ReadyPlanet.com


เปรม ตินสูลานนท์ คนขี้ขลาด แอบอิงสถาบันซ่อนตัวทำความเลว


 เปรม ตินสูลานนท์  ถูกลบชื่อออก

เป็นนายเปรม ตินสูลานนท์

เพราะ   อยู่ในสถาบันแต่ทรยศต่อสถาบัน ..... เนื่องเพราะไม่เข้าใจพระราชดำรัสว่าด้วยมาตรา 7 



ผู้ตั้งกระทู้ นายเกษียรสมุทร สุรสงคราม :: วันที่ลงประกาศ 2014-03-15 20:52:17


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (3387431)

 ได้ไปเปิดอนุสาวรีย์ พล.อ.กฤษณ์ สีวะราห์  จสกลนคร วานนี้  ปราศัยว่าทหารเป็นผู้มีเกียรติ์อันสูงส่ง  ประชาชนมีความหวังขั้นสุดท้ายกับทหาร

 

บอกแม่ทัพภาค 3 ว่า  ให้ไปบอกพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา มาอ่านดู ฐานอนุสาวรีย์นี้

 

คนเสื้อแดงตีความว่า  เป็นนัยะให้กองทัพปฏิวัติยึดอำนาจ 

ผู้แสดงความคิดเห็น เกษียรสมุทร วันที่ตอบ 2014-03-15 20:57:51


ความคิดเห็นที่ 2 (3387432)

 สมญา  อำมาตย์ปลาหลด

ผู้แสดงความคิดเห็น เกษียรสมุทร วันที่ตอบ 2014-03-15 21:00:52


ความคิดเห็นที่ 3 (3387454)

 มองจากแง่จิตวิทยา  เป็นคนหลงตนเอง  คิดว่าตนเป็นเทพเจ้า 

 

แท้จริง    ได้แอบอ้างสถาบัน ทำร้ายประเทศไทย  ทำการเมืองไทยปั่นป่วนมาตลอดระยะเวลายาวนานถึงขณะนี้

โดยอาศัยตำแห่ง ประธานองค์มนตรี อิงสถาบัน  ไปสั่งการทหารให้ก่อกวนทางการเมือง  มุ่งหมายทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย 

 

เป็นบุคคลที่ได้สร้างความสงสัยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ รัฐประหารทุกครั้ง   ในนามต่าง ๆ  นับตั้งแต่ รัฐบาลทักษิณมา    มีคำว่า  ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ  ซึ่งเป็นคำของ ดร.ทักษิณ ชินวัตรเอง  มือที่มองไม่เห็น  เป็นต้น  ที่ทำให้เป็นที่เคลือบแคลงแก่ประชาชนและนักวิชาการทั้งหลาย   ว่าหมายถึงใคร .........  แม้กระทั่งมาถึงสถานการณ์ขณะนี้  ก็มีคำว่า  ประธาน กปปส.  ............ผู้อยู่เบื้องหลังสุเทพ เทือกสุบรรณ 

 

ปรากฎว่าข้อสงสัยทั้งหลายได้กระจ่างชัดขึ้นในวันนี้   ว่า  เปรม ตินสูลานนท์ นี่เอง  ที่เป็นตัวโกงในระบอบประชาธิปไตยไทย  

และบทบาทล่าสุดก็คือ   แต่งเครื่องแบบนายพลไปเปิดอนุสาวรีย์พล.อ.กฤษณ์ สีวะราห์ อดีต ผบ.ทบ. และ  รมว.กห.   ที่จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่  14 มี.ค.2557  มีแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นเจ้าภาพ  ได้บอกนัยะคำสั่งไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา  ว่า  ทหารเป็นที่พึ่งครั้งสุดท้ายของประชาชน  ให้ทหารรับผิดชอบต่อแผ่นดิน  เป็นนัยะให้พล.อ.ประยุทธ์ ทำการรัฐประหาร 

 

สิ่งที่คน ๆ นี้ได้กระทำมา ที่ผิดต่อสถาบันเบื้องสูงมาตลอดก็คือ   ตีตัวเหนือสถาบัน  คุกคามสถาบัน แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจพระราชดำรัสในหลวง ซึ่งมีความหมายว่า ทรงรักและชอบวิถีทางปกครองแบบประชาธิปไตย ....ชัดเจนอย่างนั้น แต่บุคคลนี้กลับเป็นต้นเหตุของการรัฐประหาร   เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยของรัฐบาลทักษิณ  รัฐบาลสมัคร  รัฐบาลสมชาย  และบัดนี้มุ่งล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์  

 

อะไรทำให้คน ๆ นี้  ไร้ซึ่งหิริโอตตัปปะ  ไร้ความระยอบย่อต่อสถาบัน ปราศจากความคิดที่เกื้อหนุน สร้างให้ระบอบระชาธิปไตยไทยก้าวหน้าไปโดยสิ้นเชิง  ทำการชั่วต่าง ๆ ได้ถึงขนาดนี้ ?

ผู้แสดงความคิดเห็น ประภาวัตร พิศิษฐ์ทองไทย วันที่ตอบ 2014-03-16 17:49:06


ความคิดเห็นที่ 4 (3387504)

 เปรม ตินสูลานนท์    การที่ไม่ปรากฎตัวสู่สาธารณะและสังคมเปิดตัวเอง  เหมือนคนทั้งหลาย  หากไม่หลบซ่อนตัวเองอยู่ใต้ชายคา แอบอิงสถาบันกษัตริย์ ......  ได้บารมีสถาบันคุ้มหัว  ได้ภาพอันสูงส่งเลิศวิไลของสถาบัน   พลอยทำให้ตัวตนยกสูงตามไปด้วย .........  พลอยได้ความดีความประเสริฐตามไปกับพระบารมี  นานาประการ..................แต่การแอบอิงอยู่นั้น แท้จริงได้ซ่อนตัวตนอันเลวทรามไว้ทั้งหมด  

 

มันได้ค่อยเผยออกมาทีละเล็กละน้อย   จนในที่สุดเผยออกมาอย่างค่อนข้างโจ่งแจ้ง  

 

ถึงความมักใหญ่ใฝ่สูงของตน  โดยมีอิทธิพลต่อการร่างรัฐธรรมนูญ 2550  .........  ที่มีบทบัญญัติให้การคุ้มครองสถาบันเถื่อน ที่ให้ประโยชน์ต่อการใฝ่สูงของตนและพรรคพวกตราบที่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่......จึงเป็นพลังสั่งการบังคับ   ไม่ยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้  ไม่ว่าจะมีเหตุผล ที่สมควรแก่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องหลักการประชาธิปไตยและหลักยุคสมัยเพียงใดก็ตาม  สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปประการใด ๆ ก็ตาม  ....ฉะนั้น  จึงได้เห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายสถาบันประชาธิปไตย  ได้ถูกปิดประตูการแก้ไขโดยสิ้นเชิง  และถูกขัดขวางอย่างแรงทุกประเด็นที่ขอแก้ไข.......กับทั้งยังมีช่องทางที่ให้อำนาจเถื่อนทำการตอบโต้ เพื่อกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามตนให้เกลี้ยง สิ้นไปจากแผ่นดิน   ตนเป็นใหญ่ ครองอำนาจเผด็จการอำมาตย์ไปอย่างปราศจากเสี้ยนหนาม ..........นั่นเป็นแนวคิดที่นอกจากไม่สอดคล้องหลักการประชาธิปไตยอย่างชัดเจน แล้ว  ยังไม่ใช่แนวคิดที่เป็นธรรมด้วยประการใดแด่ประชาชนพลเมืองของประเทศ  ........

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ประภาวัตร พิศิษฐ์ทองไทย วันที่ตอบ 2014-03-17 10:41:57


ความคิดเห็นที่ 5 (3387510)

 นายพลเถื่อนคนนี้    แท้จริงเป็นตัวการความคิด และ แผนการณ์ร้าย ๆ ที่ทำให้การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย3จว.ภาคใต้ ไม่เป็นผล  กลับเลวลงไปกว่าเดิม  ก็เพราะเป็นต้นความคิดและโครงการอันโง่เขลา ล้าหลัง  คือโครงการสานใจไทยสู่ชายแดนใต้  อันเป็นต้นเหตุของความแตกแยกระหว่างไทยอิสลาม กับไทยพุทธอย่างร้ายแรง

 

โดยได้คัดเอาเยาวชนมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาเข้าโครงการอบรมหลักสูตรปีละ 300 คนเศษ ๆ  แล้วอบรมเน้นให้หันไปนับถือศาสนาอื่น  ในวาทะของ นายเปรมเองบอกว่าให้เยาวชนในโครงการนับถือ พระสยามเทวราชแทนองค์พระเจ้าเดิมของเขา  ........นี่เป็นประด็นหลักที่โลกยุคนี้เขาจะต้องห้ามอย่างเด็ดขาด ไม่ให้ประเทศ หรือสถาบันใดทำ.......เพราะนี่คือต้นเหตุวิวาทะและสงครามระหว่างศาสนากันเลยทีเดียว  

 

อมาตย์เปรมไม่เข้าใจว่า นี่เป็นการจี้ลงไปที่จุดต้องห้ามอันสูงสุดของศาสนาอิสลาม....เนื่องเพราะในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานสอนถึงหัวใจของศาสนาอิสลาม  และมีข้อห้าม คำสั่งการเด็ดขาดว่า  ..... ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลเลาะห์  ..........

 

จะเห็นว่า  นี่คืออมาตย์ที่โง่เง่า  ที่ได้สร้างความแตกแยกขึ้นในจิตใจมุสลิมทั่วโลก  อย่างลึกซึ้ง เคียดแค้นพยาบาทในหมู่มุสลิมโลก 

 

และโง่เง่า เพราะไม่เข้าใจหลักการประชาธิปไตยโลก  โลกเขาได้นำหลักการประชาธิปไตยมาใช้ปกครองแผ่นดิน  เพื่อแก้ปัญหานานาศาสนานี้ได้อย่างชอบธรรมและมีประสิทธิภาพ  โดยหลักการที่ว่า   ประชาธิปไตยไม่มีศาสนา.....ประชาธิปไตยเองเป็นศาสนาใหม่ของโลกสากล .....อำนาจของประชาชนเสมอกันหมด ไม่ว่านับถือศาสนาหรือลัทธินิกายความเชื่อใดใด

 

จึงแสดงให้เห็นวิสัยทัศน์สากล  ว่าโง่เง่าเต่าตุ่นขนาดนี้  จึงกลายเป็นบอดในหลักการประชาธิปไตย   ......แม้แนวคิดอำมาตย์ ก็เป็นแนวคิดที่โง่นะครับ   ที่คุณคิดจะไปเปลี่ยนศาสนาเขาตามโครงการอบรมดังกล่าวนั้น  มันไม่เกิดผลดีอะไรเลยแด่ความสามัคคีของคนในชาติเลย    คุณเป็นคนที่โง่ ไร้วิสัยทัศน์ในทั้งสองระบอบเลย  ............มาบัดนี้ยังคงใช้นิสัยเดิม ๆ เทียวไปยุให้ทหารทำปฏิวัติเหมือนเดิม.....ทั้ง ๆ ที่เห็นแล้วว่าที่ทำมาหลายครั้งแล้ว มันเป็นอย่างไร  ........  มันสร้างวิบัติให้ประเทศชาติยังไม่พออีกหรือ ?

 

เอาละ    อมาตย์เปรม ได้พิศูจน์ตนแล้วว่าเป็นอมาตย์โง่ ไร้วิสัยทัศน์โดยสิ้นเชิง สำหรับที่จะนำไปปกครอง บริหาร ประเทศ   ที่สำคัญ เป็นคนไม่มีสติปัญญา สำหรับทั้งยุคเก่าเอง  คือยุคสมบูรณาญาสิทธิราช    และยุคใหม่ ประชาธิปไตย    .....   ประชาธิปไตยที่คนล้าหลังอย่างนายทหารระดับนายพลเอกแห่งกองทัพไทยคนนี้....บอดใบ้ มองไม่เห็น ไม่เข้าใจไปเลยอย่างสิ้นเชิง     

 

แล้วคุณไปเชื่อฟังเขาไปทำไม    ถามองค์กรอิสสระ      ถาม  ทหารทั้งแผ่นดิน   ถามสุเทพ กปปส.  ถามแม้เด็กในโอวาทเขา อภิสิทธิ เวชชาชีวะ.....

 

จะเปิดเผยภูมิปัญญา   เปรม  .......ไปเป็นตอน ๆ .....โปรดติดตาม

คน ๆ นี้เป็นคนไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง    เหมือนต้นไม้แห้งยืนตากลมตากฝน   ไร้ชีวิตจิตใจไปเสียโดยสิ้นเชิงแล้ว 

 

เอาละในประเด็นนี้    เห็นแล้วยังว่า  อมาตย์โง่ ๆ คนนี้  มีสติปัญญาขนาดไหน  อย่างไร  .....   เคยทำอะไรที่เข้าท่าแก่ประเทศชาติบ้านเมืองหรือไม่  ขนาดไหน ?    ดูท่าทางอมภูมิ  ท่าดีทีเหลว  เท่านั้นเอง  

ผู้แสดงความคิดเห็น ประภาวัตร พิศิษฐ์ทองไทย วันที่ตอบ 2014-03-17 11:39:38


ความคิดเห็นที่ 6 (3387693)

นี่คือบันทึกสำคัญ อมาตย?โง่ วิสัยทัศน์แคบ  โปรดพิจารณา 

 

28.   โครงการสานใจไทยสู่ไทยใต้

         ของมูลนิธิพลเอกเปรมยุค 2552 ควรยุติ

 

พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ ในฐานะประธานมูลนิธิประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ ได้ดำเนินโครงการอบรมเยาวชน 5 จังหวัดภาคใต้ในนามโครงการ  สานใจไทยสู่ใจใต้ ปีนี้เป็นปีที่ 12 แล้ว แต่ในปีที่ 12 นี้ ซึ่งทางมูลนิธิฯได้นำเยาวชน 5 จังหวัดชายแดนใต้มาเข้าโครงการจำนวน 240 คน ได้มีอะไรที่แปลกและแปร่ง ไปกว่าเดิม โดยที่เห็นไปถึงนโยบายของมูลนิธิฯ ที่ไม่น่าจะถูกต้องและชอบธรรมต่อประชาชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเราเห็นว่า นโยบายของพล.อ.เปรมนี่เองที่เป็นเหตุให้ ในระยะปัจจุบันของรัฐบาลอภิสิทธิ์ สถานการณ์ใต้รุนแรงยิ่งขึ้น 

 

ทำไมสถานการณ์ใต้จึงไม่ดีขึ้นเลย ทั้งที่น่าจะดีขึ้นตั้งแต่ พล.อ.สนธิ บุณยรัตนกลิน ขึ้นเถลิงอำนาจสูงสุดในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 โดยเหตุผลที่ว่าพล.อ.สนธิ เป็นมุสลิม เป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาชาวไทยใต้มุสลิมดี เหตุผลในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ในส่วนของมูลนิธิประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ ในโครงการ สานใจไทยสู่ใจใต้ ปีนี้นั้น เห็นได้ว่าผิดพลาดอย่างร้ายแรง น่าเป็นเหตุให้สถานการณ์ใต้คุโชนแรงขึ้นมาอีก ทั้งนี้เห็นได้จากการแถลงถึงนโยบายของโครงการ สานใจไทยสู่ใจใต้ ปีที่ 12 ของพล.อ.เปรม  ณ สโมสรทหารบก ในวันที่ 23 เมษายน 2552 ณ เวลา 10.00 น. ซึ่งเป็นวันที่ทางมูลนิธิฯได้ทำพิธีเปิดโครงการฯ ปี 2552   พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ เป็นประธาน มีพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ตามไปร่วมในพิธีด้วย พล.อ.เปรม กล่าวข้อความสำคัญ ตามที่หนังสือพิมพ์ได้นำมาลงข่าว ดังนี้

 

 

พระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศ

ขอให้ภูมิใจว่าทุกคนเป็นสิ่งที่เราตั้งใจว่า จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มุ่งมั่น ปรารถนาดูแลชาติบ้านเมืองให้มีความรักสามัคคีสมานฉันท์ นำพาประเทศเจริญก้าวหน้า ทุกคนรู้จักพระสยามเทวาธิราชหรือไม่ ท่านไม่ใช่พระแต่แต่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ ท่านประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง คนไทยทุกคนถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองประเทศชาติให้สงบร่มเย็น   พระสยามเทวาธิราชแสดงให้เห็นตลอดว่า ท่านดูแลชาติบ้านเมืองเราจริง อยากให้เราระลึกถึงพระสยามเทวาธิราช และขอให้ท่านคุ้มครองเยาวชนและชาติบ้านเมืองของเราให้สงบร่มเย็น   ส่วนคนที่ไม่หวังดีต่อประเทศให้มีอันเป็นไปพลเอกเปรมกล่าว

 

พล.อ.เปรมให้สัมภาษณ์ด้วยว่า พระสยามเทวาธิราชไม่ได้เป็นของศาสนาพุทธหรือศาสนาใด แต่เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด แต่เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็คุ้มครองทั้งนั้น พระสยามเทวาธิราชเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเรา คนพูดว่าชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเมื่อเรามองไปในอดีตเหตุการณ์อะไรที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ก็จะมีเรื่องเสียหายน้อยหรือสงบโดยเร็ว และคนไทยก็จะกลับมารักชอบพอกันเหมือนเดิม พระสยามเทวาธิราชเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่ามีจริง   ถ้าใครศัทธาเลื่อมใสจะรู้ว่าพระสยามเทวาธิราชจะคุ้มครองคนดีของประเทศเรา แล้วจะไม่คุ้มครองคนไม่ดี    (ไทยรัฐ 24 เม.ย.2552)

* จากเฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว   

ผู้แสดงความคิดเห็น 001 วันที่ตอบ 2014-03-20 16:20:44


ความคิดเห็นที่ 7 (3387694)

คนที่โดนสาบแช่งทั้งแผ่นดิน ในวันนี้  เปรม ตินสูลานนท์  

 

อีกหน่อยจะย่างเท้าไปไหนไม่ได้ 

 

นี่คือ   ประธาน กปปส.   กบฏแผ่นดิน  มี สุเทพ  เทือกสุบรรณ เป็นคนรับใช้  

ผู้แสดงความคิดเห็น ประยุกต์ นามเสพย์ วันที่ตอบ 2014-03-20 16:28:36


ความคิดเห็นที่ 8 (3387695)

 ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่  นายเปรม  บกพร่องในหน้าที่ของประธานองค์มนตรี

 

คือ  พิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สด.พระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์   .......   มีม็อบขวางทางเสด็จพระราชดำเนิน ถนนราชดำเนิน อยู่ 6 วัน จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องเสด็จเลี่ยงจากถนนราชดำเนิน ไปทางถนนลูกหลวง ทั้ง 6 วัน

 

เปรม ตินสูลานนท์  ในฐานะ ประธานองค์มนตรี  ไม่มีปฏิกริยาอย่างใดเลย  

เพราะโดยหน้าที่ ย่อมต้องป้องกันพระเกียรติยศของพระเจ้าอยู่หัว  นำผู้ขวางทางพระราชดำเนินมาลงโทษ

 

ทำไม ?   ก็เพราะพวกเดียวกันกับพวกม็อบ สนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์  ที่ขวางทางพระราชดำเนินนั่นเอง 

ผู้แสดงความคิดเห็น ประยุกต์ นามเสพย์ วันที่ตอบ 2014-03-20 16:38:25


ความคิดเห็นที่ 9 (3387728)

 การเป็นองค์มนตรี  อย่างน้อยก็คือความหมายของความจงรักภักดี  พร้อมที่จะเสียสละชีพตนเพื่อปกป้องพระเกียรติ บรมเดชานุภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ยอมพลีชีพตนได้เพื่อเดชานุภาพแห่งกษัตริ์ ราชบัลลังก็  เฉกเช่นยุคพระเจ้าเสือ  ที่มีโขนเรือพระที่นั่ง นามพันท้ายนรสิงห์  ยอมพลีชีพเพื่อกษัตริย์ โดยความผิดบกพร่องต่อหน้าที่เป็นเหตุให้เรือพระที่นั่งชนต้นไม้ใหญ่ริมฝั่ง 

 

ไม่เคยรู้ประวัติศาสตร์เลยหรือ ?

 

เปรม  มีความผิดถึงขั้นตัดหัวแล้ว ตั้งแต่ไม่แยแสปล่อยให้ม็อบขวางเส้นทางพระราชดำเนินถึง 6 วัน ที่เสด็จไปทรงประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพคราวนั้น  

 

และครั้นได้กระทำผิดอย่างยิ่งใหญ่แล้ว  ยังหน้าด้าน เก็บงำความผิด ไม่ยอมออกตัวรับผิดชอบเลย    มาจนถึงทุกวันนี้   

 

นี่คือ  ทรราชเปรม ตินสูลานนท์   

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ประยุกต์ นามเสพย์ วันที่ตอบ 2014-03-21 09:02:25


ความคิดเห็นที่ 10 (3387803)

 

เชิญดูหลักฐานได้ครับ หนังสือพิมพ์ดีบันทึกเอาไว้ พร้อมบทวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

22. บันทึกประเทศไทย

พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ 
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีทั้งสิ้น 6 วัน ระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน พุทธศักราช  2551 ดังนี้     

     -วันศุกร์ที่ 14 พ.ย.2551  บำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท               

 

 

 

 

     -วันเสาร์ที่ 15 พ.ย.2551 พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง

     -วันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย.2551 พระราชพิธีเก็บพระอัฐิ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง

     -วันจันทร์ที่ 17 พ.ย.2551     บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระอัฐิฯ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

     -วันอังคารที่ 18 พ.ย.2551 เชิญพระอัฐิประดิษฐานบนพระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท 

     -วันพุธที่ 19 พ.ย.2551   ทรงบรรจุพระสรีรางคาร ณ อนุสรณ์สถานรังษีวัฒนา สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 
              

มีเหตุการณ์พิเศษที่ต้องบันทึกเอาไว้ก็คือ ในการเสด็จพระราชดำเนินไปโดยปกติของพระมหากษัติย์ไทยในอดีตสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้  จะทรงเสด็จโดยถนนที่หรูหราสมพระเกียรติยศ และมีถนนสำหรับกษัตริย์ทรงเสด็จไปโดยเฉพาะวิสัยกษัตริย์ทุกพระองค์ ๆ  นั่นคือ ถนนราชดำเนิน   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถนนราชดำเนิน หรือ 

Ratchadamnern Avenue  ซึ่งโดยภาษาอังกฤษหมายถึงถนนสายกว้างใหญ่ ร่มรื่น มีความสำคัญสำหรับบุคคลระดับสูงของชาติ   แต่ภาษาไทยถนนราชดำเนินบอกความหมายตรงตามภาษา ให้ความหมายโดยชัดเจนชัดแจ้งว่าเป็นเส้นทางพระราชดำเนินของกษัตริย์ ซึ่งหมายถึงทรงมีพระราชอำนาจและความสง่างามที่จะทรงเสด็จไปพร้อมพระเกียรติยศอันสูงสุดที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่ในระหว่างเวลา 6 วันที่เสด็จไปประกอบพระราชพิธีเกี่ยวกับพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ฯ  นั้น กษัตริย์ไทยพร้อมขบวนพระราชอิสริยยศ ซึ่งประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพารทั้งสิ้น รวมทั้งคณะรัฐมนตรี และบุคคลสำคัญในสามสถาบันสูงสุดของชาติ ต้องหลีกชนกลุ่มหนึ่ง ที่ยึดครองบริเวณถนนราชดำเนินไว้  ทรงอ้อมไปทางถนนลูกหลวง ซึ่งเป็นถนนชั้นรอง เพื่อเสด็จไปประกอบพระราชพิธีสำคัญของพระราชวงศ์ คือ พิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่ทรงเป็นที่รักของประชาชนไทยอย่างหาที่สุดมิได้อีกพระองค์หนึ่ง  ตลอดเวลา 6 วันที่ทรงเสด็จไปประกอบพระราชพิธีในแต่ละวันแต่ละพิธี นั้น 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นเหตุให้คนไทยทั้งประเทศตกตะลึงพรึงเพริศ คนไทยทั้งประเทศต่างก็ถามกันว่า ชนกลุ่มใดที่บังอาจขวางเส้นทางพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์  ชนกลุ่มใดที่บังอาจปิดกั้นถนนราชดำเนิน มิยอมให้องค์พระมหากษัตริยเสด็จไปประกอบพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งส่วนพระองค์คราวนั้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ยะโสโอหัง ที่ละเมิดเบื้องพระยุคลบาท ต่อพระพักร์เช่นนี้ 

ที่บัดนี้มีคำถามว่า ประชาชนไทยทุกหมู่เหล่า ที่ล้วนจงรักภักดี ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ จะสามารถให้อภัยพวกเขาได้ละหรือ ? ซึ่งคำตอบก็คือ ไม่อาจจะให้อภัยได้เลย

และด้วยบันทึกนี้ เราขอให้ประชาชนไทย หรือที่ได้ชื่อว่าคนไทยทุกหมู่เหล่า ทุกชนชั้น คนไทยทุกคน ทุกเพศทุกวัย อย่าได้ลืมเสียเป็นอันขาด เพราะมันเหมือนเสี้ยนหนามอันแหลมคมที่ระคายระเคืองในจิตใจของเราทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา  จะไม่ถอนออกมาทำลายได้อย่างไร?.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  • หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนท)
    20 พ.ย.2551

 

 

 

 

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น 001 วันที่ตอบ 2014-03-22 16:40:51


ความคิดเห็นที่ 11 (3388013)

 คุณต้องคำนึงว่า พระราชพิธีพระราชทานเพลิง

พระศพครั้งนั้นเป็นพระราชพิธีใหญ่ ทรงไว้ซึ่งเกียรติ พระบุญญาธิการบารมีขององค์พระมหากษัตริย์เจ้า .....   ในการเสด็จเป็นขบวนพระราชอิสริยยศคราวนั้น

มีคนสำคัญนอกจากพระมหากษัตริย์แล้วยังมี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ นับแต่สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวิชิราลงกรณ์ มาถึงทุกพระองค์ ๆ   มี คณะทูตานุทูต  รัฐบาลทั้งรัฐบาลนับแต่นายกรัฐมนตรีลงมา  รวมทั้งข้าราชบริพารทั้งหลาย   เป็นขบวนใหญ่สูงสุดเท่าที่มีขบวนเสด็จ  

 

แต่ชนกลุ่มนี้คือ  สนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ ได้ตั้งขบวนขวางเส้นทางพระราชดำเนินอาไว้  ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายรัฐบาล ตำรวจได้มาขอเจรจาให้หลีกทางพระราชดำเนินก่อน เฉพาะในช่วง 6 วันที่เสด็จนั้น  .....   แต่ม็อบไม่ยอม  .....  จึงต้องทรงเสด็จหลีกไปทางถนนลูกหลวง ..

 

นี่เป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติ์เพียงใด  ประชาราษฎรผู้จงรักภักดี สุดจะกล้ำกลืน  เพราะไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร 

 

มีคณะองค์มนตรี  มีประธานองค์มนตรี ผู้คอยรับใช้องค์พระมหากษัตริย์เอาไว้ทำไม ?

และพล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ ขณะนั้นก็เฉยเมยยิ่งกว่าเฉยเมย ........ ผิดวิสัยของผู้ทำหน้าที่องค์มนตรี 

 

แม้เวลาล่วงมาแล้วขณะนี้   เราก็ไม่เคยได้ยินว่า พล.อ.เปรม  ได้มีทัศนะอย่างไรต่อกรณีนี้ 

 

แต่   นั่นคือ  หน.กปปส.ปัจจุบัน   

เป็นหน.พรรคประชาธิปัตย์ตัวจริง  ผู้ที่กลบเกลื่อนเรื่องราวด้วยการออกผังล้มเจ้า ที่หาเรื่องล้อมเข่นฆ่าประชาชน เม.ย.-พ.ค. 2553  

 

ผู้แอบอ้างสถาบัน สั่งการองค์กรอิสระ  ทำลายระบอบประชาธิปไตย วันนี้นั่นเอง ตัวจริง 

 

ตัวมือมืด  ตัวผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ   

ทรราช !!!

ผู้แสดงความคิดเห็น ประยุกต์ นามเสพ วันที่ตอบ 2014-03-26 10:25:32


ความคิดเห็นที่ 12 (3388249)

 

ต่อจาก คห. 6 เรื่อง เปรม ตินสูลานนท์กับศาสนาอิสลาม  เอาให้เคลียร์ก่อน 

 28.   โครงการสานใจไทยสู่ไทยใต้

         ของมูลนิธิพลเอกเปรมยุค 2552 ควรยุติ

 

พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ ในฐานะประธานมูลนิธิประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ ได้ดำเนินโครงการอบรมเยาวชน 5 จังหวัดภาคใต้ในนามโครงการ  สานใจไทยสู่ใจใต้ ปีนี้เป็นปีที่ 12 แล้ว แต่ในปีที่ 12 นี้ ซึ่งทางมูลนิธิฯได้นำเยาวชน 5 จังหวัดชายแดนใต้มาเข้าโครงการจำนวน 240 คน ได้มีอะไรที่แปลกและแปร่ง ไปกว่าเดิม โดยที่เห็นไปถึงนโยบายของมูลนิธิฯ ที่ไม่น่าจะถูกต้องและชอบธรรมต่อประชาชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเราเห็นว่า นโยบายของพล.อ.เปรมนี่เองที่เป็นเหตุให้ ในระยะปัจจุบันของรัฐบาลอภิสิทธิ์ สถานการณ์ใต้รุนแรงยิ่งขึ้น 

 

ทำไมสถานการณ์ใต้จึงไม่ดีขึ้นเลย ทั้งที่น่าจะดีขึ้นตั้งแต่ พล.อ.สนธิ บุณยรัตนกลิน ขึ้นเถลิงอำนาจสูงสุดในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 โดยเหตุผลที่ว่าพล.อ.สนธิ เป็นมุสลิม เป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาชาวไทยใต้มุสลิมดี เหตุผลในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ในส่วนของมูลนิธิประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ ในโครงการ สานใจไทยสู่ใจใต้ ปีนี้นั้น เห็นได้ว่าผิดพลาดอย่างร้ายแรง น่าเป็นเหตุให้สถานการณ์ใต้คุโชนแรงขึ้นมาอีก ทั้งนี้เห็นได้จากการแถลงถึงนโยบายของโครงการ สานใจไทยสู่ใจใต้ ปีที่ 12 ของพล.อ.เปรม  ณ สโมสรทหารบก ในวันที่ 23 เมษายน 2552 ณ เวลา 10.00 น. ซึ่งเป็นวันที่ทางมูลนิธิฯได้ทำพิธีเปิดโครงการฯ ปี 2552   พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ เป็นประธาน มีพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ตามไปร่วมในพิธีด้วย พล.อ.เปรม กล่าวข้อความสำคัญ ตามที่หนังสือพิมพ์ได้นำมาลงข่าว ดังนี้

 

 

พระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศ

ขอให้ภูมิใจว่าทุกคนเป็นสิ่งที่เราตั้งใจว่า จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มุ่งมั่น ปรารถนาดูแลชาติบ้านเมืองให้มีความรักสามัคคีสมานฉันท์ นำพาประเทศเจริญก้าวหน้า ทุกคนรู้จักพระสยามเทวาธิราชหรือไม่ ท่านไม่ใช่พระแต่แต่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ ท่านประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง คนไทยทุกคนถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองประเทศชาติให้สงบร่มเย็น   พระสยามเทวาธิราชแสดงให้เห็นตลอดว่า ท่านดูแลชาติบ้านเมืองเราจริง อยากให้เราระลึกถึงพระสยามเทวาธิราช และขอให้ท่านคุ้มครองเยาวชนและชาติบ้านเมืองของเราให้สงบร่มเย็น   ส่วนคนที่ไม่หวังดีต่อประเทศให้มีอันเป็นไปพลเอกเปรมกล่าว

 

พล.อ.เปรมให้สัมภาษณ์ด้วยว่า พระสยามเทวาธิราชไม่ได้เป็นของศาสนาพุทธหรือศาสนาใด แต่เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด แต่เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็คุ้มครองทั้งนั้น พระสยามเทวาธิราชเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเรา คนพูดว่าชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเมื่อเรามองไปในอดีตเหตุการณ์อะไรที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ก็จะมีเรื่องเสียหายน้อยหรือสงบโดยเร็ว และคนไทยก็จะกลับมารักชอบพอกันเหมือนเดิม พระสยามเทวาธิราชเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่ามีจริง   ถ้าใครศัทธาเลื่อมใสจะรู้ว่าพระสยามเทวาธิราชจะคุ้มครองคนดีของประเทศเรา แล้วจะไม่คุ้มครองคนไม่ดี    (ไทยรัฐ 24 เม.ย.2552)

 

คนทั้งหลายย่อมทราบดีว่า คำกล่าวนี้ไม่เพียงเป็นการพูดเปิดประชุมโครงการฯเท่านั้น แต่เป็นการพูดเชิงนโยบายที่ประชาชนทั้งชาติและทั้งโลกได้รับฟัง อย่างเปิดเผย แต่สำหรับเยาวชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เข้ามารับการอบรมครั้งนี้ พวกเขาล้วนเป็นไทยมุสลิม และชาวไทยมุสลิมและมุสลิมทั้งโลกได้รับฟังแล้ว   ก็ย่อมกลายเป็นเรื่องที่อ่อนไหวจัดอย่างยิ่ง เพราะในคติมุสลิม และทั้งรวมความไปถึงความเป็นมุอ์มิน(บางแห่งเขียน มุมิน) หรือมุสลิมที่แท้จริงนั้น เขาจะต้องเคารพและนับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น มีคำพูดเป็นสากลสำหรับชาวมุสลิมว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลเลาะห์   ดังพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานบัญญัติไว้ว่า อัลเลาะห์นั้น ไม่มีพระเจ้าอื่นใดอันควรได้รับการสักการะโดยแท้จริง เว้นไว้แต่พระองค์ผู้เป็นองค์นิรันดร เป็นองค์ดำรงเองในการบริหารโลกอย่างเข้มแข็ง ซึ่งทั้งความง่วงเหงาและความหลับย่อมไม่ครอบงำพระองค์ สิทธิของพระองค์นั้นได้แก่ทุกสิ่งอันอยู่ในบรรดาชั้นฟ้าทั้งเจ็ดและทุกสิ่งในผืนแผ่นดิน   และมุอ์มินย่อมเอ่ยพระนามพระองค์เต็ม ๆ ว่า อัลเลาะห์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  (บางแห่งเขียนพระนามว่า อัลลอฮ์) เมื่อมุอ์มินจะเริ่มทำการหรือพิธีกรรมใดก็จะอ้างว่าทำในพระนามพระองค์อัลเลาะห์ ดังปรากฏในหน้าแรกแห่งอัลกุรอานว่า ข้าพเจ้าขอเริ่มสิ่งที่ชอบแห่งศาสนา ด้วยพระนามแห่งอัลเลาะห์ผู้ทรงเมตตาในโลกนี้ทั่วไป และทรงเมตตาในโลกหน้าเฉพาะผู้ที่ศรัทธาตามคำสั่งสอนของพระองค์  การที่มีคนไม่เข้าใจว่าเรื่องการนับถือพระเจ้านั้น สำหรับผู้ที่นับถือศาสนาสากลที่มีพระเจ้า รวมทั้งศาสนาอิสลามแล้ว เป็นเรื่องใหญ่ยิ่ง สำคัญถึงความเป็นความตายเลยทีเดียว

การพูดของพล.อ.เปรมเช่นนี้ แน่นอน คำพูดนี้ย่อมเป็นอันตราย ย่อมเป็นเหตุแห่งความแตกแยก ไม่สมานสามัคคี   และเชื่อได้เลยว่า นี่เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้   เพราะจะมีมุสลิมฮาร์ดคอร์หรือมุสลิมบริสุทธิ์ อย่างในต้นกำเนิดคืออิรัค อิหร่าน อาฟกานิสถาน หรือแม้ในสามจังหวัดไทยภาคใต้ไม่ยอม และสามารถจะพลีชีพให้การต่อสู้ได้อย่างไม่นึกสะพรึงกลัวสิ่งใดเลย เนื่องเพราะความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นของพวกเขาว่า อัลเลาะห์ทรงเป็นองค์บริบูรณ์ยิ่ง   ดังพระมหาคัมภีร์ระบุว่า   ด้วยว่าอัลเลาะห์นั้น คือองค์ทรงความไพบูลย์ในทางอำนวยให้แก่ผู้เป็นข้าแห่งพระองค์อย่างพิเศษสุด ทรงประณีตยิ่งในทางบริหารธุรกิจของพระองค์ให้แก่ผู้เป็นข้าเหล่านั้น  (ทรงหมายถึงรางวัลบนแผ่นดินนี้และรวมทั้งรางวัลในสวรรค์เจ็ดชั้นสำหรับข้าพระองค์ผู้จงรักภักดี)  

 

พล.อ.เปรม ทราบหรือไม่ว่าท่านพูดอะไรออกไป ? จริงอยู่พระสยามเทวาธิราช มีความศักดิ์สิทธิ์ แต่ความศักดิ์สิทธินั้นปรากฏอย่างไร และแท้จริงก็ยังมีเทพองค์อื่นที่ปกป้องประเทศไทยมาแต่โบราณ ตามบันทึกชาวจีนนักประวัติศาสตร์ชื่อ Jen Fang ว่าด้วยศาสนาดั้งเดิมของชาวไทย เทพเจ้าผู้สร้างประเทศไทยชื่อว่า เทพเจ้าปานกู(Panku) ทรงมีพาหนะคือนกวายุภักษ์ (ภายหลังกำเนิดในไทยแล้ว แพร่เข้าสู่ประเทศจีน ในศตวรรษที่6 มีคำบรรยายว่า

 

 

เทพเจ้าปานกูมีรูปร่างเล็กเหมือนคนแคระ ใช้หนังหมีหรือใบไม้หุ้มห่อกาย มือข้างหนึ่งถือดวงอาทิตย์ มืออีกข้างหนึ่งถือดวงจันทร์ ดังนั้นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ คือผลงานชิ้นแรกในการสร้างจักรวาลของเทพเจ้าปานกู ซึ่งพระองค์ทรงใช้เวลาสร้างถึง 18,000 ปี หลังจากนั้นร่างกายของพระองค์จึงสลายกลายเป็นส่วนประกอบของโลกเรา กล่าวคือกระดูกของเทพเจ้าปานกูกลายเป็นภูเขา เนื้อกลายเป็นพื้นดิน ฟันและเล็บกลายเป็นสายลม เลือดในพระวรกายกลายเป็นสายน้ำ เส้นผมกลายเป็นต้นไม้และต้นหญ้า โลกที่เราอยู่จึงเป็นโลกที่เกิดจากการสลายจากร่างของเทพเจ้าปานกู   

 

 

แต่แม้พระสยามเทวาธิราชและเทพเจ้าปานกูก็มิได้เป็นที่รู้จักเคารพอย่างแพร่หลายในประเทศไทย   โดยเหตุผลดังกล่าวมานี้การที่พล.อ.เปรมไปอ้างพระสยามเทวาธิราชนั้นนอกจากไม่เป็นผลดีแล้ว ยังเป็นผลร้ายที่ปรากฏชัดเจน เพราะทำให้สถานการณ์ใต้รุนแรงขึ้นในขณะนี้ อันเป็นยุคของนายกเด็กอภิสิทธิ์ ผู้ที่ท่านประธานองค์มนตรีสนับสนุนและยกย่องว่า นายกอภิสิทธิ์นี่แหละดี 

 

และแน่นอนพล.อ.เปรม เป็นต้นเหตุสำคัญทำความเจ็บแค้นแด่ชาวไทยมุสลิมใต้ และรวมทั้งมุสลิมอันเป็นสากล เนื่องเพราะท่าทีเช่นพล.อ.เปรม เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ประสงค์เปลี่ยนแปลงศาสนาเดิมของพวกเขา และเราได้บอกสัจธรรมแล้วว่า คนเขาสู้อย่างเสียสละแม้ชีวิตเพื่อศาสนาของพวกเขา(และของพวกเรา)

 

เราอยากให้ท่านพล.อ.เปรม หยุดความคิดนี้ลงโดยพลันทันที และเปลี่ยนท่าทีเสียใหม่โดยเร็ว

 

โดยเปลี่ยนมาสนับสนุนประชาธิปไตย เป็นทางเดียวและทางที่ดีเหมาะสมทุกประการเท่านั้นที่จะสามารถสมานสามัคคีระหว่างชนต่างศาสนาในรัฐประเทศหนึ่งได้   โดยหลักการและเหตุผลก็คือ   ประชาธิปไตยไม่มีศาสนา (ไม่คำนึงเรื่องศาสนา)   ดังนี้

 

 

       1.   ด้านนโยบายของการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย   ไม่เกี่ยว ไม่ถูกจำกัดด้วยการนับถือศาสนา   นโยบายจะต้องเสมอภาคไปหมดในประชาชนทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะภาคหนึ่งภาคใด ท้องถิ่นหนึ่งท้องถิ่นใด และไม่จำกัดศาสนาใด ไม่ว่าพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิกส์ โซโรอัสเตอร์ ฯลฯ   สุดแต่ขอบเขตนโยบายของพรรคการเมืองที่สร้างขึ้นโดยนักการเมืองของพรรคการเมืองนั้นได้ให้คำจำกัดความไปถึงไหน

 

       2.    นโยบายในระบอบประชาธิปไตย ถูกสร้างขึ้นจากคนทุกเชื้อชาติศาสนา ไม่จำกัดความเชื่อและสิทธิในพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งประเด็นนี้ แม้ในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับก็ได้รับรองไว้แล้ว(จึงเป็นประชาธิปไตย) ดังรธน.2540 ม. 38 ว่า             มาตรา 38 บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกายของศาสนา    หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความ สงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

             ในการใช้เสรีภาพดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใดใดอันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือแตกต่างจากบุคคลอื่น  

3.          ชนส่วนน้อยมีสิทธิ์สร้างหรือเสนอนโยบายได้อย่างเต็มที่ อันเป็นสิทธิของประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกศาสนา ในขณะเดียวกันพรรคการเมืองทั้งหลายย่อมคำนึงชนส่วนน้อยและนโยบายของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยย่อมจะต้องมีนโยบายที่ครอบคลุมไปถึงชนส่วนน้อยเสมอ(มิฉะนั้นท่านก็จะเสียคะแนนนิยมในชนส่วนน้อยลงไป ดูอเมริกาซิครับ เขาไปหาเสียงกับชาวเอเชีย และกลุ่มเชื้อชาติส่วนน้อย ฯลฯ ทำไม?)

4.           ชนส่วนน้อยมีสิทธิอย่างเต็มที่ที่จะสร้างนโยบาย หรือสร้างความฝันขึ้นมาอย่างไรก็ได้ และรอโอกาสที่จะเสนอเข้าไปสู่ส่วนการบริหารให้ครอบคลุมไปอย่างเป็นสากลได้ตลอดเวลาอย่างมีสิทธิเต็มที่       นั่นเท่ากับมีสิทธิที่จะสร้างจะทำประโยชน์หรือคุณความดีแด่สังคมและประเทศชาติ ไม่จำกัดศาสนาได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีผู้ใดจะขัดขวางได้(ตามนัย ม.38 ข้างต้น)

5.          ชนส่วนน้อยในระบอบประชาธิปไตย มีสิทธิอย่างเต็มที่ที่จะดำเนินการรณรงค์ต่อสู้เพื่อนโยบายของตนได้เข้าไปมีส่วนในการบริหารประเทศ ในองค์รวม โดยผ่านพรรคการเมืองของตนเอง หรืออาจผ่านพรรคการเมืองอื่นใดใดก็ได้ สุดแต่ว่าพรรคการเมืองนั้น ๆ ยอมรับหรือเข้าใจเพียงใดในนโยบายของชนส่วนน้อยนั้น นี่เป็นความเป็นธรรมที่เราจะได้จากระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

6.          ชนส่วนน้อยกลุ่มศาสนา หรือกลุ่มเชื้อชาติฯลฯ สามารถมีสิทธิเต็มที่ที่จะคิดนำนโยบายของตนไปบริหารประเทศเอง โดยสิทธิในการสร้างพรรคการเมืองของตน และขยายกิจการพรรคการเมืองของตนเองออกไปให้ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ได้ โดยวิถีทางการต่อสู้ทางนโยบายลงสู่ประชามหาชน จนพอเพียงจะสามารถนำนโยบายตนเองไปบริหารประเทศทั้งประเทศก็ได้ นี่เป็นการเปิดโอกาสให้อย่างเต็มที่อยู่แล้วตามหลักการครรลองของระบอบประชาธิปไตย   (กล่าวอีกอย่างหนึ่ง  ท่านมีสิทธิที่จะเป็นรัฐบาลเอง โดยผ่านการต่อสู้ตามสิทธิที่จะสร้างพรรคการเมือง นโยบายการเมือง ขยายความยิ่งใหญ่ของพรรคการเมืองของท่านได้อย่างเต็มที่ตราบจนบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ คือได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ อันเป็นหลักการและกติกาของระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และสามารถเข้าร่วมเป็นรัฐบาลได้ เป็นต้น )

 

จึงหวังว่าโครงการฯของประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษจะได้หยุดนโยบายเดิมเสียและเร่งรีบมาเสริมสร้างใหม่โดยเปลี่ยนมาเป็นการอบรมเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย    หากยังไม่เข้าใจเรื่องประชาธิปไตยก็ควรเริ่มเรียนรู้เสียทันทีตั้งแต่บัดนี้ หรือหยุดบทบาทลงเสียโดยพลันเพื่อหยุดอันตรายจากความแตกแยกทางศาสนา หยุดปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และการมาสู่ประชาธิปไตยเท่านั้นจะเป็นทางแก้ปัญหาได้อย่างสมบูรณ์ และคนทั้งหลายทุกศาสนาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรีจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั่นคือศักดิ์ศรีของอำนาจพื้นฐานที่เป็นธรรม ที่ว่า one man one vote (สิทธิที่เท่าเทียมกันคนละ 1 เสียง) นั่นเอง

 

 

อรบุศป์ ละอองธรรม 

11 ก.ย.2552

 

 

 

29.    จากกระดานถาม-ตอบ(แนวรบไซเบอร์)

       ความคิดเห็นที่ 2 (1977528)

        พล.อ.เปรมทำผิดมหันต์ต่อศาสนาอิสลาม

 

....ทุกคนรู้จักพระสยามเทวาธิราชหรือไม่ ท่านไม่ใช่พระแต่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ ท่านประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง คนไทยทุกคนถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองประเทศชาติให้สงบร่มเย็น...

 

....พระสยามเทวาธิราชไม่ได้เป็นของศาสนาพุทธหรือศาสนาใด แต่เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด แต่เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็คุ้มครองทั้งนั้น ....

 

 

 

ท่านพล.อ.เปรม เอ่ยข้อความออกมาได้อย่างไร   โดยเฉพาะข้อความว่า พระสยามเทวาธิราช...ท่านประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง  

 

และคำว่า   ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดพระสยามเทวาธิราชก็คุ้มครองทั้งนั้น

 

 

ท่านพูดออกไปทั่วโลกได้ยิน   และชาวมุสลิมโลกได้ยิน   เขาก็เข้าใจดี   ว่านี่คือการคิดร้ายต่อศาสนาเขา เป็นการเกลี้ยกล่อมพยายามบีบบังคับเยาวชนคนของศาสนาเขาให้ไปนับถือศาสนาอื่น

และ พล.อ.เปรม เป็นใคร     ประธานองค์มนตรี เป็นคณะผู้สนองพระบรมราชโองการของกษัตริย์   เขาก็พลอยเข้าใจผิดไปถึงสถาบันสูงสุดคือพระเจ้าอยู่หัว      

 

 

นี่คือความผิดพลาดอย่าง ไม่ใช่ความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ   แต่เป็นความผิดมหันต์

 

ท่านจะต้องยุติท่าทีนี้ลงโดยพลัน   และหยุดบทบาทใดใดลงไปเสียตั้งแต่บัดนี้ และหาทางชี้แจงให้ชาวไทยมุสลิมหายข้อข้องใจต่อโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ ว่าเป็นโครงการที่พยายามจะบีบบังคับให้ชาวมุสลิมไทยเปลี่ยนไปนับถือศาสนาหรือพระเจ้าองค์อื่น ซึ่งไม่ใช่พระองค์อัลเลาะห์

 

และท่านทราบหรือไม่ว่า โทษของการไม่เคารพอัลเลาะห์มีอยู่สถานใด ?

 

 

นี่คือสาเหตุที่สถานการณ์ใต้รุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง   ท่านเข้าใจแล้วหรือยัง?

 

 

Post : สุไหงปาดี ชินะกุล Date : 2009-09-12 20:55:50 IP : 113.53.173.111

 

ความคิดเห็นที่ 3 (1977572)

 

ขอทบทวนให้ท่านทั้งหลายเข้าใจชัดเจนว่า   การดำเนินนโยบายสามจังหวัดภาคใต้ของทุกนโยบายของทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ ของรัฐบาลที่ล่วงมา ๆ นั้น ได้ระมัดระวังกันอย่างยิ่งยวดในประเด็นศาสนาและวัฒนธรรมของชาวไทยสามจังหวัดภาคใต้ จนกระทั่งมีการคิดเสนอขนาดจะยอมให้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตการปกครองพิเศษ ก็เนื่องด้วยปัญหาประเด็นนี้   และที่ยอมรับกันทั่วไปแล้วก็คือหน่วยปฏิบัติในพื้นที่จะต้องเข้าใจและเอาใจใส่ต่อวัฒนธรรมมุสลิมใต้ไทย ต้องปฏิบัติอย่างสอดคล้องวัฒนธรรมอิสลามใต้ ซึ่งข้อปฏิบัตินี้ทางราชการ ทหาร ตำรวจ อส.ก็ยอมรับและปฏิบัติมาอย่างดี   ท่านจะสังเกตได้ว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก หมายความว่าเป็นเรื่องภูมิปัญญา ถ้าเข้าใจไม่ถูกแล้วก็จักกลายเป็นเรื่องที่อ่อนไหวไปอย่างมาก ๆ   ดังที่ปรากฎว่า ในกรณีสินามิ    มีการฉลองกันโดยพับนกขาว แล้วเอามาร่อนเหนือแผ่นดินสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของประชาชนไทยทั่วไป ด้วยปรารถนาดี   แต่ชาวไทยใต้เขาบอกว่า นกขาวเป็นสิ่งที่ผิดบัญญัติทางศาสนาอิสลาม   ก็เลยต้องระงับไป   ทั้ง ๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่กระทำไปด้วยความจริงใจและปรารถนาดีโดยแท้จริงแต่เราก็ต้องฟังเขา อย่างนี้เป็นต้น

 

 

กรณีพล.อ.เปรม เป็นเรื่องต้องห้ามอย่างสูงสุด ยิ่งกว่าปัญหาประเด็นทางวัฒนธรรม   แต่เป็นประเด็นทางศาสนาโดยตรง   เพราะท่านพยายามจะเกลี้ยกล่อมบังคับชนอิสลามใต้ไทย ให้เปลี่ยนไปเคารพพระเจ้าองค์อื่น ซึ่งไม่ใช่พระองค์อัลเลาะห์

 

 

อิสลามสากลเขาย่อมจะมองมาดู   และในเทศกาลสำคัญที่กำลังมานี้คือเทศกาลศีลอด ฮารีรายอ นี้ พวกเขาก็จะมาพิจารณากันและกำหนดนโยบายลงมา

 

 

นี่เป็นเรื่องที่ พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ กระทำผิดพลาดอย่างยิ่งใหญ่ เพียงใด ? (เหมือนเด็กไปอีกคนหนึ่งแล้ว)

 

บัดนี้ก็เห็นเค้าแล้ว ว่าทำไมสถานการณ์ใต้ จึงคุกรุ่นขึ้นมาอีก

 

 

เราได้แต่หวังว่า ชาวสามจังหวัดภาคใต้ จะได้เข้าใจประชาธิปไตย

และมาร่วมกันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อเป็นทางออกของปัญหาที่มีความเป็นธรรม     ตามที่เราได้เสนอไว้นั้นแหละ นั่นคือประชาธิปไตยเท่านั้นเป็นหนทางสร้างนโยบายและการต่อสู้ของชนส่วนน้อยอย่างไรในระบอบประชาธิปไตยที่ให้ความเป็นธรรม

 

และที่สำคัญ มาไล่ระบอบอมาตยาธิปไตยโง่เขลานี้ไปเสียพร้อม ๆ กับชนเสื้อแดงทั้งแผ่นดิน

 

 

แน่นอน   แม้ระยะหลังมานี้ เสื้อแดงชาวใต้มุสลิมไทยก็เกลื่อนเต็มพื้นที่แล้ว    แม้กระทั่งบนเวทีของคนเสื้อแดง ที่สถานีข่าว พีเพิ่ลแชนั่น ก็มีแกนนำของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ปรากฎตัวมาแล้ว

 

 

นั่นแหละวิถีทางการต่อสู้ของชาวสามจังหวัด พี่น้องไทยมุสลิมที่ถูกต้อง จริง ๆ

 

ไล่อมาตยาเฒ่าโง่เง่าไปเสีย สรรสร้างประชาธิปไตยขึ้นมา   นี่คือหนทาง และทาง

 

 

ข้าพเจ้าหมายความถึงทางที่ชาติไทยของเราจักเกิดสมานฉันท์สามัคคีพร้อมทุกประการ ทั้งเผ่าพันธุ์ชนกลุ่ม เชื้อชาติและศาสนาที่แตกต่าง ย่อมมาร่วมวิถีทางเดินเดียวกันได้อย่างมีสามัคคีธรรม ด้วย ประชาธิปไตย

 

 

Post : สุไหงปาดี ชินะกุล (newworldbelieve@hotmail.com) Date : 2009-09-13 07:59:04 IP : 125.26.152.12

 

 

 

ความคิดเห็นที่ 5 (1978257)

 

 

สามจังหวัดภาคใต้ เป็นปัญหามานานเท่าไร กี่รัฐบาล   ที่ผ่านมา 

 

ประเด็นปัญหาก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ปัญหาศาสนา และเชื้อชาติ     บังเอิญปัญหาด้านศาสนาเป็นศาสนาอิสลาม   ถ้าเป็นศาสนาอื่นก็จะไม่เคร่งขนาดนี้

 

เพราะมุสลิมถูกสอนให้เป้นนักรบ และเป็นนักรบของสวรรค์ และพวกเขาถูกบัญชาโดยสวรรค์ และสวรรค์ได้กำหนดชีวิตพวกเขาไว้แล้วสำหรับมุสลิมทุกคน ๆ ว่าตั้งแต่เกิดไปจนตายหรือตอนมีชีวิตอยู่ เขาจะต้องทำอะไรบ้าง ลำดับขั้นตอนของชีวิตเป็นอย่างไร วันหนึ่ง ๆ ทำอะไร   สวรรค์กำหนดลงมาพร้อมแล้ว ตั้งแต่เกิดจนตาย

 

และชีวิตทั้งหมดมอบแด่พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ใครไม่มีความศรัทธานี้ ชื่อว่าผู้ทรยศ มีโทษสถานเดียวคือลงขุมเพลิงนรกไปชั่วนิรันดร จนกว่าถึงวันสิ้นโลกจึงจะพิพากษา

 

พวกเขามีคัมภีร์ของสวรรค์ที่จะต้องเคารพเชื่อฟัง   คือ พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน นี่คือถ้อยคำของพระเจ้า   คำสั่งของพระเจ้า ทุกถ้อยกระทงความ

 

อัลกุรอานคือบัญญัติแห่งชีวิตของชาวมุสลิม และ อัลเลาะห์ ชื่อนี้คืออะไร    พล.อ.เปรม ไม่เข้าใจหรือ

 

และไม่เข้าใจหรือว่า      ประชาธิปไตยเป็นทางออกที่ประเสริฐที่สุดสำหรับปัญหาชาวไทยมุสลิมใต้

 

 

แต่บัดนี้ สายเกินไปแล้วสำหรับพล.อ.เปรม     ท่านจึงต้องหยุด หยุด ทุกอย่างที่เป็นชีวิตของท่าน

 

ทำไม?

 

เพราะหยุดการขยายปัญหาออกไป ถ้าท่านไม่หยุด ปัญหาจะขยายออกไป ทำร้ายประเทศไทยและสถาบันยิ่งขึ้น 

 

(หมายถึงหยุดการเกลี้ยกล่อม บังคับด้วยประการใดใดให้ชาวไทยใต้สามจังหวัดเสื่อมความศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวของพวกเขาลงอย่างเด็ดขาด)

 

 

Post : สุไหงปาดี ชินะกุล Date : 2009-09-16 09:43:06 IP : 125.26.158.11

ผู้แสดงความคิดเห็น ประภาวัตร พิศิษฐ์ทองไทย วันที่ตอบ 2014-03-31 03:13:01


ความคิดเห็นที่ 13 (3388250)

 เรานำข้อความข้างต้นมาสู่ที่นี้ก็เพื่อให้ได้ทราบว่า อำมาตย์เปรม มีสติปัญญาอย่างไร  แท้จริงก็พวกกบในกะลา 

ความคิดอมาตย์าธิปไตยเป็นเช่นนี้ 

 

ในยุคประชาธิปัตย์ มาถึงอภิสิทธิ์...เราได้เห็นแต่เรื่องราวที่บอกถึงนโยบายอำมาตย์ที่คับแคบ ...มองโลกเพียงเขตแดนตนเอง  จึงยากที่จะเข้าใจประชาธิปไตย .....และเมื่อไม่อาจจะนำความคิดประชาธิปไตยมาใช้ได้   ก็ย่อมจำกัดตนเอง  ถอยตนเองไปสู่โลกดึกดำบรรพ์

หยุดเสีย  

หยุดความคิดอำมาตย์เสียที  

หยุดสุเทพ 

หยุดอภิสิทธิ์

หยุดนายชวน

หยุดนายอานันท์ ปันยาระชุน

หยุดพรรคประชาธิปัตย์

หยุดความคิดอมาตย์ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญโจร 

หยุดเผด็จการทุกรูปแบบ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สุไหงปาดี ชินะกุล วันที่ตอบ 2014-03-31 03:40:27


ความคิดเห็นที่ 14 (3388251)

 พล.อ.เปรม เป็นผู้ทรยศต่อสถาบัน 

เห็นได้จากพฤติกรรมความมักใหญ่ใฝ่สูง  อยากเป็นประธานองค์มนตรี  ครั้นแล้วก็สะสมพรรคพวกของตน โดยนำเอาทหาร พวกของตนเข้าไปอยู่ในสถาบัน ซ่องสุมอำนาจตน  เช่นนำเอาพล.อ.สุรยุทธ จุฬานนท์ ผู้ซึ่งมีบิดา(นายโพยม จุฬานนท์)เป็นคนทรยศต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เพราะเป็นแกนนำคนสำคัญของคอมมิวนิสต์ มาเป็นองค์มนตรี เป็นต้น  และ ยิ่งกว่านั้น  อยากเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  

จึงให้เขียนรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้นมา มีบทบัญญัติ ตามมาตรา 20  ดังนี้

<<<มาตรา ๒๐ ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ ให้ประธานองค์มนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๑๘ หรือ มาตรา ๑๙ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองค์มนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

ในระหว่างที่ประธานองค์มนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคหนึ่ง หรือในระหว่างที่ประธานองค์มนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคสอง ประธานองค์มนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นประธานองค์มนตรีมิได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้คณะองค์มนตรีเลือกองค์มนตรีคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานองค์มนตรีเป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน>>>

 

นี่คือต้นเหตุที่ได้ก่อความยุ่งยากในการพยายามแก้ไขรัธรรมนูญ 2550  โดยศาลรัฐธรรมนูญ ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมกลิ้งกลอก ทุกทางเพื่อไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโจร ที่ได้เอื้อประโยชน์แด่อำมาตย์เปรมเป็นอย่างดียิ่งเช่นนี้   นอกจากนั้น  เรื่องที่เห็นอยู่ชัดเจนว่าเป็นความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย  เช่นการแก้บทบัญญัติเกี่ยวกับที่มาของ สมาชิกวุฒิสภา  โดยสส.+สว 312 คน ได้เสนอ และรับรองโดยได้ลงมติให้มีการแก้ไข  จากการมาจากแต่งตั้ง อันเป็นวิถีเผด็จการ มาเป็นให้เลือกตั้ง สว.ทั้งหมดแทน  อันเป็นวิถีทางประชาธิปไตย  จึงถูกศาลรัฐธรรมนูญ(ขี้ข้าเปรม) เกรี้ยวโกรธและหาเรื่องถอดถอนจากตำแหน่ง โดยเหตุผลที่โกงจะจะ ว่า  เป็นการพยายามล้มล้างประชาธิปไตย  หรือการปกครองที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ (ก็รัฐธรรมนูญนั่นเองที่กำหนดไว้แน่ชัดว่าประเทศไทยจะต้องมีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย  ม.๒  ม.๓  ม.๔ ม.๕ เป็นต้น  ฉะนั้นการแก้ที่มาจากการแต่งตั้งไปเป็นการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นประชาธิปไตย สมบูรณ์ขึ้นนั้น  จะเป็นการล้มล้างประชาธิปไตยไม่ได้  แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้ออกมาได้ว่า เป็น(นั่นแหละหมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่เข้าใจหลักรัฐศาสตร์ และไม่เข้าใจทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 เองด้วย)  .........อันขัดหลักรัฐศาสตร์ และแท้จริงขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญเองด้วย ..........   แต่ศาลก็ใช้อำนาจเผด็จการออกมา   ในลักษณะที่ว่า  เขียนกฎหมายใหม่ขึ้นมาเองได้  .....นี่คืออำมาตย์โกง ที่ได้สร้างความเสียหายแด่ประเทศชาติอย่างมหาศาลประมาณมิได้  ..............  จะต้องมีการลงโทษภายหลังระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์แล้วจงได้  

ผู้แสดงความคิดเห็น สุไหงปาดี ชินะกุล วันที่ตอบ 2014-03-31 04:21:18


ความคิดเห็นที่ 15 (3388657)

 คน ๆ นี้ แอบอิงสถาบันปกเกล้าปกกระหม่อมมานาน แต่เนรคุณ

เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงส่งเสริมสนับสนุนประเทศ ปกครองโดยประชาธิปไตย มาตลอด ๆ  ทรงยอมรับอธิปไตยของประชาชน ...ได้ทรงตรัสไว้ 2 ข้อความสำคัญ เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2549 แด่คณะผู้พิพากษา ดังนี้    

<<< เดี๋ยวนี้ยุ่ง เพราะว่าถ้าไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีทางจะปกครองแบบประชาธิปไตย. มีของเรามีศาลหลายชนิด มากมาย แล้วมีสภาหลายแบบ และก็ทุกแบบนี่จะต้องเข้ากัน ปรองดองกัน และคิดทางที่จะแก้ไขได้. นี่พูดเรื่องนี้ค่อนข้างจะประหลาดหน่อย ที่ขอร้องอย่างนี้. แล้วก็ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเขาก็บอกว่าต้องทำตามมาตรา 7 มาตรา 7 ของ รัฐธรรมนูญ. ซึ่งขอยืนยัน ยืนยันว่า มาตรา 7 นั้น ไม่ได้หมายถึงให้มอบให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ ไม่ใช่. มาตรา 7 นั้น พูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่าให้พระมหากษัตริย์ตัดสินใจทำได้ทุกอย่าง. ถ้าทำ เขาจะต้องว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่. ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยเกิน ไม่เคยทำเกินหน้าที่. ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย.>>>

ผู้แสดงความคิดเห็น บรรทัดทอง สุวรรณมาลี วันที่ตอบ 2014-04-08 09:57:02


ความคิดเห็นที่ 16 (3388658)

อีกข้อความหนึ่ง 

 
 <<< ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมาก ที่เอะอะอะไรก็ขอพระราชทานนายกพระราชทาน ซึ่งไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย. ถ้าไปอ้างมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ เป็นการอ้างที่ผิด. มันอ้างไม่ได้. มาตรา 7 มี 2 บรรทัดว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ ก็ให้ปฏิบัติตามประเพณีหรือตามที่เคยทำมา ไม่มี เขาอยากจะได้นายกพระราชทานเป็นต้น. จะขอนายกพระราชทานไม่ใช่เป็นเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษพูด แบบมั่ว แบบไม่มี ไม่มีเหตุมีผล. สำคัญอยู่ที่ท่านที่เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา มีสมองที่ ที่แจ่มใส สามารถ ควรที่จะสามารถที่จะไปคิดวิธีที่จะปฏิบัติ. คือ ปกครองต้องมี ต้องมีสภา สภาที่ครบถ้วน ถ้าไม่ครบถ้วน เขาว่าไม่ได้. แต่ก็เขา แต่อาจจะหาวิธีที่จะ ที่จะตั้งสภาที่ไม่ครบถ้วน และทำงาน ทำงานได้. ก็รู้สึกว่ามั่วอย่างที่ว่า. ต้องขอโทษอีกทีนะ ใช้คำว่ามั่ว ไม่ถูก ไม่ทราบใครจะทำมั่ว แต่ว่าปกครองประเทศมั่วไม่ได้ ที่จะคิดอะไรแบบ แบบว่าทำปัดๆ ไป ให้เสร็จๆ ไป. ถ้าไม่ได้ เขาก็โยนให้พระมหากษัตริย์ทำ ซึ่งยิ่งร้ายกว่าทำมั่วอย่างอื่น เพราะพระมหากษัตริย์ ไม่ ไม่มีหน้าที่ที่จะไปมั่ว.ก็เลยขอร้องฝ่ายศาลให้คิดช่วยกันคิด.>>>
 
 
แต่นายเปรม ไม่เข้าใจอะไรเลย  ...........   แบบนี้ต้องเอาตัวไปกุดหัวเจ็ดชั่วโคตร    
ผู้แสดงความคิดเห็น บรรทัดทอง สุวรรณมาลี วันที่ตอบ 2014-04-08 10:00:05


ความคิดเห็นที่ 17 (3388661)

 คุณอ่านออกหรือเปล่า นายเปรม ตินสูลานนท์    เรื่อง นายกม.7 ทำพระองค์ทรงเดือดร้อนพระราชหฤทัยมาก

 

แล้วคุณมันไม่รู้เรื่องเลย    ทำพระองค์เดือดร้อนอยู่ร่ำไป    

ต้องลงโทษกุดหัวเจ็ดชั่วโคตร   

ผู้แสดงความคิดเห็น นายบัฟฟโล วันที่ตอบ 2014-04-08 10:23:56


ความคิดเห็นที่ 18 (3388717)

 เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงเป็นประชาธิปไตย  ทรงออกพระองค์มาขนาดนี้แล้ว   ขนาดที่พระองค์ตรัสความในใจพระองค์ว่าทรงเดือดร้อนพระราชหฤทัย  เรื่องนายกม.7  ทรงเน้นว่ามันไม่เป็นประชาธิปไตย  ขนาดนี้แล้ว  อำมาตย์โง่ ๆ  อย่างเปรม ตินสูลานนท์ไม่เข้าใจ   ทำความเดือดร้อนให้พระองค์อยู่ตลอด   

 

นี่ไง  ทรราชเปรม     

ประชาชนต้องตระหนักว่า  องค์มนตรี ประธานองค์มนตรีนี้  อยู่ใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ  รธน.2550 บัญญัติไว้ใน มาตรา 12 - 21 ซึ่งหมายความว่า  บทบัญญัติว่าด้วยองค์มนตรีนี้ ถูกกำหนดโดย   คณะผู้เขียนรัฐธรรมนูญ  ขึ้นมา  ......โดยที่ไม่เคยมีการติดตาม ตรวจสอบ ว่าคณะบุคคลคณะนี้  ได้ประพฤติไปในทางที่ประชาชนประสงค์หรือไม่    นั่นคือประชาชนประสงค์ให้  รับใช้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างจงรักภักดี  ......ปกป้องสถาบัน  และเอาเยี่ยงอย่างสถาบันในอดีต  บุคคลเหลานี้จะต้องพลีชีพเพื่อสถาบันได้ (เหมือนพันท้ายนรสิงห์ ยุคพระเจ้าเสือ  อยุธยา)

 

แต่วันนี้ ได้มีพิรุธหลายอย่าง   เกิดจาก  เปรม ตินสูลานนท์  ซึ่งเป็นประธานองค์มนตรี     ว่าจะไม่ซื่อตรงจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์เสียแล้ว   

 

ที่เห็นชัดขึ้น ๆ ก็คือ  ในเมื่อพระองค์ทรงย้ำในหลักการประชาธิปไตย   แต่องค์มนตรีคณะที่มีเปรม  เป็นประธาน  กลับทำตรงกันข้าม  พยายามนำเอาเผด็จการทหาร  มาปกครองประเทศ

 

นี่เรียกว่า อะไร    ถ้าไม่เรียกว่า   ทรราชย์   

 

ผู้แสดงความคิดเห็น บรรทัดทอง สุวรรณมาลี วันที่ตอบ 2014-04-09 09:11:47


ความคิดเห็นที่ 19 (3388800)

 ฉะนั้น   เมื่อว่าตามหลักการประชาธิปไตยแล้ว  คณะองค์มนตรี ตามมาตรา 12-21 รธน. 2550  มิได้ถูกตั้งขึ้นโดยพระประสงค์ของสถาบัน  แต่คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ  อันมีนายมีชัย ฤชุพันธ์ ในฐานะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นผู้บัญญัติ  จึงมีคณะองค์มนตรีขึ้นมา .....  และดำรงตำแหน่งอย่างยาวนาน ...ไปจนตลอดชีวิต ...แม้ว่าจะมีบทบัญญัติว่า....  การให้องค์มนตรีพ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย....ก็ตาม  ในทางปฏิบัติ ก็มิได้เคยมีปรากฎว่า   ได้ทรงโปรดให้องค์มนตรีผู้ใดพ้นจากตำแหน่ง......มีแต่อยู่ตำแหน่งไปจนตลอดชีวิต   อันเป็นการครองอำนาจยาวนาน  อย่างสบาย โดยไม่เคยปรากฎว่าได้ทำงาน สมกับตำแหน่งอันทรงเกียรติ์บกพร่องหรือดีเด่นอย่างไร  ทังนี้เพราะเป็นไปโดยปราศจากมาตรการการตรวจสอบของประชาชน อย่างสิ้นเชิง 

 

เมื่อเป็นเช่นนี้  ประชาชนผู้จงรักภักดี  จึงไม่ได้ทราบอะไร อะไรเลย  เกี่ยวกับคณะองค์มนตรีคณะนี้  ซึ่งมีพล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ เป็นประธาน  ที่ครองตำแหน่งนี้มายาวนาน........อันผิดหลักการประชาธิปไตยไปหลายแง่มุม  โดยเฉพาะการที่ประชาชนจะสามารถตรวจสอบความจงรักภักดีของคณะองค์มนตรี ต่อสถาบัน ว่ามีอยู่อย่างไร

 

โดยเฉพาะเมื่อเกิดพิรุธขึ้นในบทบาทของคณะองค์มนตรีคณะนี้  เช่น

1.    การมีส่วนของพลเอกเปรม ในการกระทำรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 อันเป็นการล้มล้างรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย และเป็นการล้มระบอบประชาธิปไตย  อันเป็นความผิดร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2540 ที่ใช้อยู่ขณะนั้น  ....ซึ่งเป็นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรงต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยของประเทศ 

2.    การมีส่วนสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร โดยมีนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี  ซึ่งปรากฎโดยเปิดเผยว่าพล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ ได้เรียกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าที่บ้านสี่เสาเพื่อรับนโยบายเป็นประจำ  และนโยบายนั้นเป็นนโยบายเผด็จการ........ดังปรากฎจากสื่อมวลชนสากล คือ Aljazeera  ขึ้นป้ายประนามนายอภิสิทธิ์ ว่าเป็นทรราชคนสุดท้ายของทรราชทั้งหลายนับมาแต่อดีตถึงปัจจุบัน(พฤติกรรมแบบฮิตเลอร์ มุสโสลินี ฯลฯ)    

3.   พ.อ.เปรมมีส่วนในเหตุการณ์สั่งทหารล้อมฆ่าประชาชน ผู้ต่อสู้เรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์คืนอำนาจให้ประชาชน อันเป็นโศกนาฏกรรมวันที่  10 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2553  ที่ทหารสังหารประชาชนไป 100 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 คน สูญหายไปไม่อาจคณานับ และได้กระทำการไปอย่างเหี้ยมโหด แม้กระทั่งตามไปสังหารพยาบาลอาสาสมัตร 6 ศพ ในเขตอภัยทานเขตศักดิ์สิทธิ์ ในพระพุทธศาสนา (ใช้ปืนความเร็วสูง..อาวุธสงคราม ยิงลงมาจากทางรถไฟ เข้ามาสังหารหน่วยพยาบาลที่ตั้งเต๊นท์ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอยู่ในวัดปทุมวนาราม...ซึ่งเป็นวัดในพระบรมอุปถัมภ์ของในหลวง ที่ทรงสร้างให้เป็นวัดตัวอย่างในพระพุทธศาสนาภาควิปัสสนากรรมฐานโดยเฉพาะ   อย่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง  ซึ่งขณะนี้ทางคดีความได้พิศูจน์ตัดสินไปแล้วว่าผู้สั่งการนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพมีความผิดจริงต้องเข้า่สุ่กระบวนการตัดสินของศาล)   

4.   พล.อ.เปรม เป็นบุคคลต้องสงสัยอย่างยิ่ง ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ก่อกวนระบอบประชาธิปไตยในสภาอย่างกะกลุ่มคนอันธพาลชั่วร้าย และนอกสภามานับตั้งแต่มีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ชนะพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างท่วมท้น ในการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. 2554  จนบัดนี้กลายเป็น ม็อบประชาธิปัตย์-กปปส. หรือม็อบกบฏ คิดคด ทรยศต่อระบอบประชาธิปไตย ที่ใช้ทฤษฎีสมคบคิด ร่วมกับองค์กรอิสระตามรธน.เถื่อน 2550 นี้  มุ่งล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

5.   พล.อ.เปรม เป็นบุคคลที่ต้องสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังการคบคิดกับฝ่ายกบฏ ปชป.-กปปส. ที่พยายามก่อการล้มรัฐบาลประชาธิปไตยและตั้งนายกฯม.7 อันเป็นการทวนกระแสพระราชประสงค์ ที่ทรงตรัสไว้แล้วว่า  นายกฯม.7  ไม่เป็นประชาธิปไตย  ทำพระองค์ทรงเดือดร้อนพระราชหฤทัยเป็นอันมาก  (ตามคห.15-16)

6.   นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ม็อบประชาธิปัตย์-พันธมิตร  ขวางเส้นทางพระราชดำินิน ในคราวเสด็จเป็นขบวนพยุหยาตราทางสถลมาร์คเพื่อทรงเสด็จไปประกอบพระราชพิธีถวายเพลิงพระศพ พระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ระหว่างวันที่ 14 - 19 พ.ย.2551   ตามที่กล่าวถึง ในคห. 10  การที่มีม็อบบังอาจลบหลู่ ย่ำยีพระบรมเดชานุภาพขนาดนั้นแล้ว  พล.อ.เปรม ในฐานะประธานองค์มนตรี กลับไร้ความรับผิดชอบ ไม่กระทำการอันใดเลย  อยู่ได้อย่างไร   เท่ากับมิได้ปกป้อง พระเกียรติเดชานุภาพของกษัตริย์ตามหน้าที่ของอำมาตย์ที่ดี ตามธรรมเนียมมาแต่โบราณ โทษแม้ปัจจุบันก็มีกฎมณเฑียรบาลอยู่ ย่อมถึงตัดหัว 7 ชั่วโคตร  (ดูตัวอย่างพันท้ายนรสิงห์ ยุคพระเจ้าเสือ อยุธยา ประกอบ)  

 

ซึ่งพฤติกรรมตาม 1-6 เช่นนี้  ได้บ่งบอกถึงความบกพร่องต่อหน้าที่ของพล.อ.เปรม ในฐานะประธานองค์มนตรี จะเหมาะสมแก่การเป็นประธานคณะองค์มนตรี  ใต้การอุปถัมป์ของพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร 

คณะองค์มนตรี และตัวประธานองค์มนตรี พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ จึงถูกประชาชนประชาธิปไตยเพ่งเล็งอยู่ในฐานะ ทรราชย์ ผู้เนรคุณ จึงสมควรแก่ฐานะของพลอ.เปรม ตินสูลานนท์ ขณะนี้ 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น บรรทัดทอง สุวรรณมาลี วันที่ตอบ 2014-04-11 07:24:52


ความคิดเห็นที่ 20 (3388801)

 เปรม ตินสูลานนท์ คือจิตวิญญาณ รัฏฐาธิปัตย์     สุเทพ เป็นแค่ร่างทรงของ รัฏฐาธิปัตย์ เท่านั้นเองครับ  จะขอบอก

ผู้แสดงความคิดเห็น นายบัฟฟโล วันที่ตอบ 2014-04-11 07:37:24


ความคิดเห็นที่ 21 (3388803)

 ตรงนี้  จะต้องทำความเข้าใจนะครับ  เป็นประเด็นรัฐธรรมนูญเถื่อน 2550

โดยที่เป็นรัฐธรรมนูญเถื่อน เพราะไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภา   

 

เปรียบเทียบดูตามตัวอย่าง

-รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2540 ผ่านรัฐสภา......มีนาย วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา  เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

-รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550 ไม่ผ่านรัฐสภา...มีนาย มีขัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

 

ประธานรัฐสภา นายวัน มูหะมัดนอร์ มะทา มาจากไหนครับ?       มาจากสภาผู้แทนราษฎร   เป็นผู้แทนราษฎร

เป็นระบอบอะไรครับ?    ประชาธิปไตยครับ

 

ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ มาจากไหนครับ?  มาจาก คมช.ครับ  ประชาชนไม่ได้เลือกเขาเข้ามา

คมช.(คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) มาจากพล.อ.สนธิ บุณยรัตนกลิน หน.คมช. ครับ  คน ๆ เดียวแต่งตั้งประธานและสมาชิกสภาทั้งสภา 

เป็นระบอบอะไรครับ?   เผด็จการ อมาตย์ ทรราชย์ครับ 

 

เมื่อรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2550 มาจากเผด็จการ อมาตย์ ทรราชแล้ว  เรียกว่าอะไรครับ?

เรียกว่ารัฐธรรมนูญเถื่อน  รัฐธรรมนูญนอกระบอบประชาธิปไตย   รัฐธรรมนูญเผด็จการทรราชย์  

 

 

ผลของรัฐธรรมนูญเถื่อน   ก็คือ  องค์กรเถื่อน ไงครับ

 

รวมทั้งคณะองค์มนตรี ก็เถื่อนด้วยนะครับ      

 

 

เอาไปเป็นข้อคิดในการทำยุทธศาสตร์   และในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ต่อไป   

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สุไหงปาดี ชินะกุล วันที่ตอบ 2014-04-11 08:22:58


ความคิดเห็นที่ 22 (3388822)

 วันนี้ 12 เม.ย. 2557  มีข่าวและภาพที่คนไทยรักประชาธิปไตย  ยังคงงงงันกันต่อไปก็คือ  ภาพข่าว บรรดาผบ.เหล่าทัพ ยังคงห้อมล้อม พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์  เสมือนเป็นบริวารผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดีอย่างยิ่งพร้อมที่จะฟังคำสั่ง 

 

เอาละ  นี่เป็นความรู้สึกของคนประชาธิปไตย  จึงรู้สึกเช่นนี้  ส่วนคนบอด ตามัวมืด ในความหมายของประชาธิปไตย ก็จะไม่รู้สึก

 

และผบ.เหล่าทัพหล่านั้น  ก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประชาธิปไตยเลย 

เรียกว่าไม่รู้ใครเป็นใครในระบอบประชาธิปไตย    

 

นี่แหละปัญหากองทัพ ที่คุมกองกำลัง  ใช้อำนาจบาทใหญ่  และกองกำลังนี้ก็เคยใช้ทำรัฐประหารมาครั้งแล้วครั้งเล่า  ในความหมายว่ายึดอำนาจรัฐบาลประชาธิปไตยเอาด้วยอำนาจปากกระบอกปืน  เอาปืนบังคับให้ผู้คนทั้งหลายยอมสยบให้  แล้วตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ออกกฎการปกครองบ้านเมืองออกมาตามใจตนเอง บังคับให้คนทั้งประเทศปฏิบัติตาม ...........  เช่น รัฐประหารด้วยกระบอกปืน 19 ก.ย. 2549  แล้วทำการออกกฎอันธพาลออกมาบังคับให้คนทั้งประเทศเชื่อฟัง.....  อะไรครับ ?

ก็รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ. 2550 นั่นอย่างไร จึงเรียกได้ว่า รัฐธรรมนูญเถื่อน...องค์กรเถื่อน ครับ    เข้าใจแล้วยัง ?

 

 

แต่ข่าววันนี้ มันเกี่ยวกับโครงการหนึ่ง  คือโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ ครั้งที่ 21 ....... นี่แหละที่เราเคยวิจารณ์ไว้แล้ว โปรดดู คห.5 คห.6 และ คห.12  ....เราเคยขอร้องให้หยุดโครงการนี้เสีย  เพราะเป็นโครงการที่ละเมิดศาสนาอิสลามเขา ....... โปรดกลับไปทบทวนเหตุผลข้างต้นนะครับ

 

และก็จะเห็นผลการตอบรับคือ เหตุรุนแรงมาตามลำดับ ตั้งแต่

 "ฝังบึ้ม50โล  ตร.นราฯดับ2ชุดรปภ.เลือกตั้ง ...คมชัดลึก,  ("ดักบึ้มขบวนรถ ตร.รือเสาะ2ศพ"....ข่าวสด,   "ใต้ระเบิดตร.2ศพ  ไปตรวจเลือกสว. ฝังบึ้มไว้ใต้ถนน ปิกอัพหงายท้อง....ไทยรัฐ 1 เม.ย.2557)  ........

"โจรใต้ไล่ฆ่า3ราย วันเดียวตาย 4 ศพ  ทหารพรานทำปืนลั่นดับ 1 ปัตตานีเดือด แนวร่วมโจรใต้ล่าเด็ดชีพเหยื่อผู้บริสุทธิ์......"ย่าง3ศพคาราโอเกะ ไหม้ตอนย่ำรุ่ง คลอกเจ้าของน้องกับหลาน...กลางอ.สะเดา จ.สงขลา"  ไทยรัฐ 7 เม.ย.2557 .....

มาจนถึง  

"บึ้มยะลา4จุด ใช้จยย.-คาร์บอมป์  บ้าน รถ พังยับเยิน -ตายเจ็บเพียบ ....ไทยรัฐ  8 เม.ย. 2557   

 

เดือดร้อนถึง ผบ.ทบ.วิ่งลงใต้ .........ไปทำท่ายึกยัก   มีแต่ข้อแก้ตัว   แล้วก็ดุด่าทหารพราน มองคนไม่เป็นมนุษย์ ...ตามเคย   

เป็นคนประเภททำงานไม่เป็น ดีแต่พูด(ดีแต่แก้ตัว) อีกพวกหนึ่ง   ไม่รู้หน้าที่อีกต่างหาก  กับคนเสื้อแดงมือเปล่าคึก   แต่กับผกก.ติดอาวุธหงอ....  นี่คือ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา  ลูกน้อง เปรม-สุเทพ   เรามองว่า คน ๆ นี้ไปเสียเมื่อไร สถานการณ์ใต้ก็จะค่อยสงบลง เพราะคน ๆ นี้มีปัญหาที่เกิดจากบุคคลิกภาพ  มนุษยสัมพันธ์ และมันสมองคุด ของ ผบ.ทบ.คนนี้โดยครง...ไม่เคยคิดแก้ไขปรับปรุงตนเอง .... ผลก็คือ  วินัยทหารตึง เครียด  ขวัญทหารเสียหายหมด  และทหาร ไม่อาจบริหารสติปัญญาให้เป็นอิสระเข้ากับสภานการณ์ได้ .....เพราะกลัวจะขัดคำสั่ง ....   (แค่การมอง แกก็มองทีเดียว 2 คน  คนถูกมองก็ไม่รู้ว่าแกมองใครแน่...นี่ก็ยังสร้างปัญหาเลย   เหล่เอ๊ย)   

เห็นแก่ประเทศชาติ ไปเสียเถอะ 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สุไหงปาดี ชินะกุล วันที่ตอบ 2014-04-11 13:50:50


ความคิดเห็นที่ 23 (3388840)

ในประเด็นนี้   เรายังไม่ได้สรุปบทสุดท้ายนะครับ 

 

แท้จริง วิญญูชน-ปัญญาชนย่อมสรุปได้เองอยู่แล้ว  เราหวังเช่นนั้น 

 

แต่เอาเถอะ  เราจะมาสรุปร่วมกัน   ต่อไปนี้ ..

 

เริ่มด้วยสัจธรรมยย่อ ๆ ว่าด้วยสังคมนะครับ....สังคมเป็นธรรมชาติของมนุษย์

ก็คงผ่าน.....ไม่ต้องอธิบาย

 

มาว่าสัจธรรมข้อต่อไป  เมื่อมีสังคม  ก็มีการเมือง   ใช่ไหมครับ?   (และเมื่อมีการเมือง จึงมีกฎหมาย.....) 

 

 

ฉะนั้น เราจะเริ่มตรงนี้    ว่าเป็นจุดเริ่มต้น

นั่นคือเราต้องเริ่มด้วยหลักการของรัฐศาสตร์ครับ   ......   ตรงนี้เราต้องยอมรับกันก่อน  ว่ารัฐศาสตร์ต้องมาก่อน  เพราะรัฐศาสตร์ย่อมเป็นสัจธรรมเกี่ยวกับสังคมตามธรรมชาติอยู่แล้ว  ( เข้าใจต่อไปอีกนิดนะครับว่า นิติศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่รับใช้    มีรัฐศาสตร์  จึงมี  นิติศาสตร์     ใช่ไหมครับ?)    

 

พูดถึงวันนี้สักนิด  วันนี้ ที่ 13 เม.ย. 2557 ก็เหมือนกับวันนี้เมื่อหลาย ๆ ปีมาก่อนแล้ว  เป็นการสะสมบารมีมาอย่างต่อเนื่อง   พล.อ.เปรมก็จะเปิดบ้านสี่เสา  ในฐานะ  ประธานองค์มนตรี และรัฐบุรุษ    ก็จะมีเหล่าทัพทุกเหล่ารวมทั้ง ตำรวจ ......และหัวหน้าส่วนราชการ  บางปีมีนายกรัฐมนตรีมารดน้ำดำหัวด้วย...............

 

ตรงนี้คือการสะสมอำนาจทางการเมืองของพล.อ.เปรม ครับ   

 

หลายปีมาก็เพิ่มพูน  จนบัดนี้ทำให้เห็นได้ว่า   ประเทศไทย  สังคมไทยวันนี้   มีอำนาจสูงสุดอีกอำนาจหนึ่งแกร่งกล้าขึ้นมา  

 

ต้องคิดอย่างมีวิจารณญาณนะครับ ...คิดตามหลักและข้อเท็จจริงของรัฐศาสตร์     อย่าเพิ่งเชื่อ

 

คือสรุป มี 3 อำนาจครับ

อำนาจที่  1  อำนาจ ส่วนองค์พระมหากษัตริย์ 

อำนาจที่ 2  อำนาจของรัฐบาล   และ

อำนาจที่ 3   อำนาจของอำมาตย์   

 

หลายปีมาแล้ว  นับตั้งแต่พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ ได้สถาปนาความยิ่งใหญ่ โดยได้เป็น ผบ.ทบ. (มีอำนาจเหนือกองทัพไทย)  แล้วได้เป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 สมัย นานเป็นพิเศษ(มีอำนาจเหนือพลเรือนและอำนาจรัฐ การปกครองสูงสุด)  แล้วได้เป็นมหาอำมาตย์ คือองค์มนตรี แล้วเป็นประธานองค์มนตรี(ถือว่าสูงสุด เพียงดังเป็น เชื้อพระวงศ์....ที่มีฐานะอันบุคคลละเมิดมิได้อยู่เหนือมนุษย์เดินดินทั้งปวงแล้ว)     

 

ประเด็นคือ   อำนาจที่ 3  นำโดยพล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ นอกจากสะสมอำนาจมาตามลำดับแล้ว  ก็ค่อยแกร่งกล้าขึ้นมาตามลำดับ และได้แสดงบทบาททางการเมือง อันเป็นไปอย่างนอกกรอบการปกครองที่ประชาชนชาวไทยปรารถนา นั่นคือ  ประชาธิปไตย (ประชาธิปไตย ที่มีรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับรับรองไว้ว่า  ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข)     ..... บทบาทของอำนาจที่ 3 นี้ จึงได้เข้าไปก้าวก่ายการเมืองประชาธิปไตย  มาตลอด โดยมีจุดประสงค์เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ของตนและพรรคพวก ทั้งนามธรรมและรูปธรรม .........จึงเป็นผลเสียหายต่อการเมืองไทยมาโดยตลอด...

......โดยหลักการรัฐศาสตร์ เมื่อใดมีปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้น..จะลักษณะใดของปัญหาหรือขนาดเล็กใหญ่ ยุ่งยากเพียงใดก็ตาม  ซึ่งตามปกติแล้ว  การเมืองจะถูกแก้ไขของมันเองตามระบอบการเมืองนั่นเอง ...หมายความว่า  ประชาธิปไตย ย่อมแก้ปัญหาของมันเองตามระบอบและระบบของมันเอง ......แม้กระทั่งถึงวาระที่จนหนทางเข้าจริง ๆ ...วิธีปฏิบัติตามระบอบก็คือ  การคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินเรื่องราวของพวกเขาอีกครั้ง นั่นเอง ...เข้าใจไหมครับ    คุณไม่ต้องเอาทหารโง่ ๆ  มาแทรกแซงทำรัฐประหาร ทำปฏิวัติ   ไม่ต้องคิดเอาองค์กรอิสระโง่ ๆ ล้าหลังมาก้าวก่ายแซกแซง...นี่คือความหมาย  มันก็จะค่อยแก้ของมันไปเอง เพราะมันมีระบบของมัน  เราเพียงยอมรับในระบอบและระบบ หรือกติกาของมันเดินไปตามนั้นเท่านั้น  

 

...ดูตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่นก็แล้วกัน  ช่วง 11 ปีเศษ ๆ มานี้(นับแต่ปีพ.ศ.2546 นายโคอิสุมิ ที่คนไทยคุ้นชื่อนายกฯคนนี้มาก มา  ถึงวันนี้ 11 ปีเท่านั้นเอง ญี่ปุ่นมีอดีตนายกรัฐมนตรีถึง 8 คน ๆ หนึ่งอยู่ในตำแหน่งคนละ 1 ปี 4 เดือนเท่านั้นเอง .....ดังนี้ครับ

(1.)  นายจุงอิชิโร โคอิซุมิ     พรรคเสรีประชาธิปไตย  

(2.) นายซินโซ อะเบะ           พรรคเสรีประชาธิปไตย  

(3)  นายยะซุโอะ ฟุกุดะ         พรรคเสรีประชาธิปไตย  

(4)  นายทะโร อะโซ             พรรคเสรีประชาธิปไตย  

(5.)  นายนะโอะ โตะคัง        พรรคประชาธิปไตย  

(6.) นายยุกิโอะ ฮะโตะ ยามะ  พรรคประชาธิปไตย  

(7.)  นายโยะ ชิชิโกะ โนะดะ  พรรคประชาธิปไตย  

(8.) นายนะโอะ โตะคัง           พรรคประชาธิปไตย  

(9.)  นายชินโซ อะเบะ           พรรคเสรีประชาธิปไตย .....คนปัจจุบันที่นำพรรคเสรีประชาธิปไตยกลับมาครองอำนาจอีกครั้งหนึ่ง  อยู่ในตำแหน่งมาตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค.2555 ถึงปัจจุบัน      

 

ซึ่งจะเห็นว่า เขามีปัญหากันยิ่งกว่าไทยอีก  แต่เขาก็ปล่อยให้การเมืองแก้การเมือง กติกา(ประชาธิปไตย)ว่าอย่างไร ก็ว่าไปตามกติกา....มั่นใจในระบอบละระบบการเมืองของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน   เขาจึงมีนายกรัฐมนตรีถึง 9 คน ชั่ว 11 ปีมานี้ จนจำชื่อไม่หวาดไม่ไหว .......แต่ญี่ปุ่นก็ไม่เคยหยุดยั้งความเจริญ  คุณก็เห็น ....และทหารญี่ปุ่นก็ฉลาดพอ  พอ ๆ กับทหารสหรัฐ  ไม่คิดทรยศคดโกงประชาชน  เหมือนทหารโง่ ๆ บ้านเรา (คำว่าทหารโง่ ๆ หรือฉลาด  เอาเกณฑ์ความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยตัดสินครับ   ทหารบ้านเราโง่...ซ้ำซาก  เพราะไม่เข้าใจประชาธิปไตย นั่นแหละเหตุผล)     

 

และทุกวันนี้  วันนี้เอง  พล.อ.เปรม  ยังเป็นตัวอำนาจที่ 3  ที่มีอิทธิพลต่อการเมืองไทย เป็นบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง กปปส.  ปชป.  และ องค์กรอิสระ  คุมพลังอำนาจที่ 3 นี้อยู่อย่างเห็นชัดเจน จนกระทั่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ  หาญกล้าฮึกเหิมประกาศจัดตั้งตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ 

ผู้แสดงความคิดเห็น นายยอดเยี่ยม ยิ่งยง วันที่ตอบ 2014-04-12 08:47:54


ความคิดเห็นที่ 24 (3388841)

 บทสรุปอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องนับว่าสำคัญมาก ๆ  

 

เรามาวิเคราะห์ก่อนว่า  อำนาจที่ 1 อำนาจส่วนองค์พระมหากษัตริย์ นั้น   เป็นอำนาจที่ไร้ข้อครหาใดใด เพราะได้ทรงดำรัสชัดเจน อันเป็นตัวหลักการประชาธิปไตยที่แท้จริง  แม้ในเรื่องเฉพาะเจาะจง เช่น มาตรา 7 ตาม รธน.2550  ก็ทรงวิเคราะห์ไว้อย่างสิ้นสงสัย  ในเมื่อทรงตรัสว่า  นายกพระราชทาน ตามม.7 ไม่ใช่ประชาธิปไตย  ....   ประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง  ทรงตรัสชัดเจน (ดู คห.15-16-17-18) ....ความหมายก็คือ ทรงเป็นกษัตริย์ที่รับรองอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน  ทรงรับระบอบประชาธิปไตย   ที่สำคัญก็คือ  ตลอดเวลาที่ทรงครองราช ได้ทรงสร้างแต่ผลประโยชน์ ทรงสร้างโครงการหลายหลากประมาณมิได้ ที่ล้วนส่งผลลงไปถึงประชาชนชั้นรากหญ้า  นี่คือการปูพื้นฐานของประชาชนให้ดี ให้มั่นคง มีฐานะเศรษฐกิจพึ่งตนเองได้ จึงจะสู่ฐานะของเสรีชนได้อย่างยั่งยืน เท่ากับวางพื้นฐานอันมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย  ....   อำนาจที่ 1 นี้จึงเสมือนว่าเป็นอำนาจของประชาชน ที่สอดคล้องประชาชนอย่างแท้จริง และไม่มีการเกี่ยวข้องการเมืองเลย   

อำนาจที่ 2  คือรัฐบาล  นี่ก็แน่นอน  มาจากประชาชนโดยตรงโดยการเลือกตั้งอยู่แล้ว  จึงเป็นฐานะที่มีหน้าที่โดยตรง ต้องดำรงรักษาเทิดทูนระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว   และจะเห็นได้ว่า  เดินไปแบบสอดคล้องคู่ขนานไปกับอำนาจที่ 1   นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยปรารถนา 

 

เรามีปัญหาที่อำนาจที่ 3 ครับ   และวันนี้ได้มีพิรุธอย่างน่าฉงนอย่างยิ่ง  ที่เป็นข้อเท็จจริงปรากฎมา ก็อำนาจที่ 3 นี้  ที่ทำตนเป็นนักก่อกวนประชาธิปไตยไม่ให้เดินไปโดยถูกต้องตามระบบของมัน  ไม่เข้าใจรัฐศาสตร์ประชาธิปไตย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า  การเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองเท่านั้น  และระบอบประชาธิปไตยมีวิถีทางของระบอบเอง  แม้เข้าสู่สถานการณ์ที่วิกฤตที่สุด  ก็ยังมีทางออกเสมอ   นั่นคือ อำนาจนั้นจะต้องคืนไปสู่ประชาชน ให้ประชาชน เจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นผู้แก้ไข  ทุกปัญหาอันวิกฤตทุกประการ    นั่นไงหลักการ...และตรงนี้ไม่หมายความถึงเฉพาะการยุบสภาของฝ่ายบริหารเท่านั้น  ...แต่หมายถึง  แดงทั้งแผ่นดิน(หากมันวิกฤติไปกว่านั้นอีก)       

 

ที่จะต้องจับตาอำนาจที่ 3 อย่างใกล้ชิดขณะนี้ก็คือ   อำนาจที่ 3 ได้กระทำการก้าวก่ายระรานอำนาจที่ 2 คือรัฐบาลปรากฎอย่างเปิดเผยอยู่ขณะนี้ ........แต่ที่เราจะต้องจับตาก็คือ  อำนาจอมาตย์นี้  ได้ระรานอำนาจที่ 1 คืออำนาจส่วนองค์พระมหากษัตริย์ตามระบอบประชาธิปไตย  ไปมากน้อยเพียงใด  ซึ่งแน่นอน  นั้นไม่อาจที่จะมีผู้หนึ่งผู้ใดทำได้  เพราะองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้   ตามที่รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ มีบทบัญญัติไว้ เช่น รธน. 2540 กับ 2550  บัญญัติไว้ในมาตรา 8  ดังนี้  

<<<มาตรา ๘  องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ  ผู้ใดจะละเมิดมิได้

ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ >>>

 

แต่พฤติกรรมของอมาตย์ หรือคณะของพล.อ.เปรม  ทั้งคณะ  ได้เมินเฉยอย่างยิ่งในหน้าที่ต่อองค์พระมหากษัตริย์ ..... ตามที่กล่าวไว้ใน คห.19 (โดยเฉพาะกรณี ม็อบพันธมิตร-ประชาธิปัตย์ ขวางเส้นทางพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าพี่นางเธอ ฯ  ตามคห. 8-9-10..อันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรง  รวมทั้งโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ อันละเมิดศาสนาอิสลาม   อันเป็นการขัดหลักการประชาธิปไตยและไม่ตรงพระประสงค์ของในหลวง)  และพฤติกรรมการสะสมบารมีและอำนาจทางการเมืองของพล.อ.เปรม ตินสูลานนท็  เป็นไปอย่างไม่สอดคล้องประชาธิปไตย และไม่สอดคล้องแนวพระราชดำริ .....นี่เป็นประเด็น   ว่าจะได้นำความระคายเคืองไปสู่เบื้องพระยุคลบาทสักเพียงไหน 

ประชาชนจะต้องจ้องจับตา สืบเสาะหาข้อเท็จจริงออกมาตามลำดับ ๆ  โดยที่เป็นหน้าที่ของประชาชนโดยตรง  ของรัฐบาลโดยตรง  เนื่องเพราะพระมหากษัตริย์ตามระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นกษัตริย์ของประชาชน และภายใต้การถวายความจงรักภักดีจากรัฐบาลของประชาชนอย่างสมบูรณ์ทุกประการ อันเป็นหน้าที่สำคัญหน้าที่หนึ่งของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข....   นั่นเอง 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นายยอดเยี่ยม ยิ่งยง วันที่ตอบ 2014-04-12 10:22:40


ความคิดเห็นที่ 25 (3388870)

นิติศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งการรับใช้

 

 เราจะมาพูดถึง นิติศาสตร์ ที่กำลังสับสนและก่อปัญหาน่าอันตรายอย่างยิ่งใหญ่แก่ประเทศชาติอยู่ขณะนี้

โดยนักนิติศาสตร์ได้เกิดความขัดแย้งกันขึ้นอย่างแรง จนกลายเป็นนักนิติศาสตร์หลายฝ่ายหลายสำนัก  ที่ถกเถียงกันในวงการแคบ ๆ คือวงการนิติศาสตร์ของตนเอง  เหมือนกบในกะลา  ไก่จิกตีกันในกรงขัง  จึงยังหาจุดจบลงไม่ได้  

โดยมี  องค์กรอิสระ  เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ  เป็นตัวปัญหา     

 

แท้จริงถ้าเราเข้าใจว่า  นิติศาสตร์เป็นเพียงศาสตร์แห่งการรับใช้   กล่าวคือ  นิติธรรม  นิติวิธ๊  หรือวิถีทางแห่งนิติศาสตร์  เป็นวิถีทางแห่งการรับใช้ หรือคนรับใช้  นิติศาสตร์ไม่ได้อยู่ในฐานะ  เป็นนาย (แต่เป็นขี้ข้า)   

 

องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเราก็ได้เคยตรัสเตือนนักกฎหมายไว้ว่า.....กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือ....เมื่อจำเป็นต้องแก้ไขก็แก้ได้ ......(ลองไปค้นดูนะครับ)  อันบอกความหมายของการรับใช้  ไม่มีอำนาจโดยตัวเองมาแต่เดิม  แต่ได้อำนาจมาจากนายอีกทีหนึ่ง   และนาย  ย่อมแก้ไข หรือยกเลิก  เลิกจ้าง   ได้      จริงไหมครับ ?    

 

ผมกำลังจะพูดถึงประเด็นนายกรัฐมนตรีรักษาการณ์นะครับ    

คุณอย่าไปดูที่คนรับใช้สิครับ   ต้องไปดูที่เจ้านายเขา    คือหลักรัฐศาสตร์    

ถ้าาคุณจะเอานิติศาสตร์ตัดสิน ในเมื่อมันได้บ่งบอกถึงความไม่ชอบมาพากลของตัวบทหลายบทที่ขัดแย้งกัน เชิงนิติศาสตร์ น่าก่อเกิดกลียุคขึ้นอยู่เช่นนี้แล้ว จะอาศัยนิติศาสตร์ตัดสิน  มันก็เท่ากับตั้งใจทำลายประเทศชาติเท่านั้นเอง  โดยโง่เขลา   

 

ซึ่งคุณจะไปทำเช่นนั้นทำไม ?     

 

คุณไปดูหลักรัฐศาสตร์ซีครับ   อย่าหาว่าผมสอนเลย  

 

หลักรัฐศาสตร์นั้นคือการอธิบายเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมีรัฐบาลผู้ทำหน้าที่บริหาร   หรือขับเคลื่อนประเทศให้เดินไป   และความสำคัญตรงนี้มีมากมายขนาดไหน คำว่าผู้นำหรือนายกรัฐมนตรีนั้นหมายถึงความสำคัญในประเด็นไหนที่มีความ สำคัญอย่างยิ่ง?

 

เขาอุปมาเหมือนเรือใหญ่  ประเทศเปรียบเสมือนเรือใหญ่  หรือที่เห็นชัดกว่าก็คือรถครับ   คนทุกคนอยู่บนรถคันเดียวกัน  มีรัฐบาล คือหัวหน้ารัฐบาล  บ้านเราก็คือนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ถือพวงมาลัย ..........  เข้าใจแล้วยังครับว่า.....ในขณะใดขณะหนึ่งต้องมีผู้ถือพวงมาลัยรถจึงจะวิ่งไปตรงทางอย่างปลอดภัย 

 

มีเรื่องหนึ่งที่เป็นอุทาหรณ์ก็คือคราวยุโรปเขาตกลงกันทำยุโรปเป็นอียู  คือสมาคมประเทศยุโรป เปิดแดนถึงกัน เปิดสกุลเงินเดียวกัน         กว่าจะตกลงกันได้ก็นานหลายปี  คราวนั้นก็ฉลองกัน  มีมิตรประเทศมาร่วมฉลอง   แล้วเขาก็ถ่ายภาพให้เห็นพวกนายกรัฐมนตรี-ประธานาธิบดี ผู้นำประเทศเขาขึ้นขี่รถจี๊ปคันเดียวกันแน่น มะรุมะตุ้มกันไปหมดเพราะรถคันเล็ก บางคนก็ห้อยโหนกันไป น่าหวาดเสียว  ขับออกสู่สนามฟุตบอล  ขับวนไปวนมาอย่างสนุกสนานครึกครื้น   ประเด็นคือเขาให้นายจอร์จ บุช ปธน.สหรัฐถือพวงมาลัยรถ  คนอื่นช่วยชี้ไม้ชี้มือบอกทาง  คนนั้นชี้ให้เลี้ยวขวา  คนนั้นชี้ให้เลี้ยวซ้าย....แต่ไม่มีใครแย่งพวงมาลัยจากนายบุช   ปล่อยให้ถือพวงมาลัยจนจบ    

 

เขาทำเป็นเครื่องเตือนสติกันเองไงครับ   และมีความหมายทางรัฐศาสตร์ ว่าการบริหารประเทศนั้นจะต้องมีนายกรัฐมนตรี ทำการบริหารไป   ตลอดที่มีประเทศเดินไปอยู่  เหมือนตลอดที่รถมันวิ่งไปอยู่นั้น   จะต้องมีคนถือพวงมาลัย และแม้คนถือพวงมาลัยเอง ก็จะปล่อยมือไม่ได้เป็นอันขาดอีกด้วย    และในวาระเช่นนั้น  จะไม่มีการเปลี่ยนคนถือพวงมาลัยเป็นอันขาด(เหมือนทางทหารว่า อย่าเปลี่ยนม่าศึกกลางลำน้ำเชี่ยวนั่นแหละครับ)    เพราะรถมันต้องเลี้ยวซ้ายเลี่ยวขวา  อุปมาเหมือนบ้านเรา  รถกำลังวิ่งไปบนเขา  ในทางที่คดโค้ง โค้งไปโค้งมาบนปากเหวหลายโค้ง   เสี่ยงต่อการแหกโค้ง  ถ้าวางมือ หรือเปลี่ยนคนขับในขณะนั้น ก็เสี่ยงตกเหวลงไป  ก็ตายกันหมด  .......

 

เข้าใจอะไรขึ้นไหมครับ   ..........

 

หลักรัฐศาสตร์ก็มาจากความจริงอย่างนี้เองครับ   คือตราบที่รถมันวิ่งอยู่  จำเป็นต้องมีคนถือพวงมาลัย   มันจำเป็นอย่างยิ่งเลย   ฉะนั้น   ถึงแม้รัฐบาลจะได้ยุบสภาไปแล้ว ตนพ้นจากอำนาจไปแล้ว   แต่ตราบใดที่เรายังไม่ได้คนมาถือพวงมาลัยแทนแล้ว  อย่างไร ๆ ก็ต้องถือพวงมาลัยไปก่อน  วางไม่ได้เด็ดขาด  โดยเฉพาะเวลาที่เกิดการวิกฤตทางการเมืองเช่นนี้ จะวางพวงมาลัยไม่ได้เด็ดขาด   หลักรัฐศาสตร์มันบังคับเอาไว้ด้วยเหตุผลเช่นนี้   .........   แล้วจริง ๆ  นิติศาสตร์ก็เอาไปบัญญัติไว้ต่อไป  เพียงแต่มีคนที่หาเรื่อง....แล้วไม่ยอมมองย้อนไปที่หลักการของรัฐศาสตร์  ดังกล่าว  

 

ถ้าเรายอมรับเหตุผลตามหลักรัฐศาสตร์   และยอมรับนิติศาสตร์เฉพาะส่วนที่รับใช้  รับเอาหลักรัฐศาสตร์นั้นมากำหนดไว้อย่างสอดคล้องหลักรัฐศาสตร์ มันก็เป็นการชอบธรรมแล้ว     นิติศาสตร์ใดที่ไม่สอดคล้องหลักรัฐศาสตร์ เราก็ไม่ต้องพิจารณา  ตัดออกไปเลย โดยมีข้อพิจารณาอย่างง่าย ๆ ว่าเป็นนิติศาสตร์ที่ทรยศต่อรัฐศาสต์ ผู้เป็นนายตัวเอง)     ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างเป็นธรรม ชอบธรรม และยุติธรรม  ใช่ไหม ?     และง่าย    ...... ใช่ไหม? 

 

ฉะนั้น   อย่ามองกฎหมายว่า   กฎหมายมีความสำคัญในตัวเอง  ต้องมองกฎหมายว่าเป็นเพียงเครื่องมือ ที่รับใช้   อย่างที่ผมว่า   นิติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่รับใช้ นั่นแหละครับ   เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างคนรับใช้ มั่วไปหมดเช่นนี้  วิธีแก้ก็ต้องถามไปถึงเจ้านายของพวกเขา     

 

เพราะฉะนั้น  ตามหลักคิดนี้   ก็ยุติลงว่า  นายกรัฐมนตรี ต้องรักษาการณ์ต่อไป(ซึ่งมีกฎหมายรับรองไว้อยู่แล้ว) จนกว่าจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มาอย่างถูกต้องตามหลักรัฐศาสตร์การปกครองประชาธิปไตยมาสืบอำนาจแทน  จึงจะไป  วางมือจากพวงมาลัยได้  

ตกลงไหมครับ ?    

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ยอดเยี่ยม ยิ่งยง วันที่ตอบ 2014-04-14 02:25:05


ความคิดเห็นที่ 26 (3389347)

 บทแทรกที่ 1   

รัฐธรรมนูญเถื่อน(รัฐธรรมนูญโจร) พ.ศ.2550  มีความบกพร่องเป็นอันมาก  เนื่องเพราะเขียนขึ้นอย่างสุกเอาเผากิน มีลักษณะสนองต่อระบอบเผด็จการ  ไม่ตรงไปตามหลักรัฐศาสตร์  และอ้างหลักรัฐศาสตร์ที่ไม่ถูกต้อง  ตัวอย่างเช่น 

1.   ไม่ได้ระบุถึงหลักการขององค์กรอิสระ ตามมาตรา 204 - มาตรา 258  ว่าเป็นองค์กรที่มาจากเจ้าของอำนาจอธิปไตย(คือประชาชน)อย่างไร  มีความเชื่อมโยงไปถึงเจ้าของอำนาจอธิปไตย(คือประชาชน) อย่างไร

2.  กรณีศาลรัฐธรรมนูญ (ตามมาตรา 204 - 217)  ได้ทำการตัดสินคดีที่สำคัญยิ่ง เป็นผลให้มีการถอดถอนนายกรัฐมนตรี 2 คนจากตำแหน่ง ยุบพรรคการเมือง 4 พรรคการเมืองอย่างง่ายดาย  เป็นองค์กรที่ไม่ได้ปฏิบัติงานและหรือตัดสินความไปโดยกฎหมาย ตามมาตรา 138(5) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (เพราะยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายนี้ มาบังคับใช้กับศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลพิจารณาไปอย่างไม่มีกฎหมาย...อันเป็นการขัดทั้งหลักการรัฐศาสตร์และหลักการนิติศาสตร์ ในหลักรัฐศาสตร์นั้นหมายถึงการพิจารณาไปตามการอนุมัติแนวทางพิจารณาโดยประชาชน(หากผ่านสภาผู้แทนราษฎร)  อันจะแสดงถึงการเชื่อมโยงกับประชาชน ในระดับหนึ่ง  แต่ได้ปรากฎว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีพรบ.นี้ใช้เป็นแนวทางพิจารณาตัดสินความเลย  แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังจะอาศัยสถานะอันไม่ชอบนี้ ทำการตัดสินคดีที่เสี่ยงต่อการต่อต้านคัดค้านของคนทั้งแผ่นดินต่อไปอีกคดีหนึ่ง คือคดีถวิล เปลี่ยนศรี .....

3.   องค์กร ปปช.   (ตามมาตรา 246-251) จำนวน 9 คน  ไม่มีความเสมอในมาตรฐานของหน้าที่  โดยข้อเท็จจริงมีกรรมการ 6 คน ที่ไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ปฏิบัติหน้าที่  จึงมีความลักลั่นในสถานะบุคคล  มองจากหลักรัฐศาสตร์องค์กรหรือหลักรัฐประศาสนศาสตร์แล้วแท้จริงเป็นการทุจริตชนิดหนึ่ง  ไม่สมควรจะได้ชื่อว่า ปปช.หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

4.   กล่าวมาเป็นตัวอย่าง  มีอีกหลายกรณีในรธน.2550 นี้ที่เขียนขึ้นอย่างอ้างหลักรัฐศาสตร์ที่ไม่ถูกต้อง  เช่น ในเรื่ององค์กรอิสระ อ้างไม่ถูกหลักการ ก็เลยบัญญัติองค์กรมากมายหลายองค์กร ทั้ง ๆ ที่แท้จริงควรมีอยู่เพียง 2 องค์กรเท่านั้นเอง คือ  กกต.  กับ องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ   ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็ถือว่าบัญญัติขึ้นมาโดยขัดหลักรัฐศาสตร์ว่าด้วยพรรคการเมือง และการเลือกตั้งโดยการเสนอนโยบายให้หลายหลาก...ทันยุคทันสมัย เพื่อการพิจารณาเลือกของประชาชนได้หลายหลาก ทันยุคทันสมัย .....  เป็นต้น (น่าดู กรณีนายสุพจน์ ไข่มุกด์ ตลก.รธน.  มีเหตุผลที่คัดค้านไม่อนุมัติหลักการกู้เงิน 2 ล้าน ล. บาท ว่า รัฐบาลควรไปทำถนนลูกรังให้ทั่วประเทศก่อนดีกว่า  นั่นเป็นการสร้างหนี้สินมหาศาลแก่ประเทศ ลูกหลานต้องแบกรับภาระหนี้ไปเป็นศตวรรษ...ดูว่านโยบาย ตลก.รธน.เช่นนี้ มีประชาชนคนไหนรับได้บ้าง?...และดูว่าคนระดับนี้...เหมาะสมแก่การนั่งตรงนั้นอย่างไร   มิลากประเทศถอยหลังไปสู่ยุคไดโนเสาหรือ?)    

5.   ในเมื่อ รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญเถื่อน รัฐธรรมนูญโจร  เมื่อมีองค์กรอิสระ  ก็พลอยเถื่อนไปด้วย นั่นคือขาดความชอบธรรมที่จะปฏิบัติหน้าที่อยู่แต่แรกแล้ว  ...และการพิจารณาไปตามรธน.เถื่อนที่อ้างหลักการรัฐศาสตร์ไม่ถูกต้องเลย จะเป็นเหตุให้เกิดการลุกฮือต่อต้านของประชาชน ขนาดใหญ่   ก็ควรจะพิจารณาตนเอง   ลดบทบาทลงเสีย   

  • สุไหงปาดี ชินะกุล
    24 เม.ย.2557  23.30.23 น. 
ผู้แสดงความคิดเห็น 001 วันที่ตอบ 2014-04-27 10:33:19


ความคิดเห็นที่ 27 (3389425)

 บทแทรกที่ 2

ท่านอ้างเสมอว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เป็นรัฐธรรมนูญเถื่อน รัฐธรรมนูญโจร ถ้าเช่นนั้นท่านปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเถื่อน รัฐธรรมนูญโจร ไปทำไม ?  ท่านก็ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญเถื่อน รัฐธรรมนูญโจรไปด้วย มิใช่หรือ?   ฉะนั้น ท่านเหมือนเกลียดตัวกินไข่  เมื่อได้ประโยชน์ก็สรรเสริญ  เมื่อไม่ได้ประโยชน์ก็ด่าว่ารัฐธรรมนูญเถื่อนรัฐธรรมนูญโจร ...?

 

นั่นเป็นคำถามที่บ่งบอกวิสัยที่คับแคบ ไร้เหตุผลอย่างยิ่ง

 

ก็เวลานั้น คุณเอากองกำลัง กองทหารทั้งกองทัพ มี สนธิ บุณยรัตนกลิน(ปลดยศ พล.อ.แล้ว) ที่คุมกองกำลังอาวุธทับดิน...ทับน้ำ...ทับลม....ทั้ง3กองทับมาปลดจี้เราให้ออกไป  มึงไม่ออกไปกูจะเป่าขมองมึงให้ดับดิ้นลงเดี๋ยวนี้ (ถ้าคุณไม่ไป คุณคิดหรือว่ามันจะไม่เป่าขมองคุณ)   ตั้ง คมช.แล้วร่างกฎเถื่อนนี้ขึ้นมา.....คมช.มันก็เลือกเอาคนของมันทั้งนั้น ไปสุมหัวกันที่สนามม้า  มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ว่าเก่งกฎหมายนั่นแหละมาเขียนกติกาโจรขึ้นมา  แล้วประกาศออกไปทั่วราชอาณาจักรว่า บัดนี้ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าทุกองค์กร ทุกส่วนราชการงานเมือง    ถือปฏิบัติตามกฎใหม่นี้ ....ก็นี่แหละรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ...รัฐธรรมนูญเถื่อน  รัฐธรรมนูญโจร 

 

ไม่เคยดูหนังโรมันยุคเรืองอำนาจบ้างหรือไร ?   นับตั้งแต่ยุคพระเยซู แห่งศาสนาคริสต์  มา   เวลาโรมันแผ่อาณาจักรไปในดินแดนต่าง ๆ จนได้เป็นเจ้าโลก  โรมันก็จะต้อนเอาเชลยศึกมาด้วย  ที่เป็นนักรบนักสู้หรือระดับพระราชา ระดับแม่ทัพก็เอามาขังไว้ในกรง ใต้ฐานโคลีเซียม คือสนามกีฬาขนาดยักษ์  รอการกำจัดให้สิ้นเสี้ยนหนามไปอย่างแยบยล   ก็นัดประชาชนมาดูกีฬา ชาวโรมันยุคนั้นโปรดปรานการกีฬาเป็นชีวิต และมีวีรบุรุษเกิดจากสนามกีฬานี้ไม่เคยขาด   เอานักรบเชลยเหล่านี้แหละออกมา  ให้สู้กันเองบ้าง  สู้กับสิงโตบ้าง  เสือบ้าง โดยกติกาของโรมัน(กติกาที่เชลยเสียเปรียบทุกประตู มีทางรอดยาก  ก็เพราะเขาเจตนาเอามาประหารนั่นเอง) แต่ที่พิเศษ คือ ให้สู้กับวีรบุรุษนักรบโรมัน .......  ถ้ารอดก็รอด  ไม่รอดก็ตาย .........บังเอิญมียุคหนึ่ง ที่เป็นศึกอาฆาตแค้นผสมเรื่องรักพิสวาทอันลึกซึ้ง ในระบอบกษัตริย์โรมันเอง      เชลยที่จับมาได้วางแผนแก้แค้นกษัตริย์โรมมาอย่างดี .....  และยอมรับเงื่อนไข กติกาทุกอย่างที่โรมกำหนดให้อย่างได้เปรียบ  ......  ในความจริง เขาเป็นนักรบที่รอบรู้ ที่ซุ่มฝึกฝีมือมาอย่างดี ก็สามารถผ่านแดนรถศึก  ผ่านแดนเสือ-สิงโตไปได้ ...เขาปล่อยสิงโตขึ้นมากลางสนาม อย่างไม่ให้เชลยศึกรู้ตัว สิงหโตกระโดดเข้าฮุบเหยื่อแต่เหยื่อล้มตัวลงทันพร้อมสอดปลายดาบเข้าหว่างท้องมัน ๆ ตกลงมาตุ๊บ  ตายไปทีละตัว ๆ (เวลาเสือ-สิงโตจะปฏิบัติการ มันจะกระโดดสูงก่อน  นักรบก็เตรียมแผนมา ก็ล้มตัวลง เอาดาบสอดเข้าท้องมัน เท่านั้นเองมันก็ตกลงมาตายหมด...)   ......... แล้วสู้กับยอดทหารรสุดโหดของโรมัน 4 คน แต่ละคนถืออาวุธคนละอย่าง น่าจะรอดยากจริง ๆ(ที่น่าเสียวมาก ๆ ก็คือลูกตุ้มเหล็กมีสายโซ่ยาว  มันแกว่ง ๆ หมุนรอบตัว จนกลายเป็นกงจักร  แล้วมันก็ปล่อยออกมา  ..ใจหาย...พระเอกเอาดาบรับพอเหมาะพอดียังกับการแสดง ลูกตุ้มก็หมุนรอบดาบ แทนที่จะหมุนรอบคอเหยื่อ  ดึงมาเบา ๆ เอามีดสั้นแทงสวนไป นักรบลูกตุ้มก็ดับชีพ...เฮอ!!  สนุก เพราะฝ่ายที่เราเชียร์ชนะ)    แต่ วีรบุรุษที่แท้จริงก็รอดได้  จนกษัตริย์ ต้องลงสู่สนามเอง (ในสมัยนั้นกษัตริย์แปลว่านักรบ หรือผู้กล้าหาญ ต้องเป็นวีรบุรุษนักสู้เท่านั้น)   .....  แสร้งวำตนเป็นนักรบที่จิตใจสูง  ทำเป็นว่าใจดี ใจเป็นธรรม  ปากประกาศถึงความชื่นชมคู่ต่อสู้ ว่าเก่งจริง  ขอจับมือด้วย (เพื่อหลอกประชาชนให้ชื่นชมตน)  ตอนนี้รู้กันแล้วว่าใครเป็นใคร  ที่แท้ก็ปลอมมาแก้แค้นและชิงคนรักผู้สูงศักดิ์คืน นั่นเอง      แต่ฝ่ายขี้โกงก็พยายามโกงอย่างแนบเนียน ทำเป็นใจดีรักในการต่อสู้ด้วยกติกาที่เป็นธรรม ปากก็หลอกลวงว่า เราจะสู้กันอย่างยุติธรรมในสนามแห่งเกียรติยศ มาจับมือทักทายกันก่อน  แล้วพอเผลอก็เสียบมีดสั้นลงที่โคนแขนขวาของคู่ต่อสู้ ....  เพียงตัดกำลังคู่ต่อสู้ลงไม่เจตนาให้ตายขณะนั้น   .....  แล้วสู้กัน  ในสายตาประชาชนก็มองเห็นความเป็นธรรม .......และแล้ววีรบุรุษชนะ  แผนตัดกำลังเกือบหวุดหวิดสำเร็จ   ....แต่  แพ้      พอล้มลงกลางดิน  ยกหอกสูง ...ประชาชนก็ร้อง  ฆ่ามัน ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ   เพราะเขามองความยุติธรรมในสนามการต่อสู้ ....โดยฝีมือล้วน ๆ  ..... ไม่ได้มองว่าใครเป็นใคร....คุณคิดว่าอย่างไร  ถ้าคนไทยก็คงคิดว่า เมตตามัน อย่าฆ่ามันเลย.....แต่นักรบเขาไม่คิดอย่างนั้น  ถ้ารักชีวิตจะลงสู่สนามรบได้อย่างไร (เหมือนนายสุเทพ เทือกสุบรรณขณะนี้แหละครับ เมื่อคุณรักจะเป็นกบฏคุณก็ทำไป  แต่คุณต้องรับผลของมันอย่างหน้าชื่นตาบาน)    ฉะนั้น คำสั่งประชาชน   ฆ่ามัน ๆ ๆ ๆ ๆ   จึงได้รับการสนอง   และคนขี้ขลาดกลัวตายจึงไม่มีโอกาสอยู่ต่อไป      

 

ก็เหมือน  คมช. 2549 นี่แหละครับ  เขียนรัฐธรรมนูญเอาเอง  กำหนดกติกาเอาเอง  หวังว่าใชข้มาตรการเอาเปรียบทุกอย่าง  เอากองทัพทั้งกองทัพไปปิดล้อมบังคับประชาชนให้ลงคะแนนให้อมาตย์   ก็จะชนะการเลือกตั้ง ...... โดยได้รับคำสรรเสริญว่าชนะโดยความเป็นธรรม    แต่ชนะไหมครับ   ?     

มันแพ้ราบเรียบเลย 

มันก็ไม่ยอมยังไงล่ะครับ   ไม่ยอมมาจนถึงขณะนี้   พวกมันไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งสำเร็จ 

กกต.เถื่อน  ...............

ก็ดูว่าจะทานพลังประชาชนได้อย่างไร ?  เพราะยุคนี้ ไม่ใช่โรมัน  แต่ยุคประชาธิปไตย 

ยอดเยี่ยม ยิ่งยง 
26 เม.ย.2557 10.30.30 น.

ผู้แสดงความคิดเห็น ยอดเยี่ยม ยิ่งยง วันที่ตอบ 2014-04-29 07:01:51


ความคิดเห็นที่ 28 (3389426)

  บทแทรกที่ 3  บทสรุป

 

มีข้อเท็จจริงจากวงการนิติศาสตร์ไทยขณะนี้ ที่ได้ปรากฏออกไปทั่วโลกว่าเป็นวงการที่มีวิสัยทัศน์อันคับแคบ แต่เต็มไปด้วยอัตตา ความยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิแห่งตน ๆ ทำให้ประเทศไทยมีปํญหาที่เกิดจากนิติศาสตร์ วงการที่คับแคบนั้น จึงมีลักษณะของปัญหาอุปมาเหมือนปัญหากบในกะลา  เบ่งอวดความรู้กันและกันอยู่ในกะลาแคบ ๆ นั้น  และเสมือนพวกไก่แม้เบียดเสียดกันอยู่ในสุ่มในกรงขังรอเขาเอาไปเชือดทำอาหาร แต่ก็ยังทะเลาะจิกตีกันอุตลุต  นั่นคือปัญหาทิฏฐิ และอวิชชา  

 

ในประเด็น นิติศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งการรับใช้  แม้กระทั่งเป้าหมายแห่งนิติศาสตร์เอง คือ ความยุติธรรม นิติศาสตร์มีหน้าที่รับใช้ ความยุติธรรม  นิติศาสตร์ไทยก็ยังไม่คำนึงถึง เห็นได้จากการสร้างกฎหมายเอาเอง  กรณีมาตรา 68  ที่ตีความภาษาไทย ผิดไปจากความเข้าใจของคนไทยทั้งโลก ในเมื่อไปตีความคำว่า  และ  เป็น  หรือก็ได้  เป็น และ ก็ได้  ตามอำเภอใจตนเอง ซึ่งแท้จริง เมื่อได้กระทำผิดไปแม้ครั้งหนึ่งครั้งเดียวแล้ว  ศาลรัฐธรรมนูญก็ควรจะได้รับการลงโทษและให้ยุติบทบาทลงเสียโดยทันที  ไม่ให้มีโอกาสตัดสินความให้ประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ต่อไปอีก  อุปมาเหมือนภิกษุในพระพุทธศาสนา  แม้กระทำผิดพระวินัยเป็นครุกาบัติครั้งเดียวครั้งแรกแล้วก็ต้องปาราชิก จะได้กระทำผิดต่อมาอีกกี่ครั้ง ๆ ก็ไร้ความหมาย เพราะความผิดสำเร็จลงตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว นี่ก็เป็นหลักการสากลของนิติศาสตร์

 

ในกรณีที่มีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่สภาผู้แทนราษฎรขอเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ประเด็นวุฒิสมาชิก โดยแก้ที่มาของวุฒิสมาชิก จากหลักการเดิมที่มาจากการสรรหา เป็น มาจากการเลือกตั้ง  ว่าเป็นการกระทำผิดต่อการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย  จำเลย คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 312 คน ต้องได้รับโทษและต้องพ้นจากตำแหน่ง  นั้น ....  จะมีข้อกฎหมายใดอาจให้ลงโทษเช่นนั้นได้  ในเมื่อแม้ข้อกล่าวหา ก็ยังเห็นได้ว่า เขลา อวิชชาอย่างยิ่ง  เพราะการเลือกตั้งย่อมเป็นหลักสากลเบื้องต้นของระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว ท่านจะกล่าวหาว่า การเลือกตั้งสว.เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร ? โปรดมองดูที่ความเป็นธรรมและหลักวิชาที่มาที่ไปแห่งหลักการบ้าง  ในขณะเดียวกัน หลักการสรรหานั้นเป็นหลักการเผด็จการ จะไม่เข้าใจเลยหรือว่าใช่หรือไม่ใช่?   สำหรับประเทศไทยเรา กำลังจะปฏิรูปประเทศจากเผด็จการไปเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ จึงย่อมมีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว (ดูมาตรา 2 )   ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินลงโทษได้อย่างไร ? คุณจะอ้างเอาเหตุนี้ไปลงโทษ สส. สว. 312 คนนั้นได้อย่างไร ?   และโดยเหตุผลทางสถานะบุคคล สส.เป็นตัวแทนประชาชน มีประชาชนทั่วประเทศนับล้าน ๆ สนับสนุนอยู่ ในฐานะคนของประชาชน(หมายความว่าคุณจะตัดสินคนของประชาชน โดยว่างเปล่าปราศจากประชาชนไม่ได้  เขา...คนนับล้าน ๆ คนมองดูคุณอยู่)  แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสถานะเถื่อน ไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาจากเผด็จการ ซึ่งไม่มีความชอบธรรมในตำแหน่งหน้าที่ตรงนี้อยู่แล้ว  จะบังอาจกล้ามาปลดคนของประชาชนได้อย่างไร ?  ประชาชนเขาจะยอมหรือ? (ประชาชนจะยอมให้เกิดความอยุติธรรมอย่างนี้ขึ้นได้อย่างไร?)    ซึ่งกรณีเช่นนี้ ไม่เห็นต้องใช้หลักวิชานิติศาสตร์มาพิจารณาเลย  เพียงเรามีสามัญสำนึกของความเป็นคน อันเป็นหลักพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ก็ยังเห็นได้ว่า ไม่ใช่วิถีทางแห่งความเป็นธรรม หรือเป็น นิติธรรมอย่างไรเลย   แต่ระวัง  ทิฏฐิ และ อวิชชา(ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญต้องไปศึกษาจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนาให้แตกฉานเสียก่อนจึงควรมานั่งในตำแหน่งนี้)  จะเป็นตัวทำลายโลก

เช่นเดียวกับกรณี ถวิล เปลี่ยนศรี  ในเมื่อหลักการ กฎกติกาการบริหารราชการ  ย่อมให้อำนาจแก่ฝ่ายบริหารที่จะโยกย้ายข้าราชการ ทั้งฝ่ายการเมืองและประจำได้อยู่โดยปกติหลักการสากลของการบริหารราชการ หรือหลักรัฐประศาสนศาสตร์อยู่แล้ว  ก็จำเป็นจะต้องไปฟ้องร้อง เป็นคดี เป็นความใหญ่กันขึ้นมา และจะต้องมีการตัดสินลงโทษอย่างฉกาจฉกรรจ์ ถึงต้องปลดนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ  ได้อย่างไร ?     จะมีการตัดสินให้เรื่องราวมันวุ่นวายไปขนาดนั้นไปทำไม ?

นี่คือปัญหาทิฏฐิ และอวิชชา  เมื่อวิเคราะห์ตามหลักสัจธรรมแห่งพระพุทธศาสนา มันเป็นปัญหาอวิชชา ในแง่ที่ว่า  เหมือนกับเด็กเล่นไม้ขีดไฟ ไปใกล้คลังน้ำมันเบนซิน จะทำการเผาบ้านเผาเมืองและเผาตัวเองไปด้วยโดยไร้เดียงสา   ท่ามกลางสายตาชาวโลกที่มองอย่างระทึกตกอกตกใจอยู่ขณะนี้  มันเป็นปัญหาทิฏฐิ ในแง่ที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญ ยึดมั่นว่าตนเป็นคนสำคัญเหนือองค์กรอื่น และมีนักวิชาการพยายามจะให้เกิดทิฏฐิเช่นนี้เพื่อประโยชน์ของพวกเขา(เช่น นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ ยกว่าศาลรัฐธรรมนูญควรเป็นศาลที่มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินชี้ขาดปัญหาการบริหารประเทศ)ซึ่งตามหลักประชาธิปไตยแล้ว มันจะต้องไม่ได้สำคัญเหนือองค์กรอื่น  แต่ต้องเป็นแบบเสมอภาค  เข้าไหม? (อำนาจทั้ง 3 คือ นิติบัญญัติ  บริหาร และตุลาการ ต่างเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน ๆ ตรงไหนเป็นหน้าที่ของใคร ใครมีความชำนาญการอย่างไร ด้านไหน  ก็ให้เขาใหญ่ในตรงนั้น ทำหน้าที่ตรงนั้น เราอย่าไปก้าวก่าย ไปทำเกินหน้าที่ ไปแสดงความใหญ่เหนือเขา)   ในเมื่อมีทิฏฐิอันผิดไปจากหลักการที่ถูกต้อง จึงย่อมเป็นการไม่ยุติธรรมต่อสังคม  ทำสังคมวุ่นวายเสียหายอย่างสุดประมาณอยู่ขณะนี้   

 

ฉะนั้น  ไม่ต้องพิจารณาตามหลักนิติศาสตร์ที่ลึกซึ้งของนักนิติศาสตร์ไทยยุคนี้หรอก  เพียงพิจารณาตามสามัญสำนึกของประชาชนผู้มีวิญญาณประชาธิปไตยเท่านั้น  มันก็เห็นอะไรยุติธรรม  อะไรไม่ยุติธรรมอยู่อย่างแจ่มแจ้งแล้ว

และ  ความอยุติธรรมได้ปลุกกระแสต่อต้านอมาตย์ และขบวนการอำมาตย์ ซึ่งรวมถึงนิติศาสตร์ฝ่ายอำมาตย์ที่โง่เขลาอวิชชานี้ด้วย ...มาอย่างตลอดต่อเนื่อง  จนกลายเป็นพลังอันชอบธรรมและทรงพลังขณะนี้แล้ว หากจะทำการตัดสินเรื่องราวอันไร้สาระให้กลายเป็นเด็กเล่นไม้ขีดไฟอยู่ต่อไปอีก  ก็เท่ากับว่า เราไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมมาเลย    ปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไขจากองค์ที่มีหน้าที่แก้ไขให้ความยุติธรรมได้ กลับสร้างปัญหาอันยิ่งใหญ่เสียเอง แล้ว  มันก็ต้องเดือดร้อนถึงประชาชนทั่วประเทศผู้รักความยุติธรรม  ที่ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้กำจัดอธรรมเสียให้สิ้นไปทั้งโคตร  นี่คือโอกาสของการปฏิรูปประเทศไทยครั้งสำคัญ ที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจะไม่พลาดโอกาสอย่างแน่นอน

 

ยอดเยี่ยม ยิ่งยง
27 เม.ย.2557  08.30.20 น.

ผู้แสดงความคิดเห็น ยอดเยี่ยม ยิ่งยง วันที่ตอบ 2014-04-29 07:03:40


ความคิดเห็นที่ 29 (3390238)

 มีคนกำลังด่านายอยู่นะ  พล.อ.เปรม  ว่านายมีผัวเยอะที่สุในโลกนี้ 

มันชื่อ  หมูไม่กลัวน้ำร้อน   พรศักดิ์ ศรีละมุน  .... รีบหมุนไปดูหน่อยนะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น 001 วันที่ตอบ 2014-05-16 18:43:02


ความคิดเห็นที่ 30 (3390242)

 FB : Phayap Panyatharo

 พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ เป็นประธานองค์มนตรี แต่ไม่เคารพในพระราชดำรัส ที่ทรงตรัสเรื่องมาตรา ว่า นรม.ที่มาจากม.ไม่เป็นประชาธิปไตย..ใครคิดก็มั่ว....พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยอมรับว่า ประชาธิปไตยเป็นหนทางการพัฒนาของประเทศยุคนี้ ทรงรับหลักการธรรมดา ๆ ของระบอบนี้ ในแง่ที่ว่า ทรงเป็นกษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย นั่นคือทรงมอบอำนาจอธิปไตยไว้แด่ประชาชน ....

และทรงปล่อยให้การเมืองเป็นไปตามระบบการเมือง แก้ปัญหาการเมืองด้วยระบบการเมืองเอง ตามหลักการรัฐศาสตร์ที่ว่า การเมืองแก้ด้วยการเมือง

แต่พล.อ.เปรม ไม่เคยยอมรับพระราชดำรัส การเมืองแก้ด้วยการเมือง ดังได้เห็นพฤติกรรมมาแล้วหลายครั้งที่พล.อ.เปรมได้กระทำการแทรกแซงการเมืองไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่การทำรัฐประหาร 19ก.ย.2549 ซึ่งเป็นการละเมิดดำรัสพระมหากษัตริย ์มาครั้งหนึ่งแล้ว เร็ว ๆ นี้พล.อ.เปรม แม้อายุ 94 แล้วก็มิได้วางมือการเมือง ได้ปรึกษากับ พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผบ.สส.คนแก่อายุ 92 พอ ๆ กัน ซึ่งคน ๆ นี้ได้ยกหางตนเองว่าเป็น รัฐบุคคล Man of Stateว่าจะต้องขับไล่ นรม.ยิ่งลักษณ์ออกไปและจัดตั้งนรม.ฝ่ายอมาตย์ตามม.7

[พล.อ.สายหยุด เกิดผลได้กล่าวอาฆาต นรม.ยิ่งลักษณ์ว่า จะลาออกเองหรือจะให้ไล่ออก(แล้วก็จริง เมื่อศาลรธน.ตัดสินให้พ้นจากตำหน่ง นรม.เมื่อวันที่ พ.ค.2557)

อันเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไปตามพระราชประสงค์ แต่คิดจะช่วยพวกของตน โดยวิธีที่ไม่เป็นไปตามพระราชประสงค์ คือประสงค์ต่อระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง นั่นคือจะหาทางช่วยนายสุเทพ ซึ่งเป็นคนต้องโทษข้อหากบฏแผ่นดิน ที่อสส.สั่งฟ้องไปแล้ว ตั้งนรม.ม.ให้ได้.....โดยเดิมจะให้กองทัพทำการรัฐประหารแต่กองทัพไม่เอาด้วย จึงมาใช้งานองค์กรอิสระที่เคยรับใช้มาอย่างซื่อสัตย์อีกครั้งหนึ่ง อันเป็นผลให้นรม.ยิ่งลักษณ์พ้นจากตำแหน่งไปเมื่อ พ.ค.2557 .....

นี่คือพฤติกรรมที่พล.อ.เปรม ไม่ซื่อตรงต่อสถาบัน

 

ซึ่งในอดีตยังมีหลักฐานชัดเจนก็กรณีม็อบพันธมิตร-ประชาธิปัตย์ยกขบวนปิดกั้นเส้นทางพระราชดำเนินในปีพ.ศ.2551โดยปิดถนนราชดำเนิน ไม่ยอมให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมพระราชวงศ์ (พร้อมคณะรัฐบาลและคณะทูตานุทูต) เสด็จผ่าน ในคราวพระราชทานเพลิงศพ พระเจ้าพี่นางเธอ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่สนามหลวง โดยปิดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินช่วงถนนราชดำเนินอยู่ทั้ง วันที่ทรงเสด็จไปทรงพิธีกรรม จนพระองค์ต้องทรงเสด็จเลี่ยงไปทางถนนลูกหลวง อันเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติยศของสถาบันอย่างมากมายจนมิอาจอภัยให้ได้ อันเป็นโทษหนักถึงกบฏ

แต่พล.อ.เปรม ในฐานะประธานองค์มนตรีก็ไม่ได้ทำการปกป้องเกียรติของสถาบันแต่อย่างไร แต่กลับปกป้องพวกพ้องตนเองคือพรรคประชาธิปัตย์ผู้นำม็อบขวางเส้นทางพระราชดำเนินคราวนั้น นี่คือคนทรยศ และทรราช

 

ทุกวันนี้ไม่มีใครแม้ประชาชนผู้จงรักภักดีก็ไม่อาจจะตรวจสอบได้ถึงความจงรักภักดีของพลเอกเปรมต่อสถาบันกษัตริย์ แต่ได้มีข้อสงสัยมากมายว่าพล.อ.เปรมมีความซื่อสัตย์จงรักภักดีและเป็นที่น่าไว้วางใจต่อสถาบันขนาดไหน 

ผู้แสดงความคิดเห็น ยอดเยี่ยม ยิ่งยง วันที่ตอบ 2014-05-16 20:49:07



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.