ReadyPlanet.com
dot dot
bulletBUDDHISM to the NEW WORLD ERA
bullet1.Thai-ไทย
bullet2.English-อังกฤษ
bullet3.China-จีน
bullet4.Hindi-อินเดีย
bullet5.Russia-รัสเซีย
bullet6.Arab-อาหรับ
bullet7.Indonesia-อินโดนีเซีย
bullet8.Japan-ญี่ปุ่น
bullet9.Italy-อิตาลี
bullet10.France-ฝรั่งเศส
bullet11.Germany-เยอรมัน
bullet12.Africa-อาฟริกา
bullet13.Azerbaijan-อาเซอร์ไบจัน
bullet14.Bosnian-บอสเนีย
bullet15.Cambodia-เขมร
bullet16.Finland-ฟินแลนด์
bullet17.Greek-กรีก
bullet18.Hebrew-ฮีบรู
bullet19.Hungary-ฮังการี
bullet20.Iceland-ไอซ์แลนด์
bullet21.Ireland-ไอร์แลนด์
bullet22.Java-ชวา
bullet23.Korea-เกาหลี
bullet24.Latin-ละติน
bullet25.Loa-ลาว
bullet26.Luxemberg-ลักเซมเบิร์ก
bullet27.Malaysia-มาเลย์
bullet28.Mongolia-มองโกเลีย
bullet29.Nepal-เนปาล
bullet30.Norway-นอรเวย์
bullet31.persian-เปอร์เซีย
bullet32.โปแลนด์-Poland
bullet33.Portugal- โปตุเกตุ
bullet34.Romania-โรมาเนีย
bullet35.Serbian-เซอร์เบีย
bullet36.Spain-สเปน
bullet37.Srilanga-สิงหล,ศรีลังกา
bullet38.Sweden-สวีเดน
bullet39.Tamil-ทมิฬ
bullet40.Turkey-ตุรกี
bullet41.Ukrain-ยูเครน
bullet42.Uzbekistan-อุสเบกิสถาน
bullet43.Vietnam-เวียดนาม
bullet44.Mynma-พม่า
bullet45.Galicia กาลิเซียน
bullet46.Kazakh คาซัค
bullet47.Kurdish เคิร์ด
bullet48. Croatian โครเอเซีย
bullet49.Czech เช็ก
bullet50.Samoa ซามัว
bullet51.Nederlands ดัตช์
bullet52 Turkmen เติร์กเมน
bullet53.PunJabi ปัญจาบ
bullet54.Hmong ม้ง
bullet55.Macedonian มาซิโดเนีย
bullet56.Malagasy มาลากาซี
bullet57.Latvian ลัตเวีย
bullet58.Lithuanian ลิทัวเนีย
bullet59.Wales เวลล์
bullet60.Sloveniana สโลวัค
bullet61.Sindhi สินธี
bullet62.Estonia เอสโทเนีย
bullet63. Hawaiian ฮาวาย
bullet64.Philippines ฟิลิปปินส์
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletMystery World Report รายงานการศึกษาโลกลี้ลับ
bulletสารบาญโหราศาสตร์
bulletหลักโหราศาสตร์ว่าด้วยดวงกำเนิดและดวงฤกษ์รวมคำตอบคลี่คลายปัญหาข้อข้องใจเกี่ยวกับการทำนายชะตาชีวิต
bulletทุกความคิดเห็นจากเวบนี้(เริ่ม ก.พ.55)
bulletประชาธิปไตยเท่านั้น1
bulletประชาธิปไตยเท่านั้น 11
bulletทุกความคิดเห็นจากหน้า1(ก่อน ก.พ.55)
bulletทุกความคิดเห็นจากเวบบอร์ด(ถึงก.พ.55)
bulletภาค 11
bulletภาค 12
bullet54.Hmong ม้ง
bulletหน้าที่เก็บไว้




75..อริยสัจ 4 ข้อที่ 1 ทุกข์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

1.

 อริยสัจธรรมข้อที่ 1 ทุกข์ 

----- 

ทุกข์เพราะเกิดมามีชีวิตที่ต้องเลี้ยงดู หากินหาอยู่ไปไม่หยุดหย่อน จนแก่แล้วก็มีแต่นอนรอความตายสถานเดียว ครั้นตายลงแล้ว ไม่นานก็มาเกิดใหม่ และก็พบทุกข์ไปอีกเหมือนเดิม ไม่ต่างไปจากเดิมเลยนั่นเอง

เกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้ว เกิดมาใหม่ มาพบทุกข์อย่างเดิมไปใหม่ แก่เจ็บ แล้วตายลงไปใหม่ แล้วกลับมาเกิดใหม่ อย่างวันนี้คนเราแต่ละคนมีการเกิดมาแล้วเป็นรอบๆไปนับโกฎิ นับล้านรอบ นับโกฏินับล้านปีมาแล้ว และยังจะเป็นเช่นนี้ไปในวันหน้า  ไม่รู้อีกกี่ล้านโกฏิปี

แต่เราแสนโง่  เพราะไม่เคยคิด ไม่คิดหยุดยั้งการเกิดเสีย เมื่อหยุดการเกิดเสียได้ ก็ไม่มีการตาย  ไม่มีการเกิดใหม่ไปอีกไม่รู้จบสิ้น นับโกฏฺนับล้านปีต่อไปข้างหน้า  เกิดมาทำไมมาพบแต่ความทุกข์ซ้ำ ๆ ไปไม่รู้จบลงเลย ?

ทำตามคำสอนด้วยพระมหากรุณาเมตตาของพระพุทธเจ้าเถิด  ที่ทรงบอกไว้ว่า  เกิดมามีชีวิตแล้วก็ให้ทำแต่ความดี อย่าทำความชั่วเลย เท่านั้นเองก็ไม่มีการเกิดอีก พ้นทุกข์ไปได้ชั่วนิรันดร 

และนั่นแหละ อรหันตนิพพานละ ที่แห่งความสุขอมตะนิรันดร ที่แห่งความพ้นทุกข์อมตะนิรันดร  ไม่มีการเกิดอีกเลย  ฉะนั้น จงเร่งทำความดีเสียเถิด อย่าเสียเวลารอช้าอยู่เลยนับตั้งแต่บัดนี้เวลานี้เทอญ

  •  Phayap Panyatharo

             27 ตุลาคม 2564  เวลา 22:46 น.  ·

-----

*****

-----  

2.

   อริยสัจธรรมว่าด้วยทุกข์  ทุกข์เป็นความจริงที่น่าเบื่อหน่าย 

-----

ความจริงอันน่าเบื่อหน่ายของชีวิตนี้นั่นก็คือความทุกข์ ชีวิตเป็นทุกข์  เมื่อเกิดมาแล้ว สิ่งที่ได้พบได้เผชิญอย่างยากลำบากไปตลอด  ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่มีอะไรเลยจริง ๆ  นอกจาก ทุกข์ สุก ๆ ดิบ ๆ เท่านั้นเอง ไม่มีความสุขที่แท้จริงที่ยั่งยืนเลย

ดี ๆ ชั่ว ๆทำไปจนเป็นนิสัยนั่นเองจึงไปไม่พ้นทุกข์หมุนวนอยู่ในวัฏฏะสงสาร  แต่พุทธองค์ทรงสอนให้ทำแต่ความดีอย่างเดียว อย่าทำชั่ว นั่นแหละเคยทำ ทำได้อย่างนั้นหรือไม่เล่า?

เมื่อเราทำอะไรลงไปสิ่งที่เราทำนั้นก็ลงไปสะสมในดวงใจเรา เมื่อเราทำแต่ความดี  ก็มีแต่ความดีเท่านั้นไม่มีอะไรปนเลย ครั้นสะสมความดีเต็มหัวใจล้นปรี่แล้ว ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น

ปาฏิหาริย์แห่งความดีนั่นเอง ก็ไปรู้ ไปเห็น ไปพบอะไร ๆ  ด้วยการทำแต่ความดีเถิด เห็นด้วยตนเองผู้เดียว แบบว่าสว่างไสวรู้แจ้งเห็นจริงสิ้นข้อสงสัยไปหมด  นั่นแหละการบรรลุมรรคผลนิพพานที่พ้นทุกข์ไปเลยชั่วนิรันดร!

อริยสัจธรรมว่าด้วยทุกข์  ทุกข์เป็นความจริงที่น่าเบื่อหน่าย

  • Phayap Panyatharo

      30  ตุลาคม  2564  เวลา  23.00 น.  

-----

*****

----- 

 3.

   ก็เห็นแล้วว่าทุกข์ แต่สิ่งที่ท่านไม่รู้เลย

 

----- 

ทุกข์ ก็เห็นแล้วว่าทุกข์

แต่สิ่งที่ท่านไม่รู้เลยก็คือ  ชีวิตนี้ต้องเป็นทุกข์อยู่กับทุกข์ แบบไม่มีวันจบสิ้นลงเลยชั่วนิรันดร  

ตราบใดที่ยังเป็นคนธรรมดา ๆหรือ ปุถุชนๆอยู่

เช่นท่านอาจจะเข้าใจว่าเสพกามก็เป็นสุดยอดของความสุข  ได้เป็นใหญ่เป็นโต มีอำนาจเหนือคนทั้งหลายก็เป็นสุดยอด หรือแม้มีทรัพย์สมบัติมหาศาล อาจซื้อโลกได้ทั้งโลก ก็มีสุข  นั้นเป็นสิ่งที่ท่านไม่รู้  ว่าไม่พ้นทุกข์เลย เพราะท่านเป็นเพียง ปุถุชนคนธรรมดาอยู่   เอาว่าท่านจะเป็นอะไรก็ไม่พ้นแก่ชรา หูตาก็มืดมัว แข้งขาเหี่ยวแห้งไร้แรงกาย  แล้วไปไหนไม่ได้  ได้แต่นอนรออะไรอยู่อย่างเดียว ยังโง่ใฝ่หวังอยู่ว่าตนอาจจะไม่ถึงตาย  แต่แล้วที่สุดก็ตายลงไปจนได้  ตายแล้วก็ยังโง่ห่วงอำนาจห่วงทรัพย์สมบัติอยู่อีก  หารู้ไม่ว่าตายแล้วก็แบกขนเอาอำนาจ เอาทรัพย์สมบัติติดตัวไปไม่ได้เลย  

นี่คือสิ่งที่ท่านทั้งหลายทั้งโลกไม่รู้    ไม่มีวันที่ปุถุชนคนธรรมดาทั้งหลายจะพ้นทุกข์ไปได้เลย   โลกนี้มีแต่ทุกข์เท่านั้น  มีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิด   มีแต่ทุกข์เท่านั้นดับ    ทุกข์เท่านั้นเกิด ๆ  ดับ ๆ หมุนวนไปมาอยู่อย่างนี้ 

และแม้เทพเทวาพรหมพระเจ้าทั้งหลาย ก็เป็นเช่นนี้แหละ เป็นปุถุชนอยู่เหมือนคนทั้งหลายนั้นเอง จึงยังไม่พ้นทุกข์เลย

ทางที่ถูกที่พุทธองค์ทรงนำมาบอกที่สุดแสนล้ำค่าก็คือ 

จงประพฤติแต่ความดีส่วนเดียว โดยพระโอวาทปาฏิโมกข์ 1. จงละเว้นการทำชั่ว  2. จงทำแต่ความดี  3. จงชำระจิตใจให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ตลอดเวลา  นั้นแหละ  ก็จะได้พบทางไปสู่ความหลุดพ้น   หลุดพ้นไปจากความเป็นปุถุชนๆ คนธรรมดา ๆ เกิดใหม่เป็นอริยชน-อริยบุคคล เป็นพระโสดาบัน  พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์

ทางนี้ทางเดียวอันสุดแสนประเสริฐที่สามารถนำปุถุชนคนธรรมดาทั้งหลายไปสู่ความพ้นทุกข์ได้  

และจงรีบทำเถิด ละสิ่งที่ชั่ว รีบทำความดีเถิดอย่าได้รอช้าอยู่เลย

และจงตรวจสอบจิตใจอย่างสม่ำเสมอ  อย่าให้มีสิ่งสกปรกตกใส่อีกเลย ให้มีแต่ความสะอาดล้วน ๆ   นั้นแหละมรรค ผล นิพพาน อันพ้นทุกข์ เป็นความสุขแท้นิรันดร

  • Phayap Panyatharo 

      13 ธันวาคม, 2564  เวลา  11.00 น.

 -----

*****

-----    

4.

     อริยสัจข้อที่ 1 ทุกข์  ทุกข์คืออะไรหนอ ?

-----

อริยสัจข้อที่ 1 ทุกข์  ทุกข์คืออะไรหนอ ?

ทุกข์คืออะไร?

ทุกข์ก็คือความยากลำบากลำเค็ญ ความท้อถอยหดเหี่ยวใจ  ความเจ็บไข้ได้ป่วยความแห้งแล้งของชีวิต ของโลกและสรรพสิ่ง นั้นเอง

ทุกข์คืออะไรหนอ?

ทุกข์เป็นคุณสมบัติประจำของชีวิตทั้งหลายบนโลกใบนี้  โลกเป็นทุกข์  รวมทั้งเป็นคุณสมบัติของสิ่งที่ไม่มีชีวิต วัตถุ สิ่งของ ทุกชนิดด้วย  รวมทั้งเป็นคุณสมบัติของโลกทั้งหลาย แม้โลกเทพเจ้า  โลกนาคะบาดาล  ทั้งสรรพสิ่งในโลกและจักรวาลเลยทีเดียว

และแท้จริง ทุกข์นั้นก็คือ มหาภัยอันตราย  คือความเสื่อมสลาย ความวอดวาย  ความพินาศย่อยยับดับสลายนั้นเอง  นี่แหละทุกข์

เป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัว  สำหรับมนุษย์ผู้มองเห็นใช่ไหม?    ใช่เลย !!

แล้วทำไมจึงไม่กลัวกันเล่า ?  ทำไมไม่รีบวิ่งหนีไปเสียโดยเร็ว ให้พ้นมหาภัยนี้เสียเล่า?

ก็เพราะยังไม่รู้ความจริงเรื่องทุกข์นี้เท่านั้นเอง  ยังมองไม่เห็นเท่านั้นเอง ด้วยความเขลามีดวงตามืดบอดอยู่   แต่เมื่อรู้แล้ว  นั่นแหละจะตื่นตกใจและหวาดหวั่นครั่นคร้ามมหาภัยแห่งทุกข์นี้อย่างที่ ไม่อาจจะอยู่นิ่งเฉยต่อไปได้

ความเสื่อมสลาย ความวอดวาย  ความพินาศ  ความตายลับดับสภาวะลงไปของชีวิตและสรรพสิ่ง นั้นแหละเป็นสิ่งธรรมดาสภาพธรรมดาๆ ของทุกข์ 

ทุกข์นั้น  แท้จริงเป็นกองไฟกองใหญ่ ลุกพลุ่งโพลงไหม้โลกและสรรพสิ่ง  แม้ทั้งจักรวาลทั้งหลาย  แม้โลกพรหมโลกอินทร์  โลกเทพ อยู่ตลอดมาแม้ขณะนี้วันนี้

ซึ่งอริยสาวกผู้รู้ บรรลุแล้วซึ่งโสดาบันมรรคในศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมองเห็นเพลิงทุกข์อันไหม้โลกอยู่ และมีแต่จะรีบวิ่งหนีไปจากโลกนี้อย่างสุดชีวิต  จนกว่าจะพ้นโลกไปได้และบรรลุสู่โลกนิพพาน โลกแห่งความหลุดพ้น  แห่งความเย็นที่พ้นทุกข์ เป็นอมตะนิรันดร

นี่แหละความจริงเกี่ยวกับทุกข์ละ อันเป็นคำสอน อริยสัจธรรม ข้อที่ 1 ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า

ฉะนั้น  จงตื่นเถิด  ตื่นจากความหลับเสียทีเถิด  มาดูความจริงเรื่องทุกข์นี้ที่เห็นอยู่ขณะนี้  แล้วรีบออกวิ่งเถิด 

วิ่งหนีเพลิงทุกข์ มหันตภัย ความเสื่อมสลาย  ความวอดวายพินาศจากเพลิงทุกข์ สู่โลกนิพพาน แห่งความเย็นเป็นที่สบาย ที่แห่งความสุขแท้เป็นอมตะพ้นทุกข์นิรันดร.

·         PhayapPanyatharo
11 ม.ค. 2565 08.00 

-----

*****  

-----

        

5.

      อริยสัจธรรม ข้อที่ 1  ทุกข์  ทุกข์ คืออะไรหนอ ?  ทุกข์ก็คือสงครามนั่นเอง 

 

-----

อริยสัจธรรม ข้อที่ 1  ทุกข์  ทุกข์ คืออะไรหนอ ?  ทุกข์ก็คือสงครามนั่นเอง

ทุกข์คือการรบ การต่อสู้ ที่ไม่เคยหยุดหย่อนลงเลยแม้ได้เลือดและชีวิตไปจนท่วมแผ่นดินท่วมโลก

เช่นที่กำลังจะรบกันอีก ชายแดนยูเครน ขณะนี้  ระหว่างรัสเซียกับอเมริกา ...

ก่อนสงครามก็คือทุกข์   มีทุกข์กันขนาดใหญ่

 ขณะทำสงคราม ก็ทุกข์มหันตภัย อันตราย วายวอดกันทั้งสนามรบ   

  และหลังสงคราม  ก็ทุกข์ ทั้งเมือง ทั้งประเทศ  ทั้งโลก 

ทุกข์มีไว้สำหรับสรรพสิ่ง  ไม่ใช่เพียงชีวิตมนุษย์สัตว์ทั้งหลาย

แม้แผ่นดินโลกเองก็เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา

ทุกข์เพราะน้ำท่วมโลก เพราะสินามิ  เพราะแผ่นดินไหว แตกแยก   ภูเขาไฟระเบิดท่วมเมือง   ทุกข์เพราะอากาศร้อน ๆ หนาว ๆ  เพราะน้ำแข็งละลายท่วมโลก

 ทุกข์เพราะบรรยากาศที่หุ้มห่อโลกเปลี่ยนแปลงไป  ทุกข์เพราะจักรวาลเปลี่ยนแปลงไป  ทุกข์เพราะดาวจะเข้ามาชนโลก

ในร่างกายมนุษย์เรานั้นเอง  ตัวเรากับเรา ตัวกูนั้นเอง แท้จริงก็มีสงครามอยู่ตลอดเวลา  มีการสู้รบแบบสงครามอยู่ตลอดเวลา

ทั้งสงครามภายนอกและสงครามภายใน  จงหมั่นพิจารณาให้พบความจริงเถิด

อันเป็นเหตุมาจากลมฟ้า อากาศ อาหารเป็นพิษ  

ขันธ์ทั้ง 5 คือ รูป,  เวทนา,  สัญญา,  สังขาร, วิญญาณ,  ตามหลักศาสนาพุทธนั้นเอง เป็นแดนสงครามหรือสนามรบที่รบกันอยู่ตลอดเวลา มีสงครามอยู่ภายในร่างกายมนุษย์ สัตว์ทั้งหลายอยู่ตลอดเวลานาที  วินาทีเลย

นั้นแหละสัจธรรมว่าด้วยทุกข์

ทุกข์คืออะไรหนอ ? ทุกข์คือ สงคราม

เมื่อพบความจริงเช่นนี้  ก็จงรำลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทรงเสด็จมาสั่งสอนมนุษย์ทั้งหลาย ถึงสัจธรรมว่าด้วยทุกข์ นั้น  เป็นสิ่งที่จะพ้นไปไม่ได้ 

สรรพสิ่งเป็นทุกข์เช่นนี้เองเลย

ทรงสอนวิธีเดียวที่จะเอาตนพ้นทุกข์ไปได้ ก็คือรีบหนีไปเสียจากทุกข์ จากโลกที่เป็นทุกข์นี้เถิด 

วิถีทางเดียวเท่านั้น  ทางอื่นไม่มี  แม้ไปสู่สวรรค์วิมานเทพเจ้า เทพนาคาใต้พิภพก็มิได้พ้นไปจากสงครามเลย

หนีไปสู่โลกนิพพาน  ทางที่พุทธองค์ทรงชี้ไว้  และ ที่มีพระอริยบุคคลทั้งหลาย นับแต่ โสดาบัน,  สกทาคามี,  อนาคามี, และ พระอรหันต์,  เดินนำไปแล้ว นู้น เอาเถอะ  รีบ ๆ ไปเลย 

อย่าไปห่วงใยอาลัยอะไรทั้งนั้น รีบ ๆ ไปเลย ก่อนจะตายเสียเพราะสงคราม.

*** 22 ม.ค. 2565  10.00 น. 

-----   

*****

-----

6.

อริยสัจธรรมข้อที่ 1 ว่าด้วยทุกข์  ปาฏิหาริย์ของความรู้แจ้ง

-----

ความรู้แจ้งทุกข์ อริยสัจธรรมว่าด้วยทุกข์ นั้นเอง

โดยการหมั่นคิด พิจารณาตรึกตรองดูความจริงนี้เสมอ ๆดุจเป็นหน้าที่สำคัญของชีวิตที่ขาดไม่ได้จนวันหนึ่งก็จะรู้แจ้งความจริงขึ้นมา

ตามที่กล่าวมาตามลำดับแล่วนั้น    กล่าวคือรู้แจ้งทุกข์โดยปราศจากความสงสัยไปทั้งสิ้นแล้ว   ก็จักส่งผลแด่ภูมิปัญญาให้สว่างไสวขึ้น  รู้แจ้งสภาวะทุกข์ทั้งมวล  สภาวะทุกข์ของชีวิตมนุษย์ และสรรพสิ่ง  แม้โลกมนุษย์ โลกอมนุษย์ โลกเทพ โลกพรหม ด้วยการบังเกิดขึ้นของมหาปัญญาของเรานั้นเอง จากความมืดทึบระเบิดขึ้นสู่ความสว่างไสวเจิดจ้า   และนั้นแหละส่งให้พ้นไปจากความนึกคิดจินตนาการแบบปุถุชนคนธรรมดาทั้งหลาย เป็นปัญญาพระอริยบุคคล  นั่นแหละ เท่ากับการบรรลุธรรมขึ้นมา กลายสภาพจากปุถุชน คนธรรมดา ไปเป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา

และการรู้แจ้งทุกข์ ไม่มีข้อสงสัยใดใดเลย สิ้นความสงสัยไปทั้งหมดทั้งสิ้น นี่แหละการบรรลุสู่ฐานะพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบัน ไปถึงระดับพระ อรหันต์ 

นี่แหละปาฏิหาริย์ของความรู้แจ้ง  

และปาฏิหาริย์เช่นนี้ มีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่มีในลัทธิศาสนาอื่นใด ตามที่พระบรมศาสดาทรงตรัสไว้ก่อนปรินิพพานแด่พระสาวกอรหันต์องค์สุดท้ายว่า  อริยบุคลทั้ง 4 นับแต่ โสดาบัน  สกทาคามี  อนาคามีและ อรหันต์นั้นมีอยู่แต่ในศาสนานี้เท่านั้น  ศาสนาอื่นไม่มี

จึงเป็นมหาลาภมหาประโยชน์ของมนุษย์ทั้งโลก ที่พึงมีความปิติยินดี  เมื่อได้พบ ได้รู้สัจธรรมในพระพุทธศาสนา  นั้นก็หมายความถึงสัจธรรมนี้มีแด่ในศาสนาพุทธเท่านั้น  ไม่มีบุคคลอื่นใดจะสามารถปฏิบัติตนให้พ้นทุกข์ไปได้ นอกจากสาวกของพระพุทธศาสนา และผู้อื่นใดที่ใฝ่ใจศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  เริ่มแต่อริยสัจธรรมว่าด้วยทุกข์นี้  อันเป็นความรู้เพื่อเอาตนให้พ้นไปจากทุกข์ แห่งโลก จากโลกแห่งทุกข์ สู่ความสุขแท้ อมตะ นิรันดร ในโลกใหม่ คือมหาปรินิพพาน นั้นเอง

·        Phayap Panyatharo
6 ก.พ.2565 09.40 น.  

-----

*****
-----


7.

7..อริยสัจธรรมข้อที่ 1  ทุกข์  เพียงหมั่นพิจารณาด้วยปัญญาให้รู้แจ้งทุกข์เท่านั้นเอง  ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้น

-----

คำว่า ปาฏิหาริย์ของความรู้แจ้ง นั้นเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายตั้งแต่มนุษย์ธรรมดา ๆ ไปจนถึงเทพ เทวดาพรหม  มาร และพระเจ้า จะได้พบด้วยตนเองว่าเมื่อได้รู้ความจริงเกี่ยวกับทุกข์นี้แล้ว  ก็จะเกิดอิทธิฤทธิปาฏิหาริย์ทางปัญญา อันนำไปสู่ความรู้แจ้งจริงนี้ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มหัศจรรย์ ล้ำค่า และจะบันดาลผลมหัศจรรย์แด่ดวงจิต มีลักษณะเห็นแจ้งความจริงเกี่ยวกับทุกข์แห่งโลกทั้งหลาย  ชีวิตทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งหมดทั้งสิ้น  เป็นการเห็นแจ้งความจริงด้วยปัญญาอันยิ่งใหญ่ จนสามารถทะลุพ้นไปจากโลกได้ ไปสู่อีกโลกหนึ่งที่พ้นทุกข์ทั้งหลาย  พ้นจากโลกแห่งเพลิงโหมไหม้ทรมาน แผดเผา  พ้นจากโลกแห่งสงครามการสู่รบที่ไม่มีวันจบสิ้น   มันเป็นผลจากการใช้ปัญญาโดยแท้จริง

ดังแม้พุทธองค์เอง ก็ทรงตรัสบอกแก่ปัญจวัคคีย์อันเป็นการแสดงธรรมบทแรก ครั้งแรก ที่เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร นั้นเองว่า  การที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ขึ้นมาเป็นพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนั้น เป็นผลมาจากปาฏิหาริย์แห่งปัญญานั้นเองดังที่ทรงตรัสตรัสยืนยันเป็นตอนๆ เป็นเรื่อง ๆ ไปว่า  จักขุงอุทะปาทิ(ตาดีได้เกิดขึ้นแล้ว), ญาณังอุทะปาทิ(ความหยั่งรู้ได้เกิดขึ้นแล้ว),   ปัญญาอุทะปาทิ(ความรู้แจ้งจริงได้เกิดขึ้นแล้ว),   วิชชาอุทะปาทิ(วิทยาได้เกิดขึ้นแล้ว)  อาโลโกอุทะปาทิ(แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้ว),    อุทะปาทิทั้ง 5 นั้นก็คือ มหาปัญญา ความคิด พิจารณา ตรองตรึกดูอยู่เสมอ จึงทรงรู้แจ้งอริยสัจ นั้นเอง

นี่แหละปาฏิหาริย์แห่งปัญญา โดยการหมั่นคิด พิจารณาตรึกตรองดูความจริงนี้เสมอ ๆดุจเป็นหน้าที่สำคัญของชีวิตที่ขาดไม่ได้จนวันหนึ่งก็จะรู้แจ้งความจริงขึ้นมา

 โปรดจงใช้เพียงความคิดสติปัญญาพิจารณาสัจธรรมเรื่องทุกข์ไปจนรู้แจ้งขึ้นมาตามลำดับเถิด  เริ่มแต่การรู้แจ้งว่า  การแก่  การเจ็บ  การตาย นั้นเป็นทุกข์   ทุกข์อย่างไร ให้เห็นแจ้งจริงด้วยปัญญา เห็นความจริง ในตัวของเราเองก่อนแล้วมองความจริงของผู้อื่นทั้งหลาย ของ ชีวิตทั้งปวง

และการเกิดมาแล้วไม่พ้นไปจากการแก่  การเจ็บ  การตายอีก  มันเป็นสิ่งที่เหมือนเดิม ดูด้วยปัญญาให้เห็นว่ามันเหมือนเดิม   เกิดมาหลายรอบ เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด ก็เป็นเหมือนเดิมอย่างนี้  ไม่ผิดไปจากเดิมเลย  ซึ่งการได้รู้แจ้งในวงเวียนแห่งทุกข์ว่าวัฏฏะสงสารนี้ก็จะทำให้เกิดความหน่ายความเอือมระอา  เบื่อหน่ายแก่ชีวิต ความมีชีวิต  ทุรนทุรายกับการเกิดมา  เห็นแจ้งเรื่องทุกข์ในวัฏฏะสงสารชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้น  จนมุ่งมั่นจะหนีไปเสียจากโลกนี้ หนีไปให้ไกลไปจากการเกิด  ไม่ปรารถนาจะเกิดมาอีก  นั้นเองทำให้บรรลุสู่สถานะแห่งอริยบุคคลระดับโสดาบัน ในพระพุทธศาสนา ด้วยปาฏิหาริย์แห่งปัญญาจริงๆ

และครั้นได้พิจารณาต่อไป  มีปัญญาเห็นความจริงกว้างขวางต่อไปอีกว่า การเกิดมาแล้วก็ต้องตาย  ตายไปแล้วก็ต้องเกิดอีก ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็ตาม นับแต่เกิดในนรกอเวจีก็ตาม  เกิดเป็นสัตว์ก็ดี เกิดเป็นคนก็ดี  เกิดเป็นเทพ  เทวดา มาร พรหม  พระเจ้า ก็ดี  ก็หาได้พ้นไปจากการแก่  การเจ็บ และการตายไม่   การเกิดนั้นเองเป็นของคู่กับการตายเสมอไป  อย่าเลยเราอย่าพึงปรารถนาไปเกิดเป็นอะไรอีกเลย แม้เกิดเป็นเทพ เทวดา  พรหม  พระเจ้า   พระเจ้าจักรพรรดิ หรือส่ำสัตว์ในโลกบาดาล นรก  เป็นเจ้านรกก็ตาม ก็หาได้พ้นไปจากการตายไม่ หาได้พ้นไปจากกฎแห่งวัฏฏะสงสารไม่เลย

และเรารู้ต่อไปด้วยปัญญาที่สว่างพลุ่งโพลงขึ้นไปอีก ในสิ่งที่ที่ไร้วิญญาณทั้งหลาย  ว่าการเกิดของสรรพสิ่งทั้งหลายแม้โลกและ จักรวาล  มหาพาหิรากาศที่กว้างขวางมหาศาลสุดขอบเขต นั้น  มองด้วยอิทธิฤทธิ์ป่าฏิหาริย์แห่งปัญญาแล้ว ก็จะเห็นว่าหาได้พ้นไปจากความตาย ความเสื่อมสลายลงไปไม่วันหนึ่งสิ่งที่มหาศาลนั้นก็จะเสื่อมสลายพินาศไป โดยไม่ต้องสงสัยเลย

มาสรุปได้ว่า สรรพสิ่งทั้งหลาย  สังขารทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์เพราะการเกิด   และเพราะเกิดแล้วก็มีแก่  มีเจ็บ  และ มีตายลงไปในที่สุดเสมอ ๆ   ปาฏิหาริย์แห่งปัญญาก็เกิดขึ้นอย่างสูงสุดจนบรรลุอรหัตมรรคได้ทันที

 มีจักขุงอุทะปาทิ(ตาดีได้เกิดขึ้นแล้ว), ญาณังอุทะปาทิ(ความหยั่งรู้ได้เกิดขึ้นแล้ว),   ปัญญาอุทะปาทิ(ความรู้แจ้งจริงได้เกิดขึ้นแล้ว),   วิชชาอุทะปาทิ(วิทยาได้เกิดขึ้นแล้ว)  อาโลโกอุทะปาทิ(แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้ว),   

ฉะนั้น  แม้ไม่รู้อะไรเลย ไม่เคยเรียนธรรมะในศาสนาใดเลย  รู้เพียงสัจธรรมว่าด้วยทุกข์อย่างเดียวมาตามลำดับนี้ เพียงอย่างเดียวตามลำดับมานี้ก็พอเพียง    จงได้พยายามทางปัญญา ตรอง  ตรึก  นึกคิด พิจารณา ภาวนา  วิปัสสนาไปให้ลึกซึ้ง  อย่าหยุดลงเลย  จนวันหนึ่งก็ถึง บรรลุปาฏิหาริย์แห่งปัญญาอันเจิดจ้าสุดสว่างไสว

นั่นแหละได้รู้แจ้งอริยสัจธรรมข้อที่ 1 ทุกข์ ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า  ถึงจุดจบนิรันดรแห่งชีวิต  และนั่นแหละไปสู่โลกแห่งความพ้นทุกข์ทั้งสิ้นทั้งปวง นั่นคือ โลกนิพพานขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า  ที่มีแต่ความบริสุทธิ สะอาด สว่าง สงบ  ไม่มีอะไร  ที่ว่างไปหมด และที่มีแต่ความสุขอันอมตะเป็นนิจนิรันดร์กาล นั้นเลยทีเดียว

                ขอจงได้พยายามอย่าหยุดยั้งลงไปเลย ไม่มีวิชชา  ปัญญา  ญาณ และแสงสว่างใดเลิศประเสริฐไปกว่าความรู้แจ้งทุกข์อีกแล้ว

·        Phayap Panyatharo 23 ก.พ.2565 07.30 น.

-----

*****
-----

8.

8..อริยสัจธรรมข้อที่ 1 ทุกข์...ทุกข์ก็คือทุกข์นั้นเอง

-----

ทุกข์ก็คือทุกข์นั้นเอง, ไม่ใช่นิจจัง แต่เป็นอนิจจัง,  ไม่ใช่อัตตา แต่เป็นอนัตตา

ตามที่เราชาวพุทธทั้งหลายทราบดีว่าอริยสัจธรรมทั้ง 4  ทุกข์,  สมุทัย, นิโรธ,  มรรค  นั้นทรงประกาศโดยพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร  ซึ่งเป็นผลให้ท่านอัญญาโกณทัญญะสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลโสดาบัน ด้วยรู้แจ้งสัจธรรมว่า ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ  นิโรธธมฺมํ :สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งทั้งปวงนั้นมีอันดับไปเป็นธรรมดา ซึ่งนั้นก็คือ   เข้าใจเรื่องทุกข์ รู้แจ้งทุกข์ระดับหนึ่ง, รู้เรื่องการเกิดแล้วมีคู่กับการตาย,  รู้เรื่องการตายแล้วมีคู่กับการเกิด,  และ เป็นทุกข์ตลอดกาลในโลกแห่งทุกข์,  นั่นเข้าสู่ภาวะอริยบุคคลโสดาบันแล้ว และใครก็ตาม  ไม่ว่าชนชาติใด ศาสนาใด  แม้อมนุษยเทพเทวาทั้งหลายก็ตาม เมื่อรู้แจ้งเช่นนี้แล้วอย่างลึกซึ้ง สิ้นข้อสงสัย ก็ย่อมบรรลุอริยบุคคลโสดาบันได้

จากนั้นต่อมาอีก 7 วัน พระบรมศาสดาจึงทรงสอนปัญจวัคคีย์ทั้ง5 ต่อไปอีกด้วย  อนัตตลักขณะสูตร และนั่นเอง  ให้รู้แจ้งทุกข์อย่างละเอียดไปอีก สมบูรณ์ เป็นผลให้ทั้ง 5 องค์สำเร็จอรหันต์ทันทีเพราะบังเกิดปัญญารู้แจ้งทุกข์โดยสมบูรณ์  มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก 6 พระองค์ 

2.

และด้วย อนัตตลักขณะสูตรนี้เองที่พุทธองค์ทรงตั้งคำถามเตือนสติแด่ปัญจวัคคีย์ไปตามลำดับเริ่มแต่คำถามว่าปัญจักขันธา(หรือรูปธรรม+นามธรรม หรือชีวิตคนเราแต่ละคนนี้)  รูปธรรม นามธรรม เป็นนิจจัง หรือ อนิจจัง ....?

รูป.....เวทนา เป็นนิจจังหรือ อนิจจังรูป....เวทนา เป็นสิ่งเที่ยง-ถาวร หรือไม่เที่ยง-ไม่ถาวร ไม่เที่ยง-ไม่ถาวรพระเจ้าค่ะแล้วมันทำให้เกิดทุกข์หรือ สุขเล่าเกิดทุกข์ พระเจ้าค่ะ”

 รูป.....เวทนาอนัตตา,  รูป.... เวทนาเป็นอนัตตา มันไม่ใช่ อัตตา,   เพราะถ้ามันเป็นอัตตา มันก็จะไม่เจ็บ ไม่ไข้ ไม่ป่วย ไม่เป็นอันตราย...ก็จะเป็นไปตามใจเราปรารถนา ไม่แก่ ไม่เจ็บไม่ตาย ไม่เป็นอันตราย,   แต่ความจริงมันเป็นอนัตตามันจึงไม่ใช่ของเรา, เราสั่งมันไม่เชื่อ ไม่ตกอยู่ในอำนาจของเรา เราสั่งบังคับบัญชามันไม่ได้ ....... สั่งให้กูหายเจ็บ หายป่วย  หายตาย ได้ไหม?   ไม่ได้เลย    เพราะมันเป็นอนัตตานอกอำนาจของเรา  ธรรมดาเช่นนี้เอง

ที่ท่านอัญญาโกณทัญญะได้รู้แต่แรกว่า ยัง กิญจิ  สะมุทะยะธัมมัง  สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ : สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งทั้งปวงนั้นมีอันดับไปเป็นธรรมดา ...   นั้นแหละ รู้แจ้งทุกข์  และคำสอนเรื่องไตรลักษณ์ ที่ชาวพุทธรู้จักดี(แบบจำได้ติดปาก แต่ไม่เข้าใจ, ทั้งครูสอนและลูกศิษย์,  โง่ตาม ๆ กันไปทั้งครูและลูกศิษย์, แม้ระดับสงฆ์ชั้นยศ-ตำแหน่งสูงสุด, ระบบเจ้าขุนมูลนายสงฆ์ก็โง่ตาม ๆ กัน, สร้างปัญหาไปตาม ๆ กัน)  ทุกขัง,  อนิจจัง,   อนัตตา  ก็คือคำสอนเรื่องทุกข์เป็นระดับความรู้แจ้งชั้นอรหันต์  ที่ทรงแสดงต่อใน อนัตตลักขณสูตร เป็นผลให้ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 บรรลุปัญญาอรหันตภาวะพร้อมกัน นั้นเอง  

และที่จะทราบต่อไปก็คือ แม้ทุกข์ก็ดี  มันก็ไม่นิจจังทรงอยู่มั่นคงถาวรไปได้, มันไม่ได้เป็นอัตตา แต่เป็นอนัตตา,  สั่งการมันอย่างไร  ก็สั่งการมันไม่ได้  มันไม่เชื่อเรา,  เช่นเดียวกันกับสรรพสิ่งทั้งหลายที่ล้วนเป็น ทุกขัง,  อนิจจัง, และ อนัตตา, นั้นเอง  เมื่อมีทุกข์เกิดขึ้นวันนี้ นาทีนี้แล้ว ทุกข์นั้นก็หาได้ดำรงคงมั่น  นิจจัง ถาวร ไปไม่ ก็เดินไปสู่ความสลายไปทีละเล็กละน้อยตามทุกข์อริยสัจธรรมนั้นเอง  

3.

ผลดีเบื้องต้นของความรู้แจ้งทุกข์ก็คือ เรารู้ เห็นทางไปสู่ที่พ้นทุกข์อันเป็นทางรอด, ทางหนี, ไปเสียจากสงครามแห่งทุกข์,  เพลิงโหมครอบแห่งทุกข์, อันพ้นไปจากการเกิด และ การตาย,  และจะได้นิสัยรีบเร่ง ขยันขันแข็งในการทำความดี,  หมั่นขยันป้องกันแก้ปัญหาชีวิต ไม่ให้ทำบาป, มุ่งมั่นไปบนเส้นทางมรรคผลเสียตั้งแต่บัดนั้น,  รู้คุณค่าของเวลาแห่งชีวิตแต่ละนาที วินาที ไม่ยอมเสียเวลาทำความชั่วเลยแม้แต่วินาทีเดียว, รู้คุณค่าของวัย ในวัยเยาว์  วัยหนุ่มสาวที่มีพลังงานพร้อมอยู่ก่อน ขณะที่มีแรงงานเข้มแข็ง ยังหนุ่มยังสาวกันอยู่ อย่าให้เสียเวลาไปทำความชั่วเลย ให้ได้แต่ความดีถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง,  ให้ได้ความสำเร็จของการศึกษาอาชีพ, การดำรงอยู่ของชีวิตให้พอเพียง, นำพาชีวิตไปพบความความอยู่ดีกินดี มีการร่วมสร้างสังคมที่ดี พาสังคมไปจากการทำชั่ว,  ที่ทำแต่ความดีไปตั้งแต่เยาววัย แต่หนุ่มๆ  ไม่รอโอ้เอ้ ไปถึงแก่ชราเลย, เพราะรู้ดีว่ากาลเวลานำพาไปสู่ความแก่ ชราและรู้ดีว่าเมื่อถึงวัยแก่ชราแล้ว ทุกชีวิตก็จะเหมือนกันหมดเลยก็มีแต่นอนรอความตายสถานเดียวอันเป็นทุกข์สุด ๆ เลยของการเกิดมาในโลกนี้

และครั้นได้รู้แจ้งอริยสัจธรรมข้อที่ 1 ทุกข์ นี้แล้ว ก็จะสามารถรับกับสภาวะแห่งทุกข์ที่เราเผชิญอยู่ ผู้รู้คิดรู้พิจารณามีการตรึกการตรองอยู่ตลอดไปในปัญหาชีวิตที่เป็นทุกข์ จนบรรลุความรู้แจ้ง มีปาฏิหาริย์แห่งปัญญาเห็นความจริงของสรรพสิ่งแล้ว  นั้นเองย่อมจะพ้นทุกข์ไปสู่มรรคผล นิพพานได้โดยพลันทันที พบการเปลี่ยนแปลงในภาคภายในจิตใจอย่างหมดสิ้น นั่นคือการชำระความสกปรกทั้งสิ้น เป็นความสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาใหม่นั้นเอง จึงราวกับจากโลกหนึ่งไปสู่อีกโลกหนึ่งได้ทันทีทันใด และนั้นแหละการบรรลุโลกนิพพานขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า  ที่แห่งความพ้นทุกข์สู่ความสุขแท้ อมตะนิรันดร

นี่แหละ สิ่งที่ควรให้ได้รู้แจ้งกันทั้งโลก  อริยสัจข้อที่ 1 ทุกข์

·       Phayap Panyatharo  3 มี.ค.2565.08.40

-----

*****

----- 

 

9

9..อริยสัจธรรมข้อที 1 ทุกข์  การรู้แจ้งทุกข์เป็นเรื่องที่ควรจะง่ายดายสำหรับคนยุคใหม่ 

เรามาสู่ข้อสรุปที่เป็นประเด็นอย่างยิ่ง สำหรับคนยุคใหม่ ที่มีมันสมองความคิดที่ฉลาดปราดเปรื่องกว่าคนยุคเก่าก่อนอย่างเทียบกันไม่ได้   นั้นก็คือเรื่องปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องความรู้ การเรียน การศึกษา วิทยาการเชิงวิทยาศาสตร์ของคนยุคใหม่ที่เจริญไปอย่างยิ่ง ซึ่งนี่แหละเรื่องของปัญญา  ที่พุทธองค์ทรงตรัสแก่ปัญจวัคคีย์ไปตลอดว่า จักขุงอุทะปาทิญานังอุทะปาทิวิชชาอุทะปาทิ,   ปัญญาอุทะปาทิอาโลโกอุทะปาทิ (การบังเกิดขึ้นของดวงตาสว่างไสว,วิชาความหยั่งรู้, ปัญญาความรู้แจ้ง, วิทยาความรู้จริง, แสงสว่าง,ที่ทั้ง5อย่างนั้นทรงให้ความหมายถึงปัญญานั้นเอง การที่ทรงตรัสรู้ขึ้นมา เป็นผลจากปัญญา  ไม่ใช่ผลของการบำเพ็ญทุกกริยาอย่างสาหัสมาก่อนนั้นเลย   ปัญญารู้ความจริงของโลก ทำให้ทรงตรัสรู้ขึ้นมาใน 1 คืนนั้น

ฉะนั้น เพียงให้เกิดความรู้แจ้งจริงเรื่องทุกข์แล้ว ก็มีสิทธิบรรลุมรรคผลนิพพานได้ทันที  ให้ได้รู้ความจริงว่าด้วยทุกข์ไปอย่างละเอียดอ่อน เริ่มแต่ความจริงว่าโลกคือแดนทุกข์ สิ่งที่มีอยู่รอบข้างเราตลอดเวลานี้มีแต่ทุกข์  ทุกข์เท่านั้นเกิด ทุกข์เท่านั้นเป็นไปสุก ๆ ดิบ ๆทุกข์เท่านั้นดับไป, และเราเองก็จบลงด้วยทุกข์ ตายไปกับทุกข์  ครั้นมาเกิดใหม่ ก็ไม่มีอะไรที่ได้พบใหม่ ก็คงเป็นเหมือนเดิม มีแต่ทุกข์  เห็นความจริงว่าการมาเกิดใหม่นั้นหมายถึงการมาสู่ทุกข์อีกเป็นรอบใหม่ของวัฏฏะสงสารนั่นเอง  ซึ่งก็ยังเป็นแดนทุกข์เหมือนเดิม ไม่มีวันหลุดพ้นไปได้  ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น นับอนันตกาลนั้นเอง ส่งผลโดยตรงแก่ความเบื่อหน่ายอย่างที่สุดในชีวิตที่เป็นอยู่  จนสุดที่จะอยู่ต่อไปได้ ความที่เกิดแสงสว่างทางปัญญามองไปเห็นสภาวะรอบตัวเต็มไปด้วยทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือมารแห่งชีวิตนั้นเอง ทำให้รู้จักการปลง การวางสิ่งที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นมาเป็นนิสัยสันดารอันดั้งเดิมลงเสียได้   และดวงจิตนั้นทะยานออกไปด้วยความเกลียดชัง  ด้วยความขยะแขยง ความรังเกียจอย่างที่สุด ไม่สามารถที่จะอยู่ด้วยกันกับโลกที่มีแต่ทุกข์ต่อไปได้อีกแล้ว การที่ดวงจิตทะยานออกไปจึงทำให้หลุดพ้นไปได้จากโลกที่เราไม่ยอมอยู่ไม่ยอมหมกตัวอยู่ได้  เหมือนหมู่หนอนในฐานส้วมอีกต่อไป  นั่นเองคือเหตุผลการบรรลุอย่างฉับพลันทันทีได้

ฉะนั้น ใครก็ตาม เชื้อชาติ ศาสนาใดก็ตาม คนมีฐานะใด อาชีพใด  การงานใด บริษัท ห้างร้าน ราชการใด ก็ตาม วัยใดก็ตาม  เพียงรู้จักใช้ปัญญาล้วน ๆ  คิด คิด คิด ตรึกตรอง ๆ ๆ ๆ ไม่รู้หยุด ให้เกิดอุทะปาทิ 5 อย่างแบบพระพุทธเจ้าขึ้นให้ได้   ให้เห็นจริงเห็นแจ้งในเรื่องทุกข์ให้ได้เท่านั้นเอง   ก็จะส่งผลให้เกิดการบรรลุมรรคผลนิพพานบรรลุอรหันตภาวะขึ้นมาได้ทันที  ไม่ใช่เรื่องแปลกสุดวิสัยสำหรับคนยุคใหม่แต่อย่างใดเลย

จึงเป็นเหตุผลสำคัญสำหรับการที่คนยุคสมัยนี้จะได้รู้แจ้งทุกข์ และพ้นทุกข์ด้วยปัญญาบรรลุอริยบุคคลชั้นสูงสุดได้โดยรวดเร็วฉับพลันทันที ดังปรากฏในสมัยพุทธองค์เองมาแล้ว โดยที่มีวิธีการบรรลุแบบฉับพลันทันทีเพียงรู้จักใช้ปัญญาคิดไตร่ตรองตรึกให้ลึกซึ้งให้ถูกต้อง จนเกิดปาฏิหาริย์แห่งความรู้แจ้งทุกข์อริยสัจนี้ขึ้นมาเท่านั้นเอง.   

•                       Phayap Panyatharo

              10 มี.ค. 2565 06.30 น.

-----  

77..อริยสัจธรรมข้อที่ 1 ทุกข์    แก้ไขลบ
 
10.
 

10.

10..อริยสัจธรรมข้อที่ 1 ทุกข์ 10.  การแปลอริยสัจธรรมผิด ไม่สอดคล้องความจริงของธรรมชาติ

คือคำว่า อุปาทาน ในบทที่ว่า   สังขิตเตนะ  ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา  คำแปล “ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวทุกข์”   คือการไม่ปล่อยไม่วางในขันธ์ห้าเป็นเหตุของทุกข์  เพียงการละวาง  ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า ขันธ์5เป็นตัวตนของเรา ตัวกูของกู ตามหลักอนัตลักขณะสูตร  ก็พ้นทุกข์

ในที่นี้ เป็นเรื่องธรรมชาติของชีวิต  ที่การแปล ควรแปลให้ถูกต้องกับสภาวะของธรรมชาติอันลึก  นั้นคือ  อุปาทาน  แปลได้หลายอย่าง  แต่ตรงนี้จะแปลอย่างนั้นก็ผิดหลักธรรมชาติ และยังมีคำแปลที่ถูกหลักธรรมชาติ ที่ว่า  อุปาทาน แปลว่า  ไม่ปล่อย, ไม่วาง, ยึดกันแนบแน่น,  นั้นเอง   คือขันธ์5ไม่ปล่อยกันไป ไม่วางทิ้งกันไป แต่ยึดกันอย่างแนบแน่น  เป็นธรรมชาติของกายกับจิต ของขันธ์ 5  ก็วิเคราะห์ดูตามเหตุและ  ผล  ขืนไม่มีสภาวะการยึดมั่นถือมั่น การรวมกันอย่างเหนียวแน่นเช่นนี้  ก็ไม่อาจจะมีความมีชีวิตขึ้นมาได้เท่านั้นเอง   มันจึงเป็นเรื่องธรรมชาติกำหนดมาให้มีอุปาทาน  ที่ต้องเป็นเช่นนี้  เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดา ๆ

อย่างเช่น  หิวน้ำกลางทะเลทรายอย่างนี้  ก็ไปคิดเอาว่า ร่างกายที่หิวโหยมันไม่ใช่ของเรา มันเป็นอนัตตา(แบบเข้าใจผิด)แค่มองเห็นความจริงนี้  ให้พ้นการยึดมั่นถือมั่นว่ากายเป็นของเรา ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ของเรา  เป็นอนัตตา  ก็พ้นทุกข์ ก็จะไม่หิวน้ำตาย ...  มันไม่พ้นสิ    ทุกข์ไปจนตายแน่  หากไม่เจอน้ำกินก็ตายแน่ ๆ แบบแสนทุกข์แสนทรมานเลย...    อย่างมะเร็งกินตับจะตายอยู่แล้ว  คุณว่ามีคำสอนเพียงอย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าขันธ์ไม่ใช่เรา ขันธ์5เป็นของคนอื่น เราบังคับไม่ได้เพราะไม่ใช่ของเรา ก็พ้นทุกข์    นั้นสิ!!   ทั้งบ้า บ้า  และ โง่  จริง ๆ  ...กายกับจิตมันสัมพันธ์กันโดยธรรมชาติ   กายป่วย  จิตก็ป่วย  จิตสบาย กายก็สบาย  จิตบรรลุกายก็บรรลุด้วย ไปแยกมันจากกันไม่ได้เด็ดขาด

เมื่อผล มันมาจากเหตุ   ผลดีคือมีมนุษย์หรือคน หรือชีวิตตนหนึ่งขึ้นมา     มันมาจากไหน?   อะไรทำให้ชีวิตนั้นเติบโตขึ้นได้ อ้วนใหญ่ขึ้นได้ ศึกษาวิชาการได้ มั่งมีศรีสุข เจริญไปได้?    คำตอบก็คือมันมาจากเหตุของการรวมกันของกายและจิต   หรือการวมกันของขันธ์5  รูป  เวทนา  สัญญา สังขาร  และวิญญาณ   หรือ วันนี้พบมากกว่านั้นนับพันเท่า คือส่วนรูปที่เป็นอวัยวะต่าง ๆ ที่ค้นพบมาทั้งอวัยวะภายนอกและภายใน นับพัน หมื่นชนิดในกายคนตามการศึกษาของแพทย์ยุคใหม่    แต่สัจธรรมก็คือ  อวัยวะทั้งหลายนับ 5 ขันธ์  หรือ นับพันนับหมื่นอวัยวะที่ค้นพบยุคนี้  จะต้องมีการยึดกันประสานสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น  ระหว่างกันและกัน  ระหว่างอวัยวะภายใน อวัยวะภายนอก   ระหว่างรูปธรรม  นามธรรม คือส่วนประสาท  มันสมอง สายตา   เส้นเลือดใหญ่  น้อย  การเดินของลมปราณชีวิต ระบบดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  ในร่างกาย  และมันจะมีการยึดมั่นกันและกัน ประสานงานกันอย่างสุดจะประณีต คือจะมีคำว่า อุปาทานยึดมั่นถือมั่นกันและกัน  ซึ่งในที่นี้ก็คือเรื่องธรรมชาติ ที่อวัยวะทั้งหลาย กายและใจ มันต้องมีการยึดมั่นกันและกันอย่างเหนียวแน่นเสียอีกด้วย  ต้องประสานกันหมดแบบแนบแน่น  แบบมีการยึดมั่นถือมันกันและกันอย่างเฉียบขาดเป็นระบบ  มันจึงจะมีชีวิตอยู่  หากเกิดมาเกิดรู้ธรรมะผิด ๆ นี้เข้ามา  ไม่ยึดมั่นถือมั่น  หิวน้ำก็ไม่ร้อง  หิวข้าวก็ไม่ร้อง  เพราะขืนไปหิวตามกายเป็นความอยาก ก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ คิดไปเช่นนี้ ก็คงไม่รอดแล้วละพบทุกข์ขนาดใหญ่ถึงชีวิตแน่    และคนโง่ ๆ ก็คงคิดไปไม่ตลอด เพราะธรรมชาติมันจัดการเอง ให้มีการยึดมั่นถือมั่นในการสัมพันธ์ระหว่างขันธ์ต่างๆ 

ฉะนั้น  การคิดแบบว่า  สังขิตเตนะ  ปัญจุปาทานักขันธา  ทุกขา   อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 คือการคิดผิดว่าขันธ์ทั้ง5เป็นเรา เป็นของเรา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์  หากเราคิดถูกว่า   ขันธ์ทั้ง 5 ไม่ใช่เรา อย่าไปยึดติดว่าเป็นของเรา   มันเป็นอนัตตา ว่าไปนั้น   นั่นแหละเป็นเหตุของทุกข์  เพียงเลิกคิดอย่างนั้น เลิกยึดถืออย่างนั้น เท่านั้นเอง  ปล่อยมันไปตามทางของมัน ไม่ใช่ของเราเท่านั้นเราก็พ้นทุกข์  

นั้นก็คือคิดผิด หลง หลอกตัวเอง ไปอย่างโง่เขลา  เบาปัญญา  ไม่รู้พิจารณา หรือวิปัสสนาหาความจริง เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์คนหนึ่งเลย (ก็คำว่าปัญจักขันธาก็แปลว่าคนๆหนึ่งมนุษย์คนหนึ่ง ไม่รู้เหรอ  ไปแปลอะไรวุ่นวายไปหมด)

หลักการของธรรมชาตินั้นเองที่ทำให้ต้องมีความเป็นธรรมดาของเหตุและผลอย่างนั้น ที่ต้องมีความยึดมั่นถือมั่น   มันเป็นคนละความหมายกับคำว่า  ทุกขอริยสัจข้อที่ 1  ถ้ายังเข้าไม่ถึงสัจธรรมทุกขอริยสัจแล้วก็ไม่อาจบรรลุมรรคผลพ้นทุกข์ไปได้เลย แม้พระพุทธเจ้าเอง ท่านก็ไม่ได้คิดตรัสรู้เอาง่าย ๆ ตามภาษาของพระองค์เองที่ตรัสว่า สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา  ทุกขา  ที่แปลผิดกันมาว่า  “สรุปเรื่องทุกข์แล้ว ความยึดมั่นในขันธ์5เป็นตัวทุกข์” (เพียงอย่ายึดมั่นเท่านั้นก็พ้นทุกข์) แต่ความจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น  หากแต่ทรงประพฤติปฏิบัติธรรมในอริยสัจ 4 แบบ 3 รอบ, 12 อาการ,   อย่างเช่นเรื่องทุกข์อริยสัจ ข้อที่ 1  นี้ก็ทรงศึกษาครบ 3 รอบ, 3 อาการ,ของทุกข์อริยสัจ คือ  อาการที่ 1. ทรงรู้เด็ดขาดว่านี่แหละ ทุกข์ของคนและสรรพสิ่ง  ทุกข์เป็นอย่างนี้ ที่เราไม่เคยพบมาก่อน,   อาการที่ 2 ทรงรู้ว่าต้องพิจารณาด้วยปัญญาให้เห็นให้รู้แจ้งแจ่มแจ้งในลักษณะของทุกข์ ความจริงเกี่ยวกับทุกข์อย่างหมดจด  และอาการที่ 3 ทรงรู้เห็นอย่างแจ่มแจ้งเห็นจริงเห็นแจ้งในอริยสัจเรื่องทุกข์นี้ทุกอย่างทุกประการแล้ว,   และ ในอริยสัจข้อที่ 2 ทุกข์สมุทัย  ก็ทรงรู้แจ้ง แบบ 3รอบ  3 อาการ เช่นเดียวกับอริยสัจข้อที่ 3  และ ข้อที่ 4   รวมทั้งหมดครบ 12 อาการ  จึงทรงกล้าประกาศตนเป็นพระพุทธเจ้า  หากไม่ทรงรู้ชัด 3 รอบ 12 อาการในอริยสัจ 4 แล้ว จะไม่ประกาศตนเป็นพระพุทธเจ้า  แล้วมีหรือ? ที่ว่า  ทรงพ้นทุกข์เพราะทรงรู้ว่า   สังขิตเตนะ  ปัญจุปาทานักขันธา  ทุกขา  ทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงสอนอนัตตลักขณะสูตร จนปัญจวัคคีย์สำเร็จพระอรหัต  เพราะความเข้าใจ  ทุกขัง, อนิจจัง,และอนัตตา,อย่างรู้ทุกข์แจ้งจริงในลักษณะ 3 รอบ 3 อาการตามแบบพระพุทธเจ้า

นั้นแหละเป็นความเข้าใจผิด  จากการแปลผิด  ประพฤติมักง่ายที่ไม่คำนึงสัจธรรมแห่งชีวิตตามธรรมชาติของชีวิตที่มีเหตุมีผลแบบธรรมดา ๆ นั้นเอง 

อย่าไปคิดหวังมรรคผล จากทางอื่นเลย  ดูเหตุที่ทรงตรัสในอริยสัจข้อที่ 2 ทุกขสมุทัย    ต้องละวางตัวเหตุแห่งทุกข์คือ ตัณหาทั้ง 3 กาม,  ภวะ,  และ วิภวะ ตัณหา,(ภว-วิภวตัณหา การสละโลก-โลกียธรรม-โลกธรรมทั้ง 8)ให้หมดสิ้นไม่เหลือเหตุแห่งทุกข์เท่านั้น  จึงจะไปสู่มรรคผลสูงสุด อรหัตมรรค อรหัตผลได้.นี่แหละความหมายของศาสนาวิทยาศาสตร์ตามที่อัลเบิร์ต ไอสไตน์นิยามไว้  เหตุคืออะไร   ผล คืออะไร มาจากอริยสัจ 4 นี่เอง ผลจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ทำเหตุให้ตรงเสียก่อน นั่นแหละ ทุกข์อริยสัจ การละวางเหตุคือตัณหาทั้ง 3 เสียได้เท่านั้น อรหัตผลก็เกิดตามทันที.

-----

*****

----- 

 

 

11.

อริยสัจธรรมข้อที่ 1 ทุกข์ 11.  การแปลอริยสัจธรรม 2. ไม่สอดคล้องความจริงของธรรมชาติ

-----       

ในอนัตตลักขณะสูตร

รูปัง ภิกขะเว  อะนัตตา   ภิกษุทั้งหลาย  รูปไม่ใช่ตัวตน:  จะเพิ่มความหมายให้เข้าใจชัดว่า  รูป-กายนี้มิใช่ตัวตนของเรา

เวทนา  อะนัตตา   ภิกษุทั้งหลาย เวทนาไม่ใช่ตัวตน:  เวทนามิใช่ตัวตนของเรา

สัญญา  อะนัตตา ภิกษุทั้งหลาย สัญญาไม่ใช่ตัวตน:  สัญญามิใช่ตัวตนของเรา

วิญญานัง  อะนัตตา ภิกษุทั้งหลาย วิญญาณไม่ใช่ตัวตน:  วิญญาณมิใช่ตัวตนของเรา

พระพุทธองค์ทรงให้เกิดความเข้าใจว่า  ถ้าปัญจักขันธา,ซึ่งก็คือคนเรานี้, ร่างกายเรานี้, ชีวิตเรานี้, มีความเป็นของเรา คือ คำว่า อัตตา แล้วก็จะไม่มีการอาพาธเลย คือไม่แก่ ไม่ เจ็บ  ไม่ตายเลย  แล้วเรายังจะสามารถสั่งได้ว่า  ขอเราจงเป็นหนุ่มเถิด  เป็นสาวเถิด จงแข็งแรง  อย่าแก่เฒ่า ลงไปเลย  แล้วเราสั่งได้ไหมล่ะ? 

แม้รูปธรรม ก็เป็นอนัตตา  :  ไม่ควรเห็นว่านี่ของเรา  นี่เป็นเรา  นี่เป็นตัวตนของเรา

นามธรรม(เวทนา, สัญญา,  สังขาร,  วิญญาณ) ก็เป็น อนัตตา:ไม่ควรเห็นว่า นี่เป็นเรา  นี่เป็นของเรา นี่เป็นตัวตนของเรา  

สรุป

แม้รุปธรรม  ก็เป็นทุกข์,  เป็นอนิจจัง,  เป็นอนัตตา,  จึงไม่ควรเห็นว่า นี่-นั่นของเรา,  นี่-นั่นเป็นเรา,  นี่-นั้นเป็นตัวตนของเรา

แม้นามธรรม  ก็เป็นทุกข์,  เป็นอนิจจัง,  เป็นอนัตตา,  จึงไม่ควรเห็นว่า นี่-นั่นของเรา,  นี่-นั่นเป็นเรา,  นี่-นั่นเป็นตัวตนของเรา

แม้รูปธรรม นามธรรม ทั้งหลาย สรรพสิ่งทั้งปวงก็เป็นมาเช่นนี้ในอดีตก่อนนับสงไขปี  มาถึงปัจจุบันกาลนับหลายล้านปี   และจะไปอีกแบบนี้ในอนาคตไม่รู้กี่ร้อยล้านปี กี่ร้อยล้านชาติ

ประเด็นสำคัญของการรู้แจ้งความจริงนี้

ความจริงที่ว่า  สรรพสิ่ง รูปธรรม นามธรรม ล้วนเป็นทุกข์  เป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา  เป็นมาเช่นนี้แต่อดีตกาล  มาสู่ปัจจุบันกาล และไปสู่อนาคตกาล ไม่รู้จบนับอสงไขล้านปีก็ไม่จบ และเป็นการหมุนวนไป ๆมาๆ อย่างเดิมเป็น วัฏฏะสงสาร คือแดนทุกขเวทนาหมุนเวียนไปไม่รู้จบ

ก็คือ ได้ทำให้ ปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 :-

รูปัสมิงปิ  นิพพินทะติ:   ย่อมเบื่อหน่ายในรูป,กายของตน

เวทะนายะปิ   นิพพินทะติ:   ย่อมเบื่อหน่ายในเวทนา,ความเจ็บปวด เวทนา ของตน

สัญญายะปิ  นิพพินทะติ:   ย่อมเบื่อหน่ายในสัญญา,ความจำสิ่งต่างๆดีๆชั่วๆ มา

สังขาเรสุปิ  นิพพินทะติ:   ย่อมเบื่อหน่ายในสังขาร,การที่จิตปรวนแปรไปตามอายตนะไม่รู้หยุดนิ่ง

วิญญาณสมิงปิ   นิพพินทะติ:  ย่อมเบื่อหน่ายในวิญญาณ,การที่ดวงจิตความคิดจิตใจใฝ่ในกามโลภโกรธหลงไม่รู้หยุด

มาสุ่ประเด็นจุดเปลี่ยนของจิตใจเราเองอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ   นั่นก็คือ

นิพพินทัง  วิรัชชะติ:    เมื่อเกิดความเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด(จากกามจากโลกธรรม)

วิราคา  วิมุจจะติ:   เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น 

วิมุตตัสมิง วิมุตตะมิติ ญาณัง โหติ:   เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีความหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว

ขีณา ชาติ วุสิตัง  พรหมะจะริยัง:   รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว   พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว

กะตัง กะระณียัง นาปะรัง อิตถัตตายาติ ปะชานาติ:  กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

ปัญจะวัคคียานัง  ภิกขูนัง อะนุปาทายะ  อาสะเวหิ  จิตตานิ  วิมุจจิงสูติ:   ภิกษุปัญจวัคคีย์ ก็มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ พ้นไปจากความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน  ดังนี้แล  

 

ความคิดเห็น

เมื่อรับฟังอนัตลักขณะสูตร  จนเกิดความรู้ความเข้าใจตามไปรู้ความจริง ว่า  ความเป็นคนหรือ มนุษย์เรานี้  มีชีวิตที่มีการมีรูป  มีจิตใจ หรือรูปธรรม นามธรรมประกอบเป็นตัวเป็นตนเป็นคนเป็นเราเป็นเขาขึ้นมาชื่อนี้ นามสกุลนี้    แต่แท้ที่จริงแล้ว  รูปธรรมนามธรรมตัวเรา ตัวเขา  ชื่อนี้นามสกุลนี้  มิใช่ตัวตนของเราเลย,   มิใช่สิ่งที่จะพูดได้ว่า  นี่เป็นเรา นี่เป็นตัวตนของเรา,  เพราะมันเป็นไปของมันแบบที่เราเองบังคับบัญชาไม่ได้  สั่งมันไม่ให้ทุกข์ ไม่แก่  ไม่เจ็บ ไม่อาพาธ  ไม่ตาย ไม่ได้ มันเป็นไปเรื่อยๆไม่หยุด ไปสู่ความสลายลง จนที่สุดไปสู่ความชราและความตาย,    มันพูดไม่ได้ว่า  นี่เป็นเรา  นั่นเป็นตัวตนของเรา    และเมื่อมองลึกซึ้งไปอีกตามที่พุทธองค์ตรัสสอน มันได้เป็นเช่นนี้มาแต่อดีตกาลนานนับอสงไข  มาสู่ปัจจุบันก็เป็นเช่นนี้ทุกสรรพสิ่ง  และยังจะเป็นเช่นนี้ไปในอนาคตไม่รู้กี่ร้อยล้านปี

นี่แหละสิ่งที่ควรต้องพิจารณาทบทวนแล้วทบทวนอีก  หากปัญญาไว ก็จะเกิดความรู้แจ้งจริงตามนี้ไปทันทีทันใด  แล้วเกิดการเบื่อหน่ายในชีวิต รูปธรรม-นามธรรม ของตน แม้สิ่งทั้งหลาย สรรพสิ่ง ตามความจริงนี้ ที่ได้รู้ขึ้นในทันทีทันใด ตามอานุภาพแห่งจิต  การเบื่อหน่ายในชีวิตที่ได้เป็นมาในอดีต  ในปัจจุบัน  และจะเป็นไปเช่นนี้ไม่รู้จบในอนาคตนับอสงไข  ก็เกิดความเบื่อหน่ายขึ้นในชีวิต รูปธรรม-นามธรรมของตนเอง  การเบื่อหน่ายนี้เองเป็นจุดเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันทีของจิตภาคภายในได้แบบตรงกันข้าม  โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงของจิตแบบทันใดได้  จิตที่เกิดการเบื่อหน่ายขึ้นเพราะความรู้ที่ได้รับได้รู้ได้เห็นนั้นเองเป็นเหตุให้

นิพพินทัง  วิรัชชะติ:    เมื่อเกิดความเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด(จากกาม  จากโลกธรรม)

วิราคา  วิมุจจะติ:   เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น 

วิมุตตัสมิง วิมุตตะมิติ ญาณัง โหติ:   เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีความหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว

ขีณา ชาติ วุสิตัง  พรหมะจะริยัง:   รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว   พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว

กะตัง กะระณียัง นาปะรัง อิตถัตตายาติ ปะชานาติ:  กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

ปัญจะวัคคียานัง  ภิกขูนัง อะนุปาทายะ  อาสะเวหิ  จิตตานิ  วิมุจจิงสูติ:   ภิกษุปัญจวัคคีย์ ก็มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ ดวงจิตพ้นไปจากความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน  ดังนี้แล 

บทจบ

จึงสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลอรหันต์ ที่หยุดจบพรหมจรรย์  คือหยุดการแสวงหาธรรมเพื่อความหลุดพ้น จบลงตลอดกาล

 

-----

*****

-----

 

 




1.Thai-ไทย

1..วาทะที่ 1.. ไวรัสวูฮั่น โลกจะผ่านไวรัสร้ายนี้ไปได้อย่างไร มารู้แจ้งสัจธรรมความสะอาด ความสกปรกเสียก่อน
2..วาทะที่ 2.. cleanliness ไวรัสวูฮั่นมาจากความสกปรกของโลกยุคนี้ Cleanliness ความสะอาด เท่านั้นจักชำระได้ และนั่นแหละเส้นทางสู่มรรคผลนิพพาน
3..วาทะที่ 3..คนทั้งโลกจำต้องหลบโควิด-19 ถึง 14 วัน จงเอาโอกาศนี้ปฏิบัติธรรมแห่งความสันโดษให้ถูกต้อง ทั้งกายและจิตวิญญาณแนวทางบรรลุสู่โลกนิพพานตามหลักสัจธรรมสูงสุดของพระพุทธศาสนา
4..วาทะที่ 4..ชนะไวรัสร้ายโควิ-19 ชนะโลกเข้านิพพานได้ด้วยการรู้แจ้งสัจธรรมแห่งดวงอาทิตย์
5..วาทะที่ 5.. สู้สงครามโควิด-19 ด้วยการปฏิบัติงาน การอาชีพที่เป็นการปฏิบัติธรรม
6..วาทะที่ 6..ปัญหาที่ดินไม่พอฝังศพผู้ตายมากมหาศาลจากโควิด-19 ทำความเข้าใจเรื่องชีวิตสังขาร แล้วเผาเถิด
9..วาทะที่ 9.. บ้านของเราแต่ละหลังนั้นเองเป็นวัด วัดใหม่จะเกิดขึ้นทั่วโลก โลกมาสู่ยุคมรรคผลมีพระอริยบุคคลผู้พ้นทุกข์กันทั่วแล้ว
10..วาทะที่ 10.. เศรษฐกิจแบบพอเพียงกับส่วนเกินช่วยประชากรโลกยุคโควิด-19นี้
12..วาทะที่ 12..โควิด19นี่เองที่น่าจะได้เตือนจิตเตือนใจคนทั้งหลายให้รำลึกสัจธรรมแห่งความพินาศความเสื่อมสลายของทุกชีวิตและสรรพสิ่งแม้อนันตจักรวาลอันไร้ขอบเขตก็ไม่มีข้อยกเว้น
32..วาทะที่ 32..พระคุณของแม่ แม่มีพระคุณเสมอมาทุกยุคทุกสมัยอดีตถึงยุคโลกาภิวัฒน์วันนี้ #พระคุณของแม่
34..วาทะที่ 34.. แด่อินเดียและชาวโลกยุคโควิด19มหาภัยวันนี้ ขึ้นมาจากแม่น้ำคงคามหานทีเสียทีเถิด
38..วาทะที่ 38..โควิดไวรัสร้ายกำลังกลืนชีพมนุษยโลกไปอย่างมหาศาล โลกเองกำลังจะถึงความสิ้นสุด จงนำดวงจิตไปสู่สู่ความสงบสันโดษสันติธรรมเถิด ซักฟอกดวงจิตให้สะอาดขาวรอบ นั่นแหละทางประเสริฐสู่ โลกนิพพานแห่งพุทธะ
39..วาทะที่ 39..โควิดพันธ์ใหม่ในอังกฤษวันนี้เป็นสิ่งทดสอบสัจธรรมอันสูงสุด จงควบคุมตัวเองให้อยู่ในส่วนภายในของชีวิตในหัวใจที่ว่างเปล่าสงบเย็น
41..วาทะที่ 41.. สคส.2564 43 ภาษาโลก แสนเวทนาโควิดเอาชีวิตชาวโลกไปมหาศาล จงสู้ด้วยสัจธรรมแห่งความสันโดษเถิดทางนั้นไปสู่โลกนิพพาน ที่สิ้นทุกข์มีแต่สุขอมตะนิรันดร
42..วาทะที่ 42.. แด่ตรุษจีน 12 ก.พ.2564 บุญคุณอันล้ำเลิศ ของบรรพบุรุษผู้สร้างแผ่นดินสร้างชาติมา ลูกหลานรำลึกรู้ไม่มีวันลืม
43..วาทะที่ 43..แด่วันวาเลนไทน์ 14 ก.พ.2564
44..วาทะที่ 44..ก่อนที่คุณจะตายด้วยวัยชราหรือเพราะCOVIDวันนี้
50..วาทะที่ 50 .. เสนอรัฐบาลทั่วโลกให้สร้างเมืองใหม่ ช่วยประชาชนคนอดยากให้รอดชีวิต
50..วาทะที่ 50..44 ภาษา เสนอรัฐบาลทั่วโลกให้สร้างเมืองใหม่ ช่วยประชาชนคนอดหยากให้รอดชีวิต
51..วาทะที่ 51..วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 จันทร์เพ็ญเต็มดวง บอกใจที่ไร้มลทินไปทุกอย่าง นั้นแหละโลกนิพพานที่ บังเกิดขึ้นในดวงใจเรานี้เอง
52..วาทะที่ 52.. แด่วันสตรีสากล For International Women's Day
53..วาทะที่53.. เอาชนะตนเอง ทางชนะสงครามของชีวิต
54..วาทะที่ 54..(44ภาษา)รูปัง ภิกขะเว อะนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา แด่ พระศพ พระครูวรธรรมคณารักษ์ เจ้าคณะอำเภอวังหิน ศรีสะเกษ
55..วาทะที่ 55 แด่คณะรัฐประหารเมียนม่า ลืมสัจธรรมความอดทน ทำลายประชาธิปไตยจะไม่มีแผ่นดินอยู่
57..วาทะที่ 57..To Montenegro : แด่ประเทศมอนเตเนโกร คิดการปฏิวัติและล้มล้างสถาบันกษัตริย์ไทย???
58..วาทะที่ 58.. To Afganistan and New Taliban 1. แด่อาฟกานิสถานและตาลีบันใหม่ 1.
59..วาทะที่ 59..To Afganistan and new Taliban 2 แด่อาฟกานิสถานและตาลีบันใหม่ 2
60..วาทะที่ 60..To Afganistan and new Taliban 3 แด่อาฟกานิสถานและตาลีบันใหม่ 3
61..วาทะที่ 61..สัญญาณสันติธรรมแห่งโลกยุคใหม่ Signs of peace in the new world ERA
62..ยอดสุภาษิตโลก (44ภาษา) world proverb(44 languages)
63..ลาลิสาแบลคพิ้งค์ Come out and listen to LALISA BLACKPINK
64..TO UNO
66..วันเด็กแห่งชาติ Children’s day of Thailand
67..44ภาษาแด่วันคริสต์มาส 25 ธค.2021
68..มุสลิม ปัญหามุสลิมโลก Muslims Muslim World Problem
69..มาฆะบูชา วันสำคัญของมวลมนุษย์ทั้งโลก รอบ 16 ก.พ. 2565
70..แด่สงครามรัสเซีย-ยูเครน
76..อริยสัจ 4.ข้อที่ 2 สมุทัย เหตุแห่งทุกข์
77..อริยสัจ 4 ข้อที่ 3 ทุกขนิโรธ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ 1. นิโรธ
78..อริยสัจ 4. ข้อที่ 4..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา(มรรค8) ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์,
79..อริยสัจ 4 ต้นฉบับ สำหรับการแปล 64 ภาษาโลก ครบ 4 สัจจะทุกข สมุทัยบ นิโรธ มรรค (ยังมีต่อ)
80..อริยสัจ 4 ต้นฉบับ สำหรับการแปล 64 ภาษาโลก ข้อที่ 1 เรื่องทุกข์(ต่อ) 12, นิพพิทาญาณของพระอรหันต์ 13.อาทิตตะปริยายสูตร
81..อริยสัจ 4 ต้นฉบับ สำหรับการแปล 64 ภาษาโลก ข้อที่ 4 เรื่อง มรรค 8 (ต่อ) 3 สัมมาอาชีโว - อริโย วายาโม



Copyright © 2010 All Rights Reserved.