชามะ ,

 

จักทำในใจอยู่  ปฏิบัติตามอยู่  ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น  ตามสติกำลัง

 

สา  สา  โน  ปะฏิปัตติ ,         

ขอให้ความปฏิบัตินั้น ๆ ของเราทั้งหลาย

 

อิมัสสะ  เกวะลัสสะ  ทุกขักขันธัสสะ  อันตะกิริยายะ  สังวัตตะตุ ,

จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้เทอญ

 

 

พระครูพุทธิพงศานุวัตร 

วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง

อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ

17  ต.ค. 2559 เวลา 20:30:30 น.

 

·      เอกสารอ้างอิง  ปทานุกรม บาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต PALI – THAI – ENGLISH – SANSKRIT – DICTIONARY  ฉบับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พิมพ์ในคราวอายุครบ ๕ รอบ  หม่อมหลวงบัว กิติยากร ในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ  วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๒

 

 

 

**********************

 

 

 
 
 
 
--------------------------------------------------------------------------------------------------

หนังสือพิมพ์ ดี เล่มที่ 50

หนังสือพิมพ์ ดี เล่มที่ 51  กำลังจะโผล่ออกมาแล้ว รอแค่อึดใจครับ

************************************************************************** 

พุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์  พัชรา กอปรทศธรรม  (ผู้เข้าชมวันนี้ 29 กย.2559  101,181)  

ทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต  วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน
พัชรา กอปรทศธรรม

..................................................................................................

 

ศึกษากรณีธรรมกาย ธัมมชโย และกรณีปาราชิกที่ผ่านมา

 

**************************************************************************

 

 

 

 

 

ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 1
ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 2
ประชาธิปไตย
คือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 3 
ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 4 
ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 5 

 

 

ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 5

 

  ความเห็นที่ 11 (3303255) 

ก็ต้องอย่างนั้นสิครับ คุณหนู

  

ยังมีสิ่งที่จะต้องเข้าใจประชาธิปไตย   อย่างกว้างขวาง........นั่นคือ พรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน   ต้องต่อสู้กันอย่างเป็นประชาธิปไตย  ทั้ง 2 ฝ่าย        หรือทุก ๆ ฝ่าย ต้องต่อสู้อย่างเป็นประชาธิปไตย 

 

ที่ผ่านมา  พรรครัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นอมาตยาธิปไตยเผด็จการ   ต่อสู้แบบเผด็จการ  ไม่ได้ต่อสู้แบบประชาธิปไตย    ...................   ก็เลย***มโหด  มีการล้อมฆ่าประชาชน  นั่นแหละครับ เพราะใช้วิธีการประชาธิปไตยไม่เป็น  .......  แต่ถ้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นประชาธิปไตย  การฆ่าประชาชนเช่นนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้  ไม่มี     .......   และการเลือกตั้งจะไม่เนิ่นช้ามาถึงต้นปีนี้   .........หากนายอภิสิทธิ์....พรรคประชาธิปัตย์ และทหาร เข้าใจประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยก็จะไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ

 

 

ในวันนี้เป็นต้นไป    ทุก ๆ สถาบันจึงต้องเป็นประชาธิปไตย .........  และเมื่อเป็นประชาธิปไตยกันแล้ว  ก็เกิดความนิ่งสงบสุขของแผ่นดินขึ้นได้  เพราะถึงมีการต่อสู้กันก็ต่อสู้อย่างเป็นประชาธิปไตย   ..  และถึงมีผู้ชนะ  และมีผู้แพ้ ในการต่อสู้   แต่ก็ไม่มีใครเสียชีวิต  และไม่เสียประโยชน์อะไร   ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้  ต่างก็ได้ประโยชน์เท่า ๆ กัน   ความแตกแยกในความเป็นฝ่ายชนะ หรือฝ่ายที่แพ้ ก็ไม่มี    เพราะเมื่อทุกฝ่ายเป็นประชาธิปไตยก็จะซาบซึ้งดีในหลักการที่ว่า  mojority rule  minority right   คือฝ่ายที่แพ้ก็แพ้เพียงการเลือกตั้ง  ไม่มีโทษอะไรที่จะมาแก้แค้นเหมือนในระบอบราชาธิราชเก่าก่อน  แต่ก็ยังมีชีวิตไปได้เหมือนเดิม  มีสิทธิ์ทุกอย่างในการรับผลของนโยบายของฝ่ายที่ชนะเท่าเทียมกับฝ่ายที่ชนะ  ได้อะไร ๆ เท่าเทียมกันทั้งหมดทั้งแผ่นดิน  ไม่เดือดร้อนอะไรจากการพ่ายแพ้     แท้ที่จริง...........หากเราเข้าใจว่าไม่มีผู้ชนะหรือผู้แพ้ในระบอบประชาธิปไตย  มีแต่ผู้ชนะด้วยกันทั้งหมด  .......   นั่นแหละเริ่มเป็นประชาธิปไตยแล้ว    

 

  • ผู้แสดงความคิดเห็น บัวระย้า ชะบาบุญเสฏฐ์ วันที่ตอบ 2011-08-04 21:31:33ความเห็นที่ 10 (3303181) 

     

     

 

 

 

 

 

 โปรดติดตามกระทู้ที่ 2

ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต 

 

 

 ********************************************************************** 

ชีวิตของคนเราต้องเป็นไปตามดวงชะตาจริงหรือ?

***************************************************************************

 

 

 

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

 

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน เมษายน 2553 - ปัจจุบัน 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน เมษายน 2553 - ปัจจุบัน 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วระหว่าง ก.ย.2552 - ก.พ. 2553 
เฝ้าดูฯ มิ.ย.-ก.ย.2552 
เฝ้าดูฯม.ค.-มิ.ย.2552 
เฝ้าดูฯธ.ค.2551 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วพ.ศ.2551 ภาคปลายปี ก.ย.- ธ.ค.2551 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วพ.ศ.2551 กลางปี 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2551 ต้นปี .....วันนี้ 29 กย.2559มีคลิกเข้าชมแล้ว 39,549
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2549-2550 ....วันนี้ 29 กย.2559มีคลิกเข้าชมแล้ว 90,272
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2546-2548 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2543-2545 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2542 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2541 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2540 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2539 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2538 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2537 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2536 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว หน้าโฮมเพจ article
Headline 
 

 

เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ ผลิดอกออกช่อแล้ว


จากเฟสบุ๊ค Phayap Panyatharo - My temple
ศาสนาทุกศาสนาสอนเรื่องเดียวกันหรือเปล่า?? แนวคิดจากวันออกพรรษา วันเทโวโรหนะ พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์


More...
ศึกษาจากแนวคิดบทวิเคราะห์พร้อมหลักวิชาการรอบด้านและบทสรุปที่แจ่มแจ้ง


More...
จิตวิทยาการรบ สมมติฐานใหม่
icon

สมมติฐานเพื่อรอพิศูจน์ความจริง  ในกรณีการล้อมเข่นฆ่าประชาชน 91 ศพ เมื่อ 19 พ.ค. 2553   สรุป   ประชาชนมาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างบริสุทธิใจ  และไม่เคยคิดว่าจะได้พบการล้อมปราบปรามขนาดเอาชีวิตอย่างไร้ความปรานีตามคติปกครองของไทยเช่นนั้น


More...
dot
Copyright © 2010 All Rights Reserved.
นี่คือเวบไซต์คู่แฝด http:\\www.newworldbelieve.com http:\\www.newworldbelieve.net รวมผลงานการวิจัยรอบด้านทุกสาขาวิชาทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม ศาสนาใหญ่ ๆ ของโลก การศึกษาโลกลี้ลับ ศาสนาสากล งานวิจัยสังคม การเมืองและวัฒนธรรมไทย-สากลและวัฒนธรรมประชาธิปไตย ยาวนานกว่า 14 ปี แสดงไว้ในเวบไซต์แฝดคู่นี้ เกี่ยวกับประช่าธิปไตย เรากำลังเพ่งเล็งว่าเป็นประเด็นสำคัญยิ่งของประเทศไทยขณะนี้ เพราะโดยยุคสมัยไทยไม่อาจจะย้อนกลับคืนไปสู่เผด็จการได้อีก แม้ว่าจะมีพรรคการเมืองเก่าแก่คือพรรคประชาธิปัตย์จะพยายามต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของระบอบอดีตเผด็จการ นำการเมืองไทยหวลกลับสู่ระบอบทึ่น่ารังเกียจคือโบราณอมาตยาธิปไตย ซึ่งไม่น่ามีผลสำเร็จเกิดขึ้นได้เลย ก็จะเพียงพร่าเวลาที่มีค่าไปอย่างเหลวไหล สร้างความเสื่อม เลวทราม สร้างความบอบช้ำแก่ประชาชนและประเทศไปชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วเดินต่อไปไม่ได้ ต้องหมุนกลับสู่เส้นทางสากลประชาธิปไตยจนได้เท่านั้น คนไทยทุกชนชั้นทุกหมู่เหล่าการอาชีพ ทุกฐานะความเป็นอยู่จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะเราต้องใช้วิถีทางนี้แก้ปัญหาการเมืองของประเทศ และนำประเทศไปสู่เกียรติและชัยชนะ ทางเดียวเท่านั้น และเวบไซต์แฝดคู่นี้พยายามชี้แสงสว่าง เปิดดวงตาของประชาชน ให้มองเห็นเส้นทางที่ถูกต้อง เป้าหมายและวิธีการที่ถูกต้องของการศาสนาวัฒนธรรมส่วนที่เป็นสาระสำคัญควบคู่ไปกับประชาธิปไตยที่แท้จริง