ReadyPlanet.com
dot dot
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 1
bulletภาค 2
bulletภาค 3
bulletภาค 4
bulletภาค 5
bulletภาค 6
bulletภาค 7
bulletภาค 8
bulletภาค 9
bulletภาค 10
bulletภาค 11
bulletภาค 12
bulletทุกความคิดเห็นจากเวบนี้(เริ่ม ก.พ.55)
bulletทุกความคิดเห็นจากหน้า1(ก่อน ก.พ.55)
bulletทุกความคิดเห็นจากเวบบอร์ด(ถึงก.พ.55)
bulletดี เล่มที่ 45
bulletดี เล่มที่ 46
bulletดี เล่มที่ 47
bulletดี เล่มที่ 48
bulletดี เล่มที่ 49
bulletดี เล่มที่ 50
bulletดี เล่มที่ 51
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletสารบาญโหราศาสตร์
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 11
bulletMystery World Report รายงานการศึกษาโลกลี้ลับ
dot
สมัครสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot




หลักธรรมและหลักโหราศาสตร์ ว่าด้วย ดวงกำเนิด และ ดวงฤกษ์

 

 หลักธรรมและหลักโหราศาสตร์
 ดวงกำเนิดและดวงฤกษ์
   

โดยพระครูพุทธิพงศานุวัตร

   (ชลัมพุช โหรชนบท)
 
     
ภาพ พระครูพุทธิพงศานุวัตร ล่าสุด
ถ่ายภาพเมื่อ 15 ส.ค. 2557 อายุ 71 ปี 11 เดือน 19 วัน
 
 เอกสารเผยแผ่อันดับ ๒
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
อ้ายซิน จูโล ปูยี
จักรพรรดิ์องค์สุดท้ายของจีน
ครองราชย์เมื่ออายุ 2 ปี 10 เดือน 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

หลักธรรมและหลักโหราศาสตร์

 

ว่าด้วยดวงกำเนิดและดวงฤกษ์

 
 
 
 
 
 
 
                                                                 

 RDIS Queen Elizabeth 2 [QE 2]  
of the United Kingdom and other Commonwealth realms
                             สมเด็จ
พระราชินีนาถเอลิซาเบธ 2 สหราชอาณาจักรและเครือจักรภพ
วันประสูติ  ๕/21 เมษายน 2469 

 

                                                     Queen Elizabeth II 

 

                                  ทรงมีดวงพระกำเนิด และ ดวงพระฤกษ์อันยิ่งใหญ่

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

ความสำคัญของเรื่องดวงกำเนิดและดวงฤกษ์

 
 

 

 

ดวงกำเนิด หมายถึงลักษณะที่ดวงดาวบนท้องฟ้า(10ดวง)ในเวลาที่บุคคลเกิดออกมาจากครรภ์มารดานั้น อยู่ตรงไหนของท้องฟ้า(12ห้องท้องฟ้า มีดาวอะไรอยู่ห้องไหนบ้าง)  ได้ตำแหน่งที่เข้มแข็งหรืออ่อนแออย่างไร และดาวแต่ละดวงนั้นทำมุมได้องศาห่างหรือใกล้ชิดกันอย่างไร อันจะเป็นเหตุของอิทธิพลดาวตกสู่บุคคลผู้ได้กำเนิดในวัน เวลานั้นให้เป็นไป สุดแต่ว่าได้อิทธิพลจากดาวดวงไหน อย่างไร

 
 

ดวงฤกษ์ ก็คล้ายกับดวงกำเนิด เพียงแต่เป็นการกำเนิดของเหตุการณ์ หมายถึงดวงชะตาเหตุการณ์ในเวลาที่จะทำการใดทำการหนึ่ง เช่นเวลาที่กษัตริย์จะทำการราชาภิเษกต่าง ๆ เช่นครองราชย์ หรือ อภิเษกสมรส หรือเสด็จยาตราทัพออกต่อสู้ข้าศึกเป็นต้น ว่าได้มีอิทธิพลจากดวงดาวบนท้องฟ้าแผ่อำนาจลงมาดลบันดาลแก่เหตุการณ์ขณะจะทำการณ์นั้นอย่างไรบ้าง  การอ่านดวงกำเนิดกับการอ่านดวงฤกษ์จึงเป็นแบบเดียวกัน อ่านโดยหลักการโหราศาสตร์ ทฤษฎี และสมมติฐานเดียวกันเหมือนกันเปี๊ยบเลย

 

 

 

ได้มีสัจธรรมทางโหราศาสตร์ ที่นักโหราศาสตร์หรือผู้รู้ในอดีตกาลของมนุษย์ยอมรับมาเป็นเวลานับหมื่นปีมาแล้วว่า ดวงดาวบนท้องฟ้ามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต ซึ่งหมายถึงความเป็นไปของชีวิตมนุษย์จะดีหรือร้าย หรือได้รับวาสนาบารมีอำนาจสูงส่งหรือต้อยต่ำอย่างไร ย่อมเป็นผลมาจากอิทธิพลของดวงดาว และนักโหราศาสตร์สามารถจำแนกได้ถึงอิทธิพลที่แตกต่างกันของดาว  8 ดวงใหญ่บนท้องฟ้า นั่นเองเป็นเหตุให้เกิดการศึกษาโหราศาสตร์ตามมาอย่างยาวนานจนถึงทุกวันนี้มาร่วม 4 หมื่นปีแล้ว นับว่าเป็นศาสตร์ที่ดั้งเดิมที่สุดของมนุษยชาติก็ว่าได้  และบัดนี้ การโหราศาสตร์ได้พัฒนามาอย่างเป็นศาสตร์[Science] นั่นคือความมีเหตุมีผลที่พิศูจน์ทดลองได้ ยิ่งขึ้น  จนถึงเรื่องฤกษ์ทำการที่กำลังพูดถึงอยู่ขณะนี้ กระนั้นก็ตามสิ่งที่จะต้องเข้าใจก็คือ ศาสตร์การพยากรณ์ยังคงมีประเด็นตัวแปรของการพยากรณ์ที่ยังสลับซับซ้อนไม่กระจ่างมีลักษณะเป็นเรื่องลึกลับที่ทำความเข้าใจศึกษายากมาก(หมายความว่าแม้จะมีการศึกษามาถึงสี่หมื่นปีแล้วก็ตาม แต่การพยากรณ์โดยหลักการพยากรณ์ที่โลกได้มานั้นก็ยังไม่อาจทำการพยากรณ์ได้ถูกต้องครบถ้วนทุกประเด็นของชีวิต อย่างเป็นที่น่าพอใจโหราศาสตร์จึงยังคงเป็นวิชาที่ต้องทำการศึกษาวิจัยต่อไปอีกมากมาย รายงานชิ้นนี้ก็เป็นอีกรายงานหนึ่งที่แสดงผลการวิจัยทางโหราศาสตร์ เพื่อเป็นการเพิ่มเติมเข้าไปในหลักการโหราศาสตร์สากล เป็นประโยชน์แก่การศึกษาโหราศาสตร์ต่อไปอีกขั้นตอนหนึ่ง 

 

 

 

 

 

ต่อไปนี้จะได้นำเอาเหตุการณ์ ที่ปรากฏในโลกโหราศาสตร์ว่า ดวงกำเนิดและดวงฤกษ์ที่ทำการ มีความสำคัญอย่างไรต่อชีวิตมนุษย์  และนั่นหมายความว่า โหราศาสตร์มีประโยชน์พอยืนยันได้ หากละเลยไม่เอาใจใส่ หรือไม่เข้าใจความสำคัญของอำนาจดวงดาวบนท้องฟ้า หรือฤกษ์ทำการเสียแล้ว ทำการใดไปอาจเกิดความเสียหาย ไม่สำเร็จการ หรือ แม้กระทั่งส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงก็ได้ ดังปรากฏในดวงชะตาคนสำคัญ ๆ และกษัตริย์  ทั้งดวงกำเนิด และฤกษ์ทำการสำคัญของกษัตริย์ในอดีต(เช่นการครองราชย์อันเป็นวาระสำคัญของกษัตริย์ เป็นต้น)  ตัวอย่างการศึกษาต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นว่าในบางประเทศยังมีการศึกษาโหราศาสตร์น้อย หรือไม่มีความเจริญพอจะเห็นประโยชน์จากสาขาวิชาโหราศาสตร์นี้ จึงไม่ได้ให้

ความสำคัญแก่ฤกษ์ทำการ เป็นเหตุให้ไม่รู้ฤกษ์ยามที่จะทำการ แล้วเป็นผลเสียหายแก่กษัตริย์และราชวงศ์กษัตริย์เองถึงระดับสิ้นราชวงศ์กษัตริย์ไปหลายราชวงศ์ในโลกก็มี   ที่เห็นชัดเจนมีดังต่อไปนี้
 
 
 
   
1. จักรพรรดิ์อ้ายซิน จูโล ปูยี 
จักรพรรดิ์องค์สุดท้ายของจีน   
 
 
 
 

ดวงที่ 1

 

ดวงกำเนิด

 

จักรพรรดิ อ้ายซิน จูโล ปูยี่ จักรพรรดิองค์สุดท้าย ก่อนสิ้นราชวงศ์กษัตริย์จีน

ประสูติวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2449(1907)
 
 
 
 

จะเห็นดาวอาทิตย์(๑)ชาตาอยู่ราศีมังกร ซึ่งเป็นอาทิตย์ไม่มีตำแหน่ง ไม่เข้มแข็งทรงพลัง สมแด่ความเป็นกษัตริย์ ดาวพฤหัสบดี(๕)เป็นมรณะแก่อาทิตย์(๑) แสดงถึงการขาดความจงรักภักดีจากบริวารคนแวดล้อมแม้กระทั่งมิตรสหายพอจะเอ่ยคำปรึกษาหารือก็ยังยาก ดาวจันทร์(๒)อยู่ราศีพิจิก อยู่ในตำแหน่งที่เสียหายอย่างร้ายแรงมาก โดยประการแรกเป็นตำแหน่งดาวดับแสงสนิท นั่นคือจันทร์(๒)นิจ แล้วยังตกในราศีที่ 10 จากดาวเสาร์(๗)กาลกิณีในราศีกุมภ์อีกด้วย และประการที่ 2 จันทร์(๒)ได้รับกระแสของบาปเคราะห์2ดวงคือราหู(๘)จากราศีกรกฎ ได้รับกระแสของดาวเกตู(๙) จากราศีมีน  เช่นนี้ย่อมบ่งไปถึงการไร้อำนาจวาสนาโดยสิ้นเชิง ความนึกคิดจินตนาการล้าหลัง เฉื่อยช้าไม่ทันยุคสมัย เป็นเหตุให้ทรงประสบพบเรื่องราวในชีวิตกษัตริย์ที่ล้วนแต่เรื่องราวที่ร้าย ๆ ประหลาด ผิดแปลกไปจากธรรมดาของชีวิตทั่วไป ดังจะเห็นว่าทรงเป็นกษัตริย์ที่เยาว์วัยที่สุดในโลก เพราะการที่ทรงสถาปนาขึ้นครองราชย์วันที่ 20 ธันวาคม 2551 นั้น ทรงมีพระชนมายุเพียง 2 ปี 10 เดือนเท่านั้นเอง และครั้นสถาปนาแล้วก็ทรงเก็บตัวอยู่แต่ในพระราชวัง ไม่เคยออกไปนอกพระราชวังจนต้องทรงหลบหนีปีนหลังคาออกไปดูโลกภายนอกครั้งหนึ่ง ปรากฏภาพปีนหลังคา แล้วทรงอยู่ในราชสมบัติไปถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2455 ก็ต้องสละราชสมบัติ เมื่อเสวยราชได้เพียง 3 ปี 9 เดือนเท่านั้นเอง  แต่กระนั้น ได้ทรงสถาปนาสู่บัลลังกษัตริย์อีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 2 ในนามจักรพรรดิคังเต๋อแห่งแมนจูเรีย ในวันที่ 29 เมษายน 2477 พระชนมายุ 28 ปี 2 เดือน แล้วอยู่ในราชสมบัติได้ 33 ปี 6 เดือน ก่อนจะเสด็จสวรรคตเมื่อ 17 ตุลาคม 2510 (พระชนมายุ 61 ปี 8 เดือน พร้อมกับการสิ้นราชวงศ์กษัตริย์จีน จีนจึงว่างจากระบอบกษัตริย์ที่มีมาคู่แผ่นดินหลายร้อยปี และ มีการปกครองโดยคณะบุคคลทรงอำนาจแทนกษัตริย์มาจนถึงปัจจุบันนี้

 

 

มาดูดวงฤกษ์การครองราชย์ของ จักรพรรดิจีนองค์สุดท้าย ดังนี้
 
 
 
 
 
 

ดวงที่ 2

 

ดวงฤกษ์

 

อ้ายซิน จูโล ปูยี ครองราชย์ ครั้งแรก
แหล่งข้อมูลระบุเพียงเดือน ปี ว่า December 1908

 

วันที่ ....ไม่มีข้อมูล โหรให้เป็นวันดีที่สุดของเดือนธันวาคม

จึงให้เป็นวันที่ 20 ธันวาคม 2451 เมื่ออายุได้เพียง 2 ปี 10 เดือน 
 
 
 
จากดวงฤกษ์ครองราชย์นี้ จะเห็นว่า ไม่มีดาวแม้แต่สักดวงที่ได้ตำแหน่งเข้มแข็ง คือมาตรฐานมหาอุจหรือเกษตร ราชาโชคเลย แม้สักดวงเดีย แต่กลับได้ดาวดับถึง 3 ดวงคือ พุธ(๔)เป็นประ, อังคาร(๓)เป็นประ และ ศุกร(๖) เป็นประ เช่นเดียวกัน ยังมีจุดที่เสียหายอย่างแรงก็คือ ทรงมีศัตรู ผู้ที่คอยใส่ความ กล่าวหาพระองค์ด้วยประการต่าง ๆ พระองค์ตกอยู่ใต้การซุบซิบนินทา อันเป็นการกระทำให้เสื่อมพระเกียรติลงไปตามลำดับ และที่จริงก็เป็นเรื่องราวที่ประหลาดเมื่อประเทศจีนทั้งประเทศทำการสถาปนายุวราชที่ทรงมีอายุเพียง 2 ปี 10 เดือนขึ้นเป็นจักรพรรดิ์จีน ทรงครองราชย์ต่อมาอีก 3 ปี 9 เดือน  ถึงวันที่ 27 ก.พ.2455 ก็จำต้องสละราชสมบัติ ขณะทรงพระชนมายุ 6 พรรษา จนต่อมาได้รับสถาปนาอีกครั้งหนึ่ง(โดยญี่ปุ่นเป็นผู้จัดการ)เป็น จักรพรรดิคังเต๋อแห่งแมนจูเรีย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2477 เมื่ออายุ 28 ปี 2 เดือน เสวยราชอยู่ 33 ปีเศษ จึงสวรรคตเมื่อวันที่   17 ต.ค.2510(1967) อายุได้ 61 ปี 8 เดือน แล้วไม่มีทายาทกษัตริย์สืบต่อมาอีก เป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน และได้เป็นประวัติศาสตร์ชิ้นสุดท้ายของราชวงศ์กษัตริย์จีน 
 
 
 
 
 
 
 
 

ดวงที่ 3

 

ดวงฤกษ์

 

วันสถาปนาเป็นจักรพรรดิคังเต๋อแห่งแมนจูเรีย

วันที่ 29 เมษายน 2467 [1924]
 
 

 

 

จะเห็นว่าดาวอาทิตย์(๑)เป็นมหาอุจในราศีเมษ มีดาวอังคาร(๓)เป็นมหาอุจในราศีมังกร เป็น 10 แก่อาทิตย์(๑) มีดาวเสาร์(๗)เป็นมหาอุจในราศีตุล เป็น 7 แก่อาทิตย์(๑) ดาว 3 ดวงนี้แสดงถึงบารมีอำนาจอันสูงส่ง ทรงความสง่างามบนราชบัลลังก์ ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพและประชาชนจำนวนมหิมา แต่จะเห็นว่า ดาวเสาร์(๗)มหาอุจดวงนี้ได้บ่อนทำลายพระอำนาจของพระองค์ ทำลายชื่อเสียง ความมั่งมีมั่งคั่งทรัพย์สินของพระองค์ ทำการยุแยกให้เกิดความเข้าใจผิดของประชาชน อย่างต่อเนื่อง(เสาร์ถึงอาทิตย์, เสาร์ถึงจันทร์กาลกิณี, เสาร์ถึงมฤตยู, เสาร์ถึงศุกร) และประสานกับบทบาทของดาวราหู(๘) ที่ทำการบ่อนทำลายชื่อเสียงของพระองค์ ด้วยการโฆษณาชวนเชื่ออย่างต่อเนื่องให้ร้ายอย่างต่อเนื่องต่อพระองค์และราชบัลลังก์

 
 

ในขณะเดียวกันดาวพฤหัสบดี(๕) แม้เข้มแข็งเป็นมหาจักร แต่อยู่ในตำแหน่งมรณะแก่อาทิตย์ชาตา ซึ่งให้ความหมายว่า แม้กระทั่งสถาบันแห่งความเป็นธรรมก็ยังไม่เข้าข้างพระองค์ ทรงถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดระเบียบ ข้อบังคับและกฎหมายอยู่เป็นประจำ  นี่คือลักษณะดวงฤกษ์ที่ลบล้างกันเองระหว่างดาว ไม่ถือว่าเป็นฤกษ์ที่ดี หรือฤกษ์ที่ออกตามหลักโหราศาสตร์ได้ จึงบันดาลให้ชีวิตของปูยี ตลอดเวลาที่เสวยราชอยู่ 28 ปี ดูดีมีสง่าทรงอำนาจ แต่เต็มไปด้วยความเหนื่อยยาก และอันตราย และผิดหวังในการสืบทอดสกุลกษัตริย์ กลายเป็นจักรพรรดิ์องค์สุดท้าย และจีนสิ้นราชวงศ์กษัตริย์ลงตั้งแต่บัดนั้น   

 
 

ตามหลักการของโหราศาสตร์ ในขณะใดขณะหนึ่ง หรือเวลาใดเวลาหนึ่ง บนพื้นโลกเรานี้ จะมีกระแส แสงหรือ พลังอำนาจของดวงดาวทั้ง 10 ดวง สาดส่องลงมาอยู่ตลอดเวลา โดยเป็นธรรมชาติของดวงดาวทุกดวงที่จะทำการเช่นนั้น แต่การสาด ส่องแสงและการให้อิทธิพลแด่มนุษย์ของดาวแต่ละดวงนั้นไม่เหมือนกัน และบางขณะ บางเวลา หรือบางวัน บางเดือนหรือบางปีแสงดาวหลาย ๆ ดวงก็รวมกันเป็นกระแสเดียว บ้าง ไม่รวมกันบ้าง และทั้งกระแสดาวแต่ละดวงก็ให้อิทธิพลต่อมนุษย์ไม่เหมือนกัน ตรงที่อิทธิพลดาวแต่ละดวงให้อิทธิพลต่อมนุษย์ไม่เหมือนกันนี้ อาจแยกได้เป็นสองอิทธิพล คือ อิทธิพลในทางดี และอิทธิพลในทางร้าย   เพราะฉะนั้น หลักการให้ฤกษ์จึงมีอยู่ว่า  การที่เราจะทำการอะไร ในเวลาใด วันใด เดือนใด ปีใด  หากเรารู้ได้ว่าเวลาจะทำการนั้น ได้มีกระแสดาวสาดส่องลงมา ณ บริเวณหรือสถานที่ทำการนั้นอย่างไร มีกระแสดาวดีลงมากี่กระแส กี่ดวง ให้อิทธิพลในทางไหน และมีกระแสดาวร้ายลงมากี่กระแส กี่ดวง ให้อิทธิพลร้ายอย่างไรบ้าง พอจะวางฤกษ์ที่ตรงกระแสดี และที่หลบกระแสร้ายของดาวเคราะห์เหล่านั้นได้ อย่างไร หรือไม่  คำตอบก็คือหากเรารู้เช่นนั้นแล้ว เราก็จะสามารถเลือกเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการทำการนั้น ๆ การนั้น เรื่องนั้นก็จะสำเร็จลุล่วงไปเป็นอย่างดี ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เช่นในยุคสงคราม กษัตริย์ไทย และพม่า จะทำการเคลื่อนทัพออกไปต่อสู้กับข้าศึก ย่อมให้โหรดูฤกษ์ยามเสียก่อนเสมอไป(พม่ากับไทยมีโหราศาสตร์ที่ทัดเทียมกันมาแต่อดีต)  การที่กษัตริย์จะทำการใหญ่ การมงคลเช่นการเสวยราช การราชาภิเษกสยุมพร เป็นต้น   นี่แหละคือความหมายของฤกษ์  และผู้ที่รู้ฤกษ์ทำการที่เชื่อถือได้ก็คือ โหร หรือ นักโหราศาสตร์ นั่นเอง และนักโหราศาสตร์ย่อมเข้าใจและรู้ความสำคัญของฤกษ์ ซึ่งมีความหมายกว้างขวาง ครอบคลุมไปถึงดวงชะตาทั้งหมดทั้งสิ้นของมนุษย์ด้วย ฉะนั้น การให้ฤกษ์ทำการ จึงเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของโหรโดยตรง

 

 

โปรดดูดวงตัวอย่างกษัตริย์องค์ต่อไป
 
 
 
 
 
2.  สมเด็จพระนโรดม สีหนุ  
     กษัตริย์กัมพูชา
 
 
 

ดวงที่ 4

 

ดวงกำเนิด

 

สมเด็จพระนโรดม สีหนุ กัมพูชา

ประสูติ วันที่ 31 ตุลาคม พุทธศักราช 2465 วันอังคาร
 
 

จะเห็นว่าเวลาที่ทรงประสูตินั้นดาวอาทิตย์(๑)ตกต่ำ โดยเป็นดาวดับแสงสนิท เป็นนิจ ณ ราศีตุล แต่ดีขึ้นเมื่อมีพฤหัสบดี(๕)กุมอยู่ด้วย กระนั้นก็ยังให้ความหมายถึงสถานะกษัตริย์ที่ตกต่ำ เต็มไปด้วยปัญหานานัปการ จนต้องทรงสละราชสมบัติไปครั้งหนึ่งก่อน แล้วเสวยราชสมบัติเป็นวาระที่ 2 ก่อนสวรรคต เป็นเวลาที่กัมพูชามีปัญหาทางการเมืองอย่างน่าอันตรายต่อราชวงศ์กษัตริย์เฉกเช่นเดียวกับราชอาณาจักรลาวขณะนั้น จึงทรงรีบจัดการให้พระราชโอรสคือ สมเด็จพระนโรดม สีหมุนี ขึ้นครองราชย์โดยเป็นการเร่งด่วน เพื่อรักษาราชบัลลังก์กษัตริย์ให้รอดไว้

ลองพิจารณาดวงฤกษ์ ที่ครองราชย์สมบัติของพระองค์ทั้ง 2 ครั้งประกอบ ดังต่อไปนี้
 
 
 
 
 

ดวงที่ 5

 

ดวงฤกษ์

 

สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ครองราชย์สมัยที่ 1

วันที่ 31 เดือน กันยายน 2489
 
 
จะเห็นว่า ดวงฤกษ์เสวยราชนี้ บ่งถึงทรงมีศัตรูพร้อมที่จะให้โทษทุกขณะ อันเป็นผลจาก มีดาวอาทิตย์(๑) กับดาวอังคาร(๓)เล็งกันในดวงฤกษ์ นอกจากนั้นยังมีดาวเกต(๙) ดาวเสาร์(๗)มหาจักร และดาวมฤตยู(๐) เปล่งกระแสร้ายทำลายดวงอาทิตย์(๑)ชะตาด้วย ทำให้สถานะของกษัตริย์ของพระองค์ง่อนแง่น ไม่เคยได้พบความสงบสุข ตลอดชีวิต จนได้ทรงสละราชบัลลังก์ครั้งแรก แล้วจึงได้รับการสถาปนาใหม่อีกเป็นครั้งที่ 2 ตามดวงฤกษ์เสวยราชครั้งที่ 2 ต่อไปนี้
 
 
 
 
 
 
 

ดวงที่ 6

 

ดวงฤกษ์

 

สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ครองราชย์สมัยที่ 2

วันที่ 24 เดือน กันยายน 2536
 
 
 

จะเห็นได้ว่าฤกษ์เสวยราชครั้งที่ 2 ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม อันแสดงว่าทรงเป็นกษัตริย์ที่ไม่รู้ หรือไม่เอาใจใส่ในโหราศาสตร์เลย หรือไม่ก็ในกัมพูชาทั้งประเทศไม่มักปราชญ์ผู้รู้ในเรื่องโหราศาสตร์จึงไม่ได้มีการปรับปรุงฤกษ์การครองราชให้ดีขึ้นกว่าคราวก่อนเลย

จะเห็นว่าดาวอาทิตย์(๑)อยู่ที่เดิมเช่นคราวก่อน คืออยู่ราศีกันย์ ที่ซึ่งอาทิตย์(๑)ไม่มีตำแหน่ง ไร้พลัง แม้จะมีดาวพฤหัสบดี(๕)กุมอยู่ก็อ่อนเพราะดาวพฤหัสบดี(๕)เป็นประ และที่ร้ายก็คือ อาทิตย์(๑)ชาตาฤกษ์ถูกรุมด้วยกระแสแรงของเสาร์(๗)เกษตรกาลกิณีจากราศีมังกร  และกระแสแรงจัดของราหู(๘)มหาอุจจากราศีพิจิก ซึ่งดาว 2 ดวงนี้ก็จะทำหน้าที่ก่อกวน บั่นทอนอำนาจ บารมีกษัตริย์ของพระองค์ให้ค่อยถดถอยลงไป จนที่สุดทรงสละราชบัลลังก์อีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่2  เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม  2547 และดูเหมือนจะเป็นการเร่งรีบแข่งกับสถานการณ์ จึงทรงมอบราชบัลลังก็ให้ สมเด็จพระนโรดม สีหมุนี ราชโอรส และจัดพิธีเสวยราชให้ อย่างไม่คำนึงเรื่องฤกษ์อีกเช่นกัน เป็นเหตุให้ดวงเสวยราชของ นโรดม สีหมุนี ออกมาอย่างบกพร่องอย่างยิ่งใหญ่อีกเช่นเคย ก่อนที่ราชบิดาจะทรงสวรรคตใน 8 ปีต่อมา เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2555 ณ นครปักกิ่ง
 
 
 
 
3. สมเด็จพระนโรดม สีหมุนี
    ราชโอรสสมเด็จพระนโรดม สีหนุ กัมพูชา
 
 
 

ดวงที่ 7

 

ดวงฤกษ์

 

วันครองราชย์ของสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี กัมพูชา

วันที่ 29 ตุลาคม 2547

 

 

 

 

จะเห็นว่าในขณะนั้นดาวอาทิตย์(๑) ดาวที่ให้อำนาจและเป็นดาวในความหมายของกษัตริย์ ผู้ปกครองประเทศ และชนชั้นนำ จรในราศีตุล ได้ 11 องศา 26 ลิปดา เป็นดาวดับแสงสนิท โดยเป็นนิจ และอาทิตย์(๑)อันตกต่ำนี้ยังถูกซ้ำเติมจากเสาร์(๗) มฤตยู(๐) เกต(๙) และราหู(๘) รอบทิศ  กล่าวคือขบวนการเลวร้ายทุกขบวนการต่างหันทิศทางมาทำลายพระองค์ และซึ่งบ่งบอกถึงบารมี อำนาจวาสนาในฐานะของกษัตริย์ที่ตกต่ำ และจะถดถอยลงไปตามลำดับ

 
 

นอกจากนั้นดาวพฤหัสบดี(๕) เป็นประอยู่ราศีกันย์ ดาวศุกร(๖)ดับแสงสนิท เป็นนิจอยู่ราศีกันย์ ทั้ง 2 ดวงดาวนี้อยู่ในตำแหน่งวินาสน์แก่อาทิตย์ชาตา อันบอกถึงสถานะทางเศรษฐกิจ การเงินและความบันเทิงรื่นเริงของชีวิต อยู่ในสถานะที่ลำบากยากแค้น ชักหน้าไม่ถึงหลัง  และยิ่งจะถดถอยลงไปในอนาคต  เห็นได้ว่า การจัดพิธีการเพื่อครองราชย์ของพระองค์ไม่ได้มีการคำนวณหรือพิจารณาฤกษ์ทำการ ตามหลักการโหราศาสตร์เลย จึงบังเอิญวันประกอบพิธีการ(คือวันที่29 ตุลาคม 2547 วันศุกร จันทร์จะย้ายเวลา 18.31 น.) ตรงกับระหว่างการชุมนุมของดวงดาวออกมาเป็นดวงฤกษ์ที่เลวร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ นี่คือดวงฤกษ์ที่ทำความเสื่อมถอยแก่กษัตริย์กัมพูชาพระองค์นี้อย่างไม่ต้องสงสัย และเสี่ยงต่อการสิ้นราชวงศ์กษัตริย์กัมพูชาไปอีกประเทศหนึ่ง

 
 
 
ดวงฤกษ์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันอีกชุดหนึ่ง อันแสดงถึงความไม่เข้าใจ ไม่รู้ ไม่เอาใจใส่ในหลักการโหราศาสตร์เลย นั้นปรากฏจากกษัตริย์ลาว ยุคสุดท้าย คือยุคเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์องค์สุดท้ายของลาว   ดังต่อไปนี้
 
 
 
 
 
4.  เจ้ามหาชีวิต ศรีสว่างวัฒนา
     กษัตริย์องค์สุดท้ายของลาว
 
 
 

ดวงที่ 8

 

ดวงกำเนิด
เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา ลาว

ประสูติวันที่ 13 พฤศจิกายน 2450 วันพุธ
 
 

จะเห็นว่าดวงกำเนิดนั้น มีดาวอาทิตย์(๑) อยู่ราศีตุล เป็นดาวดับแสง (เป็นนิจตามศัพท์โหราศาสตร์ไทย) แต่ดาวพฤหัสบดี(๕) ทรงพลังอย่างยิ่งเพราะเป็นมหาอุจ น่าที่จะชดเชยพลังดาวอาทิตย์ที่ดับแสงให้ได้ แต่กลับปรากฏว่า ตรงข้ามดาวพฤหัสบดี(๕)มหาอุจนั้น มีดาวที่มีศักดิ์เป็นมหาอุจพอกันเล็งยันมา นั่นคือดาวอังคาร(๓)มหาอุจ ซึ่งมีคุณภาพร้ายแรงโดยเป็นดาวกาลกิณีมหาอุจ จึงกลายเป็นว่าลบล้างอำนาจกันเองระหว่างพฤหัสบดี(๕)มหาอุจ กับ อังคาร(๓)ที่เป็นกาลกิณี มหาอุจ ก็เลยไม่ได้ประโยชน์อันใดจากดาวมหาอุจคู่นี้(เพราะอังคารเป็นกาลกิณี)

 

 

 

เมื่อดาวพฤหัสบดี(๕) เป็นมหาอุจในราศีกรกฎ และดาวอังคาร(๓) เป็นมหาอุจในราศีมังกรแต่ก็ไร้ประโยชน์ไปเสียแล้วอย่างน่าเสียดาย ซึ่งเป็นเพราะความไม่รอบคอบของโหรผู้ให้ฤกษ์หรือไม่มีโหรให้ฤกษ์แต่ก็เป็นการบังเอิญตามธรรมชาติ คือผลของดวงฤกษ์ธรรมชาติ ก็ตาม แต่เป็นธรรมชาติที่ร้าย ในขณะเดียวกันดาวกษัตริย์ คือดาวอาทิตย์(๑) กลับตกต่ำที่สุด โดยอยู่ในตำแหน่งนิจที่ราศีตุล อันเป็นจุดที่อาทิตย์(๑)ดับแสงลงอย่างสนิท  ชาตาชีวิตของพระองค์จึงง่อนแง่น ไม่มั่นคง และถดถอย จนที่สุดต้องสละราชบัลลังก์ลง ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2518 ขณะที่สถานการณ์การเมืองลาวร้ายแรงอย่างยิ่ง  และเป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย สิ้นยุคกษัตริย์ราชวงศ์ลาวลงไป อันเป็นเหตุให้ลาวเปลี่ยนการปกครองจากระบอบกษัตริย์(ลาวเรียกกษัตริย์ว่าเจ้ามหาชีวิต)เป็นระบอบไม่มีกษัตริย์ และมีคณะบุคคลทรงอำนาจเผด็จการขึ้นครองอำนาจในประเทศลาวสืบมาจนถึงวันนี้

 
 
 
 
 
 
 
ดวงที่ 8/1
 
ดวงฤกษ์
 
การครองราชย์ของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา
 
รูปดวงฤกษ์นี้ วางจากวันที่เริ่มครองราชย์ของพระองค์  ซึ่งเป็นวันที่ 29 ตุลาคม 2502(1959)
ไม่มีการประกอบพระราชพิธี เสวยราชย์   
 
 
 
ระยะการครองราชย์ของพระองค์ เริ่มวันที่ 29 ตุลาคม 2502 (1959) ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2518(1975)   หลังจากนั้นทรงถูกส่งตัวไปสัมมนา และไม่ปรากฏข่าวของพระองค์อีก
เมื่อมองจากวันที่ทรงเริ่มการครองราชย์ของพระองค์จะเห็นว่าดาวอาทิตย์(๑)ดับแสงอยู่โดดเดี่ยว ณ ราศีตุล เป็นตำแหน่งนิจ รอบ ๆ นั้นหามิตรไม่พบเลย มีดาวอังคาร(๓)ประกุม นั่นคือศัตรูที่ร้ายแรง ที่มุ่งหมายทำลายแม้ชีวิตของพระองค์ ราหู(๘) และเกต(๙)ขนาบอาทิตย์ทั้งหน้าและหลัง  มีเสาร์(๗)กาลกิณีโยคหน้าอาทิตย์อีก เหมือนดวงชะตาที่ต้องโทษ ถูกตรึงกักขังเอาไว้  นั่นเป็นฤกษ์ที่ร้ายแรงจริง ๆ สำหรับการครองราชย์ของพระองค์  
 
 
 
5. สมเด็จพระราชินีคำผุย
     ราชินีองค์สุดท้ายของลาว
ลองดูดวงพระราชินีลาวองค์สุดท้าย หรือพระนางคำผุย ประกอบ ดังนี้
 
 
 
 

ดวงที่ 9

 

ดวงกำเนิด

 

พระราชินีคำผุย พระมเหสีของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา

 

พระราชินีลาวองค์สุดท้าย

ประสูติ วันที่ 12 กรกฎาคม 2455 วันศุกร
 
 
 
 

จะเห็นว่ามีดาวจันทร์(๒) เป็นดาวมหาอุจในราศีพฤษภ มีดาวพฤหัสบดี(๕) เป็นมหาจักรในราศีพิจิก ถึงจันทร์(๒) อันบ่งถึงฐานะที่สูงส่งเป็นราชินี   ก็จริง แต่กลับมีดาวเสาร์(๗)มหาจักร กุมจันทร์อยู่ด้วย   อันบ่งบอกถึงสถานะอันสูงส่งนี้มีวิถีทางที่ขมขื่น ผิดหวัง ในขณะเดียวกันมีกระแสดาว3ดวงส่งผลอันเลวร้ายไปอีกคือพฤหัสบดี(๕) ในราศีพิจิก พุธ(๔)ในราศีกรกฎ และราหู(๘)กาลกิณีในราศีมีน ร่วมธาตุกันโดยถึงกันด้วยธาตุลม ตรงนี้บ่งถึงศัตรูของพระนางที่ค่อยบ่อนทำลายด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ ใส่ร้ายป้ายสีให้ทรงเสื่อมพระเกียรติยศลงไป และที่สุดต้องทรงรับผลอันเลวร้ายของชีวิต ต้องพลัดพรากจากพระสวามี กลายเป็นราชินีลาวองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์กษัตริย์ลาวไป และครั้นเมื่อเจ้าศรีสว่างวัฒนา เจ้ามหาชีวิตสิ้นพระชนม์ในวันที่ 31 พฤษภาคม  2521 พระนางก็สิ้นพระชนม์ตามไปในเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช2524 เป็นอันจบสิ้นราชวงศ์ลาว

 
 
 

 

 

ตัวอย่างดวงชะตาที่ยกมาศึกษาข้างต้นนั้น แสดงถึงประเทศนั้น บุคคลนั้น ๆ สังคมนั้น ๆ ไม่ได้เอาใจใส่ในศาสตร์ดั้งเดิมของมนุษยชาติ ที่มีกำเนิดมาร่วม 4 หมื่นปีแล้ว(ในทางพระพุทธศาสนาจะเห็นว่ามีการนำโหราศาสตร์มาใช้อยู่จนเป็นชีวิตประจำวันของกษัตริย์ เช่นคราวประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ ก็ได้อัญเชิญนักบวชผู้รู้ทางโหราศาสตร์มาให้การพยากรณ์ชะตาชีวิตของเจ้าชาย ตามที่ชาวพุทธย่อมรู้ดีกันอยู่แล้ว) การไม่รู้โหราศาสตร์จะบอกไปถึงความด้อยอารยธรรมอย่างหนึ่งของสังคมบางสังคมในยุคโบราณ ผลก็คือในเมื่อเจ้าชะตาไม่รู้โหราศาสตร์ ก็ไม่เอาใจใส่ต่อโหราศาสตร์ หรือไม่เห็นความสำคัญของโหราศาสตร์เลย ดังเห็นชัดจากตัวอย่างชาตากษัตริย์ที่สิ้นราชวงศ์ไปตาม ๆ กันที่กล่าวมาแล้วข้างต้น   ต่อไปนี้จะพบว่าในประเทศที่เจริญแล้ว กลับรู้จักนำโหราศาสตร์มาใช้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะฤกษ์ทำการสำคัญ ๆ ยิ่งใหญ่ของประเทศและของราชวงศ์กษัตริย์ในประเทศที่เจริญนั้น  อันยืนยันว่า ศาสตร์(science) นี่เองคือความหมายของอารยธรรมที่เหนือกว่า และอารยธรรมที่เหนือกว่าย่อมชนะเสมอ

 
 


มาทำความเข้าใจเป็นลำดับไปกับดวงชะตาบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ในโลกประวัติศาสตร์และฤกษ์การทำการสำคัญของท่านเหล่านั้น   เริ่มด้วยดวงกำเนิดของควีนเอลิซาเบธ 2 แห่งอังกฤษ สูติกาลวันที่ 21 เมษายน 2469(1926) ดวงกำเนิดเป็นดังนี้

 
 
 


6.  สมเด็จพระบรมราชินีนาถควีนเอลิซาเบธที่ 2
      จักรภพอังกฤษ
 
 
 
 

ดวงที่ 10

ดวงกำเนิด 
 
[Queen Elizabeth 2] ควีนเอลิซาเบธที่ 2  
 
สมเด็จพระราชินีแห่งเครือจักรภพอังกฤษ
 
ประสูติ ณ วันพฤหัสบดี ที่ 21 เมษายน 2469(1926)
มีบันทึกข้อมูลสูติกาลของพระองค์ไว้ว่า “born on 2.40 am. on 21 April 1926 at 17 Buton Street in Magfair London” ซึ่งโดย Time Zone : current local time around the world จะตรงกับเวลา 09:40:01 น.วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน 2469 เวลาไทย ซึ่งโดยเวลาไทยนี้ จะปรากฏว่าพระราชลักคณาสถิต ณ ราศีเมถุน ธาตุลม นวางค์ที่ 6ดาวพฤหัสบดี(๕)เจ้านวางค์, ตรียางที่ 2 ดาวศุกร์(๖)เจ้าตรียางค์ เสวยนักขัตฤกษ์ที่ 6 ดาวอารทรา ประกอบด้วยเทวีแห่งฤกษ์ เมื่อรูปดวงชะตาสมบูรณ์โดยมีลักคณาอยู่ราศีเมถุน จะเห็นข้อสังเกตสำคัญว่ามีดาวอยู่ในวงจรมหาเกษตร 3 ดวงคือ พุธ(๔)ตนุลัคน์, ราหู(๘)เจ้าเรือนที่ 9 ที่ให้ความหมายถึงต่างประเทศ และพฤหัสบดี(๕)เจ้าเรือนกัมมะ นี่ก็เป็นจุดที่ยิ่งใหญ่อีกจุดหนึ่งในดวงพระชาตานี้)  
 
 
จะเห็นว่าในดวงกำเนิด มีดาวในราศีทวารครบทั้ง 4 ทวาร และมีตำแหน่งเข้มแข็ง มีดาวมหาอุจ 3 ดวง เกษตร 1 ดวง ประจำในราศีทวารทั้ง 4 คือ อาทิตย์(๑) มหาอุจ อยู่ราศีเมษ เสาร์(๗)มหาอุจอยู่ราศีตุล อังคาร(๓)มหาอุจอยู่ราศีมังกร และจันทร์เกษตร อยู่ราศีกรกฎ นี่คือสุดยอดกษัตรีมหาอำนาจ และในความจริงอังกฤษได้แผ่บารมีออกไปครอบครองดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งอินเดียดินแดนที่มีเทพเจ้านับล้านองค์คอยพิทักษ์รักษาให้ประชาชนกว่า400ล้านกราบไหว้บูชาก็ยังจำนนตกเป็นโคโลนี(เมืองขึ้น)อังกฤษอยู่นานถึง 176 ปี (สารคดีเกี่ยวกับวัฒนธรรมอินเดียล่าสุด ที่เผยแผ่ทางวิทยุโทรทัศน์เร็ว ๆ นี้ระบุว่าขณะนี้มีพระเจ้าในประเทศอินเดียถึง 330 ล้านองค์   แต่ไร้สติปัญญาอำนาจจะปกป้องอินเดีย จากมนุษย์ผู้รุกราน)   จนอังกฤษมีเครือจักรภพที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน เฉพาะดาวในราศีทวาร ก็เห็นได้ว่าทรงบารมี อำนาจ ที่จะแผ่ออกไปอย่างไพศาล หาผู้เสมอมิได้อยู่แล้ว ยังมีดาวพฤหัสบดี(๕) กับดาวศุกร(๖) เป็น 11 แก่อาทิตย์(๑)มหาอุจอีกด้วย อันแสดงถึงแม้ศัตรูก็หาคำใส่ร้ายป้ายสีพระองค์ไม่ได้ (ปิดปากเงียบ)  เมื่อเป็นเช่นนี้ ดวงฤกษ์ทำการสำคัญใดใดก็ย่อมจะส่งกระแสสัมพันธ์ที่ดีตามไปกับดวงกำเนิดด้วย   ดังจะเห็นจากดวงฤกษ์ครองราชย์ ต่อไปนี้
 
 
 
 
 

ดวงที่ 11

 

ดวงฤกษ์

 

ดวงครองราชย์ ควีนเอลิซาเบธที่ 2

วันราชาภิเษก 2 มิถุนายน 2496(1923)
 
 

จากดวงฤกษ์นี้จะเห็น ดาวอาทิตย์(๑)เดินเลยจุดมหาอุจไปอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าในราศีพฤษภ เรียกว่า อุจจาภิมุข มีดาวฝ่ายมิตรคือพฤหัสบดี(๕)กุมอยู่ และมีดาวฝ่ายศัตรูคืออังคาร(๓)กุมอยู่เช่นกัน มีดาวเสาร์(๗) ร่วมธาตุอยู่ในราศีกันย์ มีดาวราหู(๘) ร่วมธาตุอยู่ในราศีมังกร   อันแสดงว่าตลอดเวลาการเสวยราชได้ทรงเผชิญทั้งมิตรและศัตรูอยู่รอบ ๆ ข้าง แต่การที่มีดาวจันทร์(๒) พุธ(๔ ) ศุกร(๖) และพฤหัสบดี(๕)ล้อมรอบดาวอาทิตย์อยู่นั้นแสดงถึงวิเทโศบายของพระองค์ว่าทรงใช้หลัก ไมตรีจิตมิตรภาพ ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ ความจริงใจ เป็นแนวบริหารประเทศ บริหารจักรภพอังกฤษ ในขณะเดียวกันทรงใช้นโยบายอันตึง จากดาวเสาร์(๗)และราหู(๘)ร่วมธาตุกับอาทิตย์(๑) หมายความว่ามีบางกรณีที่พระองค์จะไม่ยอมให้ประเทศใต้ปกครองของพระองค์มีการผ่อนสั้นผ่อนยาวหรือมีการต่อรองได้เลย   จึงทรงประสบความสำเร็จในชีวิตก่อเกิดประโยชน์มากมายแก่ประเทศสหราชอาณาจักร อังกฤษในยุคนั้น และเป็นผลอันดีแก่เครือจักรภพ ได้ความรักความนับถือชื่นชมจากประเทศราชของอังกฤษทุกมุมโลก

 

 

นี่คือตัวอย่างของดวงกำเนิดที่ดี และดวงฤกษ์ทำการที่ดี ผลจึงดีตามไปด้วย
 
 
 
 
 

ตัวอย่างต่อไป

 
โปรดตามไปดูดวงชะตาของกษัตริย์ยุคปัจจุบันนี้เอง คือราชาธิบดีจิกมี วังซุกแห่งภูฏาน ราชินีเบียทริกซ์แห่งเนเธอแลนด์ ทรงสละราชบัลลังให้เจ้าชายราชโอรส วิเลม-อเลกซานเดอร์ครองแทน โดยกำหนดวันสละราชสมบัติเป็นวันเดียวกันกับวันเสวยราชของพระราชโอรส และดวงครองตำแหน่งสูงสุดของสันตะปาปาเบเนดิกส์ ที่16
 
 
 
7.  สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี วังซุก แห่งภูฏาน
 
 
 

ดวงที่ 12

 

ดวงกำเนิด

 

พระราชาธิบดี จิกมี วังซุก แห่งภูฏาน
His Majesty King Jigme Khesar Namgyel Wangchug

วันประสูติ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2523
 
 

 

จะเห็นว่าดาวอาทิตย์(๑)ในดวงชะตาเป็นประ(คือดับแสงไป50%) มักจะบอกถึงทิฐิที่จะเอาชนะ ไม่ยอมคน ทรงมีมิตรมากและมีศัตรูมากพอ ๆ กัน ทรงร่ำรวย ทรงมีพระสง่าราศีสมความเป็นกษัตริย์ ถึงดาวอาทิตย์(๑)จะอ่อนแต่ทรงมีจันทร์(๒)ที่เข้มแข็งเป็นมหาจักรที่ราศีเมษ แต่จะทรงมีสุขภาพที่ไม่ค่อยดีนัก อันนี้จะเป็นปัญหาของพระองค์บ่อย ๆ    ไปดูดวงฤกษ์ครองราชย์ของพระองค์ 
 
 
 
 
 
 

ดวงที่ 13

 

ดวงฤกษ์
วันพิธีราชาภิเษกครองราชย์

 

พระราชาธิบดี จิ๊กมี วังซุกแห่งภูฏาน

วันที่ 6 พฤษภาคม 2551 วันอังคาร
 
 
เห็นได้ว่าราชสำนักนี้มีโหรผู้เชี่ยวชาญโหราศาสตร์ การวางฤกษ์ครองราชย์นับว่าดีพอสมควร เนื่องเพราะวางอาทิตย์(๑)เป็นในตำแหน่งมหาอุจ ราศีเมษ มีจันทร์(๒)มหาจักรกุมอยู่  อย่างไรก็ตาม ดาวพฤหัสบดี(๕)เป็นนิจดับแสง ในภพที่ 10 จากอาทิตย์ ตรงนี้จะบอกถึงเรื่องราวที่ควรรอบคอบในประเด็นที่เกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ เกรงจะมีการผิดพลาดและถดถอยลงไปได้ อย่างไรก็ตาม สถานภาพของความเป็นกษัตริย์จะรุ่งเรืองเจริญไปในวันข้างหน้า ไม่ถดถอย
 
 
 
 
 

ดวงที่ 14

 

ดวงฤกษ์
วันอภิเษกสมรส จิ๊กมี วังซุก – น.ส.เจตซุน เปมา แห่งภูฏาน

วันที่ 13 ตุลาคม 2554 วัน ๕
 
 
ดวงอภิเษกฯนี้ โหรคงจะคาดหวังว่าจะได้เห็นชีวิตรักที่มีความสุขสดชื่น สง่างาม สูงส่งด้วยเกียรติยศ และก็น่าจะได้ดังปรารถนาเมื่อวางดาวจันทร์(๒)มหาจักรไว้ ณ ราศีเมษ ควบคู่กับพฤหัสบดี(๕)ที่ได้ตำแหน่งราชาโชคอยู่  เป็นคู่ธาตุดินที่แสดงถึงความเข้มแข็ง ไม่บุบสลายง่าย ๆ แล้วยังวางคู่ธาตุน้ำถึงตรงอีกด้วย นั่นคือศุกร์(๖)เกษตร กุมพุธ(๔)คู่ธาตุน้ำ กุมกันในราศีตรงข้ามคือราศีตุล บ่งบอกถึงความเอิบอาบ ชื่นมื่น เย็นสบาย  อย่างไรก็ตามในขณะนั้นดาวอาทิตย์(๑) อันเป็นดาวกษัตริย์ หรือหน้าที่กษัตริย์ ตั้งอยู่ในภพที่ 6 จากจันทร์(๒)และพฤหัสบดี(๕) คู่ธาตุดิน แล้วมีเสาร์(๗)กาลกิณี ธาตุไฟ กุมอาทิตย์(๑)ธาตุไฟ อยู่ ณ ตำแหน่งภพที่ 6 นั้นด้วย เป็นคู่ธาตุอีกคู่หนึ่ง   อันแสดงถึงสถานะของกษัตริย์อาจจะเสียหายไปจากความรักนี้ นอกจากนั้นดาวเสาร์(๗) และดาวราหู(๘) ที่โยคกันด้วยมุม 60 องศาแก่กัน บีบดาวคู่ธาตุน้ำศุกร์(๖) และพุธ(๔) แล้วทำมุมแหลมเป็นปลายหอกพุ่งไปยังดาวคู่ธาตุดินคือพฤหัสบดี(๕)ราชาโชคและจันทร์(๒)มหาจักรที่ราศีเมษ  และดาวอังคาร(๓)ในดวงฤกษ์เป็นนิจ ลักษณะเหล่านี้บ่งบอกถึงความรักใต้การกดดัน นั่นคือความเป็นพระราชาที่ดีเลิศทรงธรรมนั้นอาจจะทำให้ขัดกับความเป็นคนธรรมดาที่มีกิเลสที่ต้องการความสุขทางความรักอย่างปุถุชนคนธรรมดาทั้งหลาย เมื่อไม่ได้ก็ย่อมเกิดทุกข์ ตามดวงพระราชชาตากำเนิดเองก็ได้มีร่องรอยของความทุกข์เช่นนี้ปรากฎอยู่ ซึ่งเมื่อปรากฏเช่นนี้การวางดวงฤกษ์สมรส เพื่อแก้ไข จึงย่อมเป็นหน้าที่ของโหรที่ต้องแก้ไขไป ไม่ให้ไปเพิ่มโทษ จึงเป็นหน้าที่ที่ต้องรอบคอบอย่างยิ่งของโหรผู้วางฤกษ์อีกทีหนึ่ง  
 
 
 
 
 
 
 
8. สมเด็จพระราชินีนาถ เบียทริกซ์ แห่งเนเธอแลนด์
     Queen Beatrix of the Netherlands
 
 
 
 

ดวงที่ 15

 

ดวงกำเนิด

 

สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ แห่งเนเธอแลนด์
Queen Beatrix of the Netherlands

วันประสูติ วันที่ 31 มกราคม 2481 วันอังคาร
 
 
 
จากดวงกำเนิดนี้จะเห็นดาวจันทร์(๒)เป็นมหาอุจในราศีพฤษภเป็นดาวนำหน้าหมู่ดาวทั้งหมด ที่มีตำแหน่งเรียงลำดับกันไปโดยเรียงติดต่อกันไปถึง 7 ราศี เป็นรูปจักรพยุหขบวนทัพของหมู่ดาว   จันทร์(๒)หมายถึงราชินี ทรงอำนาจโดยเป็นมหาอุจ มีดาวอาทิตย์(๑) พุธ(๔) อยู่ราศีมังกร ภพที่ 9 พฤหัสบดี(๕)อยู่ราศีกุมภ์ภพที่ 10 เข้าลักษณะดวงชะตานำพล ในรูปจักรขบวนทัพ บอกถึงสติปัญญา ความสามารถสูง สมควรเป็นดวงกษัตริย์  ลองไปดูดวงฤกษ์ครองราชย์ของพระองค์
 
 
 
 
 
 
 
 

ดวงที่ 16

 

ดวงฤกษ์

 

สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ แห่งเนเธอแลนด์
Queen Beatrix of the Netherlands

วันเสวยราช วันที่ 30 เมษายน 2523 วันพุธ
 
 
 

ดวงฤกษ์นี้เห็นได้ว่าเกิดขึ้นโดยการคำนวณของหมู่ผู้รู้ทางโหราศาสตร์   มีอาทิตย์(๑)มหาอุจ ถูกจับวางไว้ ณ จุดที่เข้มแข็งที่สุด ราศีเมษ มีพฤหัสบดี(๕)อยู่ราศีสิงห์ ดาวพุธ(๔) เล็งจันทร์(๒) มีดาวศุกร์(๖) อยู่ราศีมิถุนถึงพุธ ถึงจันทร์ ถึงพฤหัสบดี   นับว่าเป็นดวงฤกษ์ที่แทบหาที่ติไม่ได้ จึงทรงบริหารราชบัลลังก์อย่างสงบราบเรียบตลอดมา จนถึงวันที่ทรงสละราชสมบัติแด่ราชโอรส ซึ่งกำหนดฤกษ์สละราชบัลลังก์ เป็นวันเดียวกันกับวันเสวยราชของราชโอรสของพระองค์คือวันที่ 30 เมษายน 2523

 
 
 
 
 
 
 

ดวงที่ 17

 

ดวงฤกษ์

 

สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์สละราชบัลลังก์

 

และเจ้าชายวิลเลม อเล็กซานเดอร์ [ Prince Willem Alexander ]

 

ราชโอรสเสวยราชแทน

ณ วันเดียวกันคือ วันที่ 30 เมษายน 2556 วันอังคาร
 
 
จะเห็นวันเสวยราชของเจ้าชายวิลเลม-อเลกซานเดอร์ราชโอรส  ดวงอาทิตย์(๑)อยู่ในตำแหน่งมหาอุจ กำลังเปล่งประกายแสงอันรุ่งโรจน์ เหนือท้องฟ้า และมีดาวอื่นเป็นบริวารที่แวดล้อมอย่างดีถึง 3 ดวง(มีดาวกุมกันในราศีเมษ 4 ดวง)   แสดงให้เห็นว่าราชสำนักเนเธอแลนด์ ได้เล็งเห็นความสำคัญของโหราศาสตร์และได้นำหลักการโหราศาสตร์มาใช้กำหนดฤกษ์อันสำคัญคือการเสวยราชได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม มีดาวใหญ่ 2 ดวงที่เข้มแข็ง อยู่ในตำแหน่งที่ให้ร้ายแด่สถานะกษัตริย์ของพระองค์อยู่คือดาวเสาร์(๗)มหาอุจที่กุมดาวราหู(๘)ราชาโชคในราศีตุล และมีดาวจันทร์(๒)กาลกิณีในราศีธนู เปล่งกระแสระรานไปถึงราศีเมษที่ดาวอาทิตย์(๑) สถิตอยู่ อันแสดงถึงศัตรูของพระองค์ แต่เป็นศัตรูที่ไม่ร้ายแรงและจะส่งผลเสียบ้างในด้านสามัคคีธรรม กล่าวคือก่อเกิดความขัดแย้งในหมู่บริวาร หมู่ผู้ทำภาระหน้าที่ของพระองค์อยู่บ้าง การงานของพระองค์จึงจะเดินไปไม่ราบรื่นสมประสงค์นัก กระนั้นก็ถือว่าดวงฤกษ์นี้เป็นดวงฤกษ์ที่ดีสำหรับกษัตริย์พระองค์นี้ทีเดียว 
 
 
 
 
 
9. สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่16 
    ประมุขแห่งศาสนาคริสต์คาธอลิก สำนักสันตะปาปา
 
 
 
 

ดวงที่ 18

 

ดวงกำเนิด

 

พระสันตะปาปาเบเนดิกซ์ 16

 

Benedict XVI

วันที่ 16 เมษายน 2470 วันเสาร์
 
 

 

 

ดวงกำเนิดนี้เป็นอีกดวงชะตาหนึ่งที่บ่งบอกไปถึงวิถีชีวิตอันสูงส่ง พร้อมด้วยความสุขสบายด้วยเกียรติคำสรรเสริญรอบทิศ ตัวเองมีความเข้าใจมนุษย์และประชาชนพร้อมความเมตตา 

จิตอย่างบริสุทธิ์ ทรงมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์ เข้มแข็งทั้งทางกายและจิตใจ ทรงอำนาจ
 
 
 
 
 
 
 

ดวงที่ 19

 

ดวงฤกษ์

 

วันดำรงตำแหน่งเป็นสันตะปาปา

 

Benedict XVI

วันที่ 19 เมษายน 2548 วันอังคาร
 
 
 
 

ดวงฤกษ์การดำรงตำแหน่งนี้จะเห็นว่าทรงมีศัตรูผู้ซ่อนตัวไม่เปิดเผย ให้ร้าย ทำลายชื่อเสียงองพระองค์อยู่ลับ ๆ แต่บารมีของพระองค์สูงส่ง ทรงอำนาจ นับเป็นดวงฤกษ์สำหรับชัยชนะและดำรงตำแหน่งอย่างสง่างาม มีความสุขและความสำเร็จ น่าแปลกใจที่คริสต์คาทอลิกมีกำเนิดมาพร้อมกับความเป็นปรปักษ์แด่โหราศาสตร์ แต่กลับมาภายหลังรู้จักนำโหราศาสตร์ไปใช้ประโยชน์อย่างดียิ่ง เห็นได้จากการวางดวงฤกษ์ดำรงตำแหน่งของสันตะปาปาเบเนดิกซ์ที่ 6 องค์นี้เอง 

 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

บทสรุปหลักการโหราศาสตร์

 
 
 

ดาวพระเคราะห์บนท้องฟ้าที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์มีอยู่ 10 ดวง คือ(ในวงเล็บคือรหัสของดาว) โดย 2 ดวงหลังเพิ่มเข้ามาไม่นานนักนี้ ดาวเหล่านี้ให้คุณในเมื่อดาวมีคุณภาพดี และให้โทษในเมื่อดาวมีคุณภาพร้าย ดังนี้

 
 

1.   ดาวอาทิตย์(๑) ให้ความหมายด้านอำนาจ บารมี ความมั่นใจตนเอง ภาวะผู้นำสูง เป็นดาวประจำกษัตริย์   และผู้นำสังคม ประเทศ หากให้โทษก็จะหมายถึงการตกต่ำในฐานะ เกียรติ์ และภาวะผู้นำ อำนาจบารมีถดถอย 

 
 

2.   ดาวจันทร์(๒) ให้ด้านอำนาจ บารมี ความเมตตา ความรัก ความฉลาด ปัญญา จินตนาการสูง งานประพันธ์ กวีนิพนธ์ และเป็นดาวราชินี

 
 

3. ดาวอังคาร(๓) ให้ด้านความกระตือรือร้น ความกล้าหาญ ความตรง ความรวดเร็ว  การแข่งขัน การรบ สงคราม ทหาร ตำรวจ เป็นดาวสงคราม และการทหาร

 
 

4. ดาวพุธ(๔) ให้ด้านสติปัญญาวาจาคำพูด เวทย์มนต์ ความรอบรู้หลายสาขาวิชา  ความร่ำรวย นักปราชญ์ นักการสื่อสาร ครู อาจารย์ นักประพันธ์

 
 

5. ดาวพฤหัสบดี(๕) ให้ด้านสติปัญญา ความรู้ ความซื่อสัตย์ สุจริต มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจ ความร่ำรวย ของมนุษย์  ความแคล้วคลาดปลอดภัย การเป็นใหญ่ เป็นดาวสำหรับบุคคลผู้สูงส่งได้ทุกประเภท แม้นักการเมือง คหบดีมีทรัพย์ นักการธนาคาร ผู้พิพากษา ปุโรหิต รัฐบุรุษ ก็ได้

 
 

6. ดาวศุกร(๖) ให้ด้านทรัพย์สิน เงินทอง วิชาการ ความรักและอุดมการณ์ ความงาม อารมณ์จิตใจเยือกเย็น ปลอดโปร่ง และความร่ำรวยมหาศาล เสน่ห์นิยมสูง

 
 

7. ดาวเสาร์(๗) ให้ด้านความพยายาม ความทรหดอดทน ความเหน็ดเหนื่อยยากลำบาก งานใหญ่ งานอันต่อเนื่องยาวนาน ความยากจนขัดสน ถ้าเสาร์ได้ตำแหน่งดีจะหมายถึงผู้ชนะศึก และทหารใหญ่ ร่ำรวยที่ดินทรัพย์สินมาก

 
 

8. ดาวราหู(๘) ให้ด้านความกล้าหาญ ความเอาแต่ใจตัวเอง ด้านการคบเพื่อน การดื่มของเมา การทำผิดกฎหมาย บุคคลหมายถึงตำรวจก็ได้ นักเลงอันธพาลก็ได้ หมายถึงคนต่างชาติต่างศาสนาก็ได้  ราหูแม้จะให้กระแสที่ดีจะได้ดีก็ต้องเหน็ดเหนื่อยมากอย่างสาหัสน้ำตากระเด็นเสียก่อน

 
 

9. ดาวเกต(๙) ให้ด้านจินตนาการ ความใฝ่ฝัน ความง่วงเหงา ไม่ชัดเจน ไม่กระจ่าง ให้ความหมายถึงทางไกล ต่างประเทศ

 
 

10. ดาวมฤตยู(๐) ให้ด้านอุบัติเหตุ เหตุที่เกิดโดยไม่คาดฝัน ให้ความหมายถึงแดนไกล ต่างประเทศ

 
 
 
 
 

คุณภาพดาว

 


หลักการสำคัญเกี่ยวกับดวงดาวก็คือเรื่องคุณภาพดาว ดาวแต่ละดวง เมื่อตั้งอยู่ในที่ตั้งแตกต่างไปตามแต่ละที่ตั้ง ก็จะแปรเปลี่ยนคุณภาพไป ย่อมให้ผลได้ทั้งด้านดีและด้านร้ายได้พอ ๆ กันทุกดวงดาว โดยความหมายรวม ๆจากทั้งระบบดาว โดยอ่านจากคุณภาพดาวนั่นเอง ทำให้เราสามารถอ่านรู้เรื่องราวดังต่อไปนี้ จากระบบดาวทั้งสิ้น ได้แก่

 
 

1.   ชะตาชีวิตทั้งชีวิตจะเป็นอย่างไร สถานะพออยู่พอกิน ร่ำรวยหรือเป็นกระยาจก 

 
 

(1) ในด้านสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บ ความสุขสบาย ความมีอายุยืนหรือสั้น

 
 

(2) ในด้านเชื้อสายสกุลวงศ์ บิดามารดา และท้องถิ่นที่กำเนิดตลอดจนบ้านเรือน รกราก ที่อยู่อาศัยในอนาคต

 
 

(3) ในด้านการศึกษา การเรียน การสอบ จะไม่พ้นคำถามว่า จะสอบได้หรือไม่ จะได้งานทำหรือไม่ จะได้รับราชการหรือไม่ ซึ่งโหราศาสตร์สามารถให้คำตอบได้ค่อนข้างแม่นยำ   การอบรม มันสมองความฉลาด สติปัญญา และระดับการศึกษาที่จะมีได้ในชีวิต อาจดูเป็นรูปธรรมได้บอกได้ถึงระดับปริญญาที่จะมีได้ในชีวิตนี้ ว่าจะได้ปริญญาระดับ ตรี โท เอก ปวช. หรือ ปวส. หรือไร้การศึกษา ฯลฯ  

 

 

 

(4) ในด้านการงานอาชีพ การเป็นข้าราชการ หรือนักธุรกิจ หรือกิจการอันเป็นการยังชีพของตน อาชีพอิสระของตนไม่เป็นลูกจ้างใคร รวมทั้งระดับความสำเร็จในด้านนี้ ว่ายิ่งใหญ่หรือด้อยอย่างไรบ้าง ดวงดาวให้ความหมายสำคัญระดับไหน ยิ่งใหญ่หรือด้อยต้อยต่ำอย่างไร  

 
 

(5) จะได้เป็นบุคคลสำคัญของประเทศ ของโลกหรือไม่ ก็ดูได้ อ่านความหมายจากดวงดาวได้ และทางตรงข้ามก็อาจจะพบว่าดวงชะตานี้จะต้องตกต่ำ เป็นอันธพาลต้องติดคุกตะราง แม้กระทั่งคนมีวิถีชีวิตที่น่าวิตกเป็นห่วงในตอนต้น แต่แล้วกลับตัวได้ดิบได้ดีในตอนหลังของชีวิตก็มีมาก  

 
 

(5) ในด้านการเงิน ที่ดินทรัพย์สินความมั่งคั่ง ตลอดถึงสถานะทางการเงินที่มีสภาวะปรวนแปรหรือมั่นคงสถาวรอย่างไร ดูว่าจะมีบ้านที่อยู่อาศัยของตนเองหรือไม่ ใหญ่โตขนาดไหน หรือต้องอยู่บ้านเช่าตลอดชีวิตอพยพครั้งแล้วครั้งเล่า ก็มี ดูความร่ำรวย ความมั่งคั่งซึ่งจะปรากฏในดวงชะตาตั้งแต่เกิด มีความหมายเห็นได้จากดวงกำเนิดอยู่แล้ว

 
 

(6) ในด้านความรักและชีวิตสมรส ลักษณะการอยู่ร่วมกันของชีวิตคู่ การเป็นโสด หรือการอย่าร้าง จะพบเนื้อคู่เมื่อไร คนที่คบกันอยู่ใช่เนื้อคู่หรือเปล่า อีกกี่ปีจะได้แต่งงาน ลักษณะของคู่ครอง ตลอดทั้งการมีบุตรบริวาร มีความทุกข์ สุข เช่นการทะเลาะวิวาท การอย่าร้างมีหรือไม่อย่างไร มีบุตร ธิดา อย่างไร  ด้านบุพการี พ่อ แม่ พี่น้อง ญาติ เป็นอย่างไรบ้าง

 
 

(7) ในด้านมิตรและศัตรู คดีความ การฟ้องร้องต่าง ๆ ตลอดทั้งการจองจำหรือการสูญเสียอิสรภาพ เรื่องร้ายต่าง ๆ เช่นอุบัติเหตุ มีดวงอุบัติเหตุร้ายแรงถึงเสียชีวิตหรือไม่ จากเรื่องอะไร ทางรถ ทางเรือ อุบัติเหตุทางน้ำ หรือการลอบสังหาร จากศัตรูคู่แข่งทางการเมือง ธุรกิจ เป็นต้น  

 
 

(8) ในด้านมนุษยสัมพันธ์ เกียรติยศชื่อเสียง ชัยชนะ และความนิยมของประชาชน จะประสบความสำเร็จทางการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่นขนาดไหนอย่างไร และมีความยั่งยืนนานเพียงไร เป็นต้น จะสมัครอบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะได้เป็นหรือไม่

 
 

(9) ความสำเร็จและความสุขของชีวิต  เป็นต้น

 
 


2. การอ่านความเป็นไปในระยะช่วงตอนบางช่วงตอนของชีวิต เช่นถามว่าปีนี้  ปีหน้า  ปีนู้น ๆ ชะตาชีวิตเป็นอย่างไร เริ่มกิจการงานใหม่ ๆ ขนาดใหญ่จะไปได้หรือไม่ จะซื้อรถ มีกำลังจะผ่อนส่งเขาได้ไม่โดนยึดรถคืน ไหวไหม   ชะตาเป็นทุกข์เดือดร้อนนี้จะไปสิ้นสุดลงอย่างไร ปีไหนเดือนไหนจึงจะสบายขึ้น เป็นต้น การที่มนุษย์จะประสบเคราะห์ร้ายหรือเคราะห์ดีนั้นเนื่องมาจากขณะนั้น วันนั้น เดือนนั้น หรือปีนั้นได้โดนกระแสร้าย ๆ ของดาวทั้ง 10 ดวง ดวงใดดวงหนึ่งหรือหลายดวงพร้อมกัน ที่เปล่งลงมาจากท้องฟ้า อย่างไร ในกรณีที่ร้ายที่ย่อมจะบันดาลผลร้ายแก่เจ้าชะตา ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ

 
 

(1) อุบัติเหตุ การเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงเสียชีวิต หรือสิ้นเปลืองเงินทอง ค่ารักษาพยาบาลอย่างมหาศาล ต้องขายบ้าน ที่ดินทรัพย์สินศฤงคารหรือไม่อย่างไร

 
 

(2) การเกิดเคราะห์กรรมอันตรายจากศัตรูคู่แข่ง โดยเฉพาะการฆาตกรรม หรือ ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกโกง เกิดคดีความ มีการฟ้องร้อง แพ้คดีถึงติดคุกหรือเสียทรัพย์สิน หมดเนื้อหมดตัว เป็นต้น 

 

 

 

(3) ถูกโจรหรือมิจฉาทิฏฐิเบียดเบียนทรัพย์สินเงินทอง การสูญเสียทรัพย์สินเงินทองอย่างไม่รู้สาเหตุ โดนปล้นชิงทรัพย์ หรือเสียการพะนัน

 
 

(4) เกิดปัญหาสุขภาพ โรคภัยเบียดเบียน เจ็บป่วยร้ายแรง หรือ โรคร้ายอื่น ๆ

 
 

(5) บริวาร ลูก เมีย หรือสามี คนรอบข้างก่อปัญหาประการต่าง ๆ มีการขัดแย้งระหว่างหุ้นส่วนหรือสามีภรรยาที่เสี่ยงต่อการแตกแยกหรือการอย่าร้างของสามีภรรยา ในประเด็นนี้มีปัญหาสามีผละหนีจากภรรยาไปมีเมียน้อย หรือ ผอ. ครูในโรงเรียนไปโดนเสน่ห์นักเรียน นักศึกษา ลูกศิษย์ลูกหาของตนเอง กลายเป็นปัญหาครอบครัวที่ปวดหัวไปทุกฝ่าย มีปรากฏในดวงชะตาจรขณะนั้นหรือไม่

 
 

(6) ประสบปัญหาการทำมาหากินฝืดเคือง ได้รับเคราะห์กรรมต่าง ๆ เช่นทำมาหากินไม่ขึ้น ขายของไม่ดี มีรายจ่ายอย่างไม่รู้จบ รายรับไม่พอแก่รายจ่าย เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ไม่หยุดหย่อน   บริษัทใหญ่ต้องหยุดกิจการลงหรือไม่  เป็นต้น 

 
 
 
 

 

 

ความหมายสำคัญของดวงฤกษ์

 
 

ตามปกติการบังเกิดผลร้ายหรือเคราะห์กรรมดังกล่าวตามหลักโหราศาสตร์ ย่อมเป็นผลจากกระแสดาวร้ายนั่นเอง ในขณะที่กระแสดาวที่ส่งกระแสร้ายลงมาตกต้องบุคคลในเวลานั้น ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ฉะนั้นจึงได้รับเคราะห์กรรมไปต่าง ๆ ตามลักษณะของกระแสดาวร้ายนั้น ๆ   ในการหาฤกษ์ทำการ จึงหมายถึงการคำนวณกระแสดาวทั้ง 10 ดวง เพื่อให้ทราบว่า ดาวทั้ง 10 ดวงรวมกระแสกันอย่างไร นั่นคือเวลาที่กระแสดาวพระเคราห์ทั้ง 10 ดวงบนท้องฟ้ารวมพลังลงมายังพื้นดิน ตรงจุดที่เราจะทำการพิธีกรรมนั้น  หากมีกระแสดาวดีพอก็จะได้รับผลไปตามกระแสดาวนั้น แต่หากมีกระแสร้ายแรง เกินแก้ไขได้ ทางที่ดีก็คือโหรให้เลื่อนวันเวลาไปจากเดิมไปหาฤกษ์ทำการใหม่ ไปสู่วันเวลาที่ได้ดี มีโชค ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะจะต้องห่างไกลจากสิ่งอัปมงคลทั้งหลาย

 
 

ข้อควรคิดในการให้ฤกษ์ ก็คือ การอ่านดวงฤกษ์ก็เหมือนกันกับการอ่านดวงชะตาบุคคล นั่นเอง การขอฤกษ์ จะต้องขอจากโหราจารย์ผู้เชี่ยวชาญการพยากรณ์ตามหลักการโหราศาสตร์จริง ๆ มิฉะนั้นการออกดวงฤกษ์ให้โดยผู้ไม่มีคุณสมบัติหรือความรู้ความเชี่ยวชาญไม่พอ อาจจะให้ความหมายผิดพลาดไปก็ได้ อาจจะเป็นแบบได้ดีได้ชั่วปนเปกันไป ได้อย่างเสียอย่าง หรืออย่างร้ายแรงก็อาจจะเป็นการให้ฤกษ์ติดคุกติดตะราง ดวงอันธพาล ผู้ชอบฝ่าฝืนกฎหมาย ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ได้   โดยเฉพาะการให้ฤกษ์ผ่าตัดคลอดบุตร ต้องระวังเป็นพิเศษ หากให้ฤกษ์ผ่าตัดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือด้วยอ่อนในวิชาและประสบการณ์ อ่านความหมายดาวผิดพลาดไปแล้ว เมื่อผิดไปแล้วก็แก้ไขไม่ได้ ผลเสียหายจะตกแก่เด็กผู้เกิดมาตามดวงฤกษ์ที่อ่านผิดนั้น และอีกเรื่องหนึ่งคือฤกษ์แต่งงาน ต้องระวังว่า เวลานั้นดาวคู่ที่ก่อเหตุอันไม่สมควรแก่ชีวิตคู่ เช่นการขัดแย้งทางความคิดจนถึงการอย่าร้าง และดูว่าดาวที่ให้ผลทางการทะเลาะ วิวาท กัน อยู่ในตำแหน่งสัมพันธ์กันอย่างไร หากไม่เข้าใจแล้วอาจเป็นไปได้ว่าออกฤกษ์แต่งงานให้คนคู่มาอยู่ด้วยกันแล้วมีแต่เรื่องราวทะเลาะ เบาะแว้งกันไม่ขาดก็ได้   ฉะนั้นจึงมีจริยาทางโหรโดยเฉพาะ ให้สังวรหากตนไม่เชี่ยวชาญพอ ไม่มีความรู้พอ ตนรู้ตัวเองอยู่แล้วก็ไม่ควรจะออกดวงฤกษ์ โดยเฉพาะดวงฤกษ์สำหรับผ่าตัดคลอด จะต้องเป็นหน้าที่ของโหรมืออาชีพจริง ๆ อันนี้เป็นหลักจริยธรรมของโหรสากล

 
 

สิ่งที่ควรเข้าใจในเรื่องการให้ฤกษ์นี้ก็คือ การเอาฤกษ์ หรือทำการตามฤกษ์ สำหรับประเทศไทยนั้น มีมานานคู่กับประเทศไทยเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งฤกษ์การยกทัพ ในยุครัชกาลที่ 1 จะมีความพิถีพิถันเป็นพิเศษ (เพราะ รัชกาลที่ 1 นั้นทรงเป็นแม่ทัพที่ชำนาญศึกและชำนาญโหราศาสตร์อย่างยิ่งด้วยองค์หนึ่ง) การตั้งเมืองหลวงใหม่แต่ละแห่งนั้นจะมีดวงฤกษ์เสมอมา ตราบถึงการตั้งเมืองใหม่ คือกรุงเทพมหานคร ก็มีดวงกรุงเทพมหานคร หรือดวงประเทศไทย (ที่คำนวณฤกษ์ออกมาโดยนักโหราศาสตร์ยุครัชกาลที่ 1 ร่วมกันหลายคนโดยมีพระองค์ท่านเป็นประธานการออกฤกษ์นี้) และเมื่อเป็นดวงฤกษ์แล้วก็อาจจะอ่านเรื่องราวของประเทศไทยในอนาคตจากดวงฤกษ์ตั้งเมืองได้เช่นเดียวกับการอ่านดวงชะตาบุคคล ๆ หนึ่งเหมือนกัน 

 
 
 
 

เมื่อท่านปรารถนาจะหาฤกษ์สำหรับทำการอะไร ?   

 
 

1.  การก่อสร้าง สมภารจะหาฤกษ์สร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ หรือวางศิลาฤกษ์เพื่อสร้างวัดใหม่ หากวางฤกษ์ไม่ถูก ก็อาจจะทำให้การก่อสร้างค้างเติ่งไปเป็นปี ๆ ได้

 
 

2.  ฤกษ์สร้างสถานที่ทำการรัฐบาล รัฐสภา ที่ทำการศาลสถิตยุติธรรม เป็นต้น

 

บริษัท ห้างร้าน คฤหบดี จะก่อสร้างอาคาร ตึกทำงานของบริษัท หรือจะเปิดร้านใหม่ หาวันเวลาดีที่จะเปิดร้าน  ฤกษ์ก่อสร้าง  ยกเสาเอกอาคารบ้านเรือน หอพัก ที่อยู่อาศัย รวมถึงฤกษ์การขึ้นบ้านใหม่ การโยกย้ายเดินทาง เป็นต้น

 
 

3.   ฤกษ์การสมรสของคู่บ่าวสาว การทำฤกษ์ในกรณีนี้ ต้องนำดวงชะตาบ่าว และดวงชะตาสาวมาดูประกอบกันก่อน หากดวงชะตาสอดคล้องกันดีก็ออกฤกษ์ที่ดีให้ได้ง่าย แต่หากดวงไม่สอดคล้อง มีร่องรอยของการทะเลาะเบาะแว้งกัน หรืออยู่ด้วยกันไม่ยืด ไม่มีความสุขแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของโหรที่จะต้องคำนวณดวงฤกษ์แต่งงานออกมาให้ลบล้างร่องรอยที่ไม่ดีในดวงชะตาคู่บ่าวสาวนั้นด้วย อย่างจำเป็น ก็จะเป็นผลที่ดีขึ้นไปกว่าเดิมของชีวิตสมรส

 
 

4.   ฤกษ์ลาสิกขา ที่ควรทราบก็คือ การหาฤกษ์บวชไม่สำคัญเท่าฤกษ์ลาสิกขา เพราะการลาสิกขาหมายถึงการเกิดใหม่ในโลกมนุษย์อีกครั้ง จึงต้องหาฤกษ์ที่ดีสำหรับชีวิตที่เกิดใหม่หลังการบวช

 
 

5.   ฤกษ์เอารถ เรือ ออกจากอู่ ซึ่งกรณีนี้โหรจะตรวจดาวพระเคราะห์ว่ามีดาวโชคขึ้นทิศใดบ้าง ก็จะให้เจ้าของรถ  เรือ ขับไปสูทิศที่ดาวโชคฉายแสงมาเสียก่อน เช่นมีดาวจันทร์(๒) เป็นมหาอุจส่องแสงจ้ามาจากทิศบูรพา(ตะวันออก) โหรก็จะแนะนำให้ออกรถจากอู่แล้วขับไปตะวันออกเพื่อชโลมแสงจากจันทร์เสียก่อนระยะหนึ่ง จึงเข้าเส้นทางปกติ เป็นต้น ก็จะได้ความรู้สึกดี ๆ มาก ๆ จากการออกรถตามฤกษ์นี้

 
 

6. ฤกษ์คลอดบุตร เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น แต่มีสิ่งที่ควรเข้าใจก็คือ มารดาเมื่อตั้งท้องครบกำหนดคลอดแล้ว การอยากให้ลูกได้คลอดในฤกษ์ที่จะได้เป็นใหญ่เป็นโตนั้น อาจจะทำได้ยาก หากว่าระยะที่จวนคลอดนั้น บนท้องฟ้าไม่มีดาวใหญ่จรในตำแหน่งมหาอุจ หรือเกษตรเลย   หรืออาจจะเป็นระยะที่ดาวใหญ่ดับแสง(อยู่ในตำแหน่งนิจ)ด้วยซ้ำ เช่นนี้ก็ยากจะหาฤกษ์ที่ดีที่ยิ่งใหญ่ได้   ฉะนั้นในเรื่องการหาฤกษ์ผ่าตัดคลอดจึงควรจะได้ปรึกษาโหรไว้แต่เนิ่น ๆ เพื่อโหรจะเฝ้าดูดวงดาว ว่ามีดาวอะไรจรเข้าภพมหาอุจ เกษตร วันไหน เวลาใดบ้าง ซึ่งหากมีดาวที่มีตำแหน่งมหาอุจ เกษตร อยู่บนท้องฟ้าเวลาใดแล้ว จึงจะเป็นเวลาสำคัญสำหรับการวางฤกษ์คลอดบุตรผู้จะได้เป็นใหญ่เป็นโตในอนาคตได้ 

 
 

มีข้อสังเกตอย่างยิ่งขณะนี้ก็คือ ดาวพฤหัสบดี(๕) บัดนี้ได้โคจรอยู่ในศีกรกฎอันเป็นจุดมหาอุจของดาวพฤหัสบดี และจะจรไปถึงเดือนกรกฎาคม 2558  นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับทำฤกษ์สำคัญ ๆ โดยเฉพาะฤกษ์ผ่าตัดเพื่อคลอดบุตร เพื่อได้รับพลังสติปัญญา และความร่ำรวยจากอิทธิพลของดาวพฤหัสบดี(๕)

 
 

7. ในสมัยโบราณมีสิ่งที่สำคัญมากคือฤกษ์ยกทัพปราบศึก   ในสมัยใหม่นี้มีความสำคัญในด้านการเคลื่อนขบวนมวลชนด้วย ดังได้ปรากฏมาในช่วงหลัง ๆ ที่มีการชุมนุมขนาดใหญ่ในประเทศไทย ที่มีการเคลื่อนมวลชนขนาดใหญ่หลายครั้ง ซึ่งโหรจะสามารถอ่านเหตุการณ์ได้จากเวลาที่เคลื่อนมวลชนนั้นได้ และย่อมมีการกำหนดฤกษ์การเคลื่อนมวลชนได้เช่นกัน

 
 
 
 
 
 
 

 

 

ตัวอย่างดวงฤกษ์ผ่าตัดคลอดบุตร

 
 

ดวงฤกษ์นี้ โหรออกฤกษ์ให้และมีการผ่าตัดคลอดได้ตรงเวลาฤกษ์เลย(เพราะบิดาเป็นนายแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ที่ทำการผ่าคลอดบุตรด้วยตนเองให้ได้ตรงเวลาระบุในดวงฤกษ์)  ก็คือฤกษ์ผ่าตัดคลอดวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 เวลา 05.06 – 06.00 น.(วันพฤหัสบดี) ปรากฏว่าผ่าตัดได้เวลา 05 นาฬิกา 8 นาที 50 วินาที

รูปดวงชะตาเป็นอย่างนี้
 
 
 
 
 
 

ดวงที่ 20

 

ดวงฤกษ์ 

 

ให้กำเนิดโดยผ่าตัดคลอด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2535

 

เวลา 5 นาฬิกา 8 นาที 50 วินาที

 

ลักคณาสถิตราศี กรกฎ ธาตุน้ำ นวางศ์ 2/๑ ตรียางค์ 1/๒

ฤกษ์ที่ ๘ ดาวปุยฝ้าย ปุษยะ ราชาแห่งฤกษ์
 
 
 

 

เมื่อเดือน ตุลาคม 2557 พ่อได้พาบุตรชายมารายงานตัวต่อข้าพเจ้า โหรผู้ให้ฤกษ์ บอกให้ลูกทราบว่า เหมือนพ่อผู้ให้กำเนิด เพราะเป็นผู้ให้ฤกษ์ผ่าคลอดออกมา ให้กราบเท้า   รายงานว่านี่แหละบุตรชายที่ออกตามฤกษ์ที่ให้ไว้เมื่อ 22 ปีก่อน เพิ่งสำเร็จปริญญาแพทยศาสตร์มา คำนวณอายุแล้ว อายุเขาได้ 22 ปี 3 เดือน นับว่าดวงชะตาตามดวงฤกษ์ เป็นที่น่าพอใจในด้านการศึกษา-เกียรติ-ชื่อเสียง ความร่ำรวย  และ อาชีพที่ดี  
 
 
 
 

ข้อสังเกตส่งท้ายบทความ

 
 

ส่งท้ายวันนี้ก็คือ แม้เราจะไม่เอาใจใส่ในเรื่องดวงฤกษ์ หรือไม่เข้าใจ เราก็มีฤกษ์ทำการโดยธรรมชาติอยู่แล้ว กล่าวคือธรรมชาติย่อมมีการรักษาสมดุลของมันเอง  การโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้าย่อมมีวิถีโคจรที่รักษาสมดุลของหมู่ดาวอยู่เองหากมิฉะนั้นแม้ระบบดาวเองก็อยู่ไม่ได้ มีการเคลื่อนไหวหมุนเวียนไปไม่ได้ การปรากฎภัยธรรมชาติเช่นสินามิ  ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วมใหญ่ นาน ๆ จึงจะมีผิดปกติร้ายแรง อย่างเช่นที่มีดาวตกขนาดใหญ่ตกลงสู่โลกในยุคไดโนเสา เผาผลาญไดโนเสาจนสิ้นพันธ์ไปหมดโลกนั้นจะมีขึ้นยาก   ฉะนั้นฤกษ์ทำการใดใดโดยธรรมชาติจึงมีอยู่และส่วนมากย่อมเป็นเวลาที่ดี ที่โลกและดาวอยู่ได้อยู่แล้ว จึงไม่ต้องมีความกังวลในเรื่องฤกษ์นี้จนเกินควร  ถือคติของพระพุทธศาสนาคือ เมื่อเราพร้อมที่จะทำการใด นั่นแหละคือฤกษ์ทำการที่ดีที่สุด นั่นเป็นแนวคิดธรรมชาติ  แต่ที่เสนอเรื่องดวงฤกษ์นี้ เพราะการมีโหราศาสตร์ที่เข้าใจเรื่องของธรรมชาติ รู้อำนาจของดวงดาวและธรรมชาติของดวงดาวเหล่านั้น โหราศาสตร์จึงอาจจะช่วยได้ เท่านั้นเองที่ควรคิดเกี่ยวกับดวงฤกษ์และดวงกำเนิด

 

 

 
 
 
 
 
 

ผู้เขียนบทความ

 
 

ลงนาม

 

พระครูพุทธิพงศานุวัตร

 

(ชลัมพุช โหรชนบท)

 

13 ธ.ค.2557  22.20 น.

 
 
 
 
 

To be translated in English very soon

จะได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในเร็วๆนี้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพสมเด็จเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา  ขวามือ สมเด็จเจ้าฟ้าชายวงศ์สว่าง
องค์มกุฏราชกุมาร รัชทายาทลาว  ภาพเมื่อ 29 ต.ค.2552
จาก Pantip.com
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เอกสารชุด บทสรุปของชีวิตเมื่ออายุเต็ม 70 ปีของข้าพเจ้า
หมวดที่ 1 โหราศาสตร์
ฃุดที่ 2  หลักธรรมและหลักโหราศาสตร์ ว่าด้วยดวงกำเนิดและดวงฤกษ์
พิมพ์ ณ วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 15
ธันวาคม พุทธศักราช 2557  พระครูพุทธิพงศานุวัตร ผจล.วัดมหาพุทธาราม ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 



รวมทุกความคิดเห็นทุกบทความจากเวบไซต์นี้

นสพ.ดี เล่มที่ 49
นสพ.ดี เล่มที่ 48
บทกวีการเมืองจากวัดพระโต
โหราศาสตร์ : หลักธรรมและหลักโหราศาสตร์ ว่าด้วยอำนาจอิทธิพลดาวพระเคราะห์ต่อชีวิตมนุษย์
ไม่ซื่อตรงต่อสถาบัน FB:Phayap Panyatharo
รัฐประหาร22พ.ค.2557 16.30น.
นามธรรมและประชาชนจะลงโทษองค์กรอิสระ
บันทึกมติปชป.ให้สส.ลาออก ถึง ยิ่งลักษณ์ยุบสภา
พล.อ.เปรม มีข้อสงสัยไม่จงรักต่อสถาบันกษัตริย์ FB Phayap Panyatharo
องค์กรอิสระตัดสินนายกปู 7-8 พ.ค.2557จาก FB Phayap Panyatharo
กรณีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ
นิติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่รับใช้(บทแทรกที่ 3 บทสรุป)
นิติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่รับใช้(บทแทรกที่ 1-2)
นิติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่รับใช้
วันแจ้งความแห่งชาติ 1 เม.ย. พุทธศักราช 2557
สรุปประเทศไทยวันนี้
คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ 20 พ.ย. 2556 ท่านจะต้องเรียนรู้ไปมากกว่านี้อีกเยอะเลย
ประเทศไทยวันนี้มีคำถาม ????
ข้อคิดจากการตัดสินของ ตุลาการรัฐธรรมนูญล้ม พรบ.กู้เงิน 2ล้านล. ของรัฐบาล
เวบไซต์ของเราถูกบลีอก
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไปกราบสมีสุวิทย์ ๆปิดรีดวอยซ์ทีวีแสนบาทก่อนกลับ
ศาล เมื่อไม่สถิตยุติธรรม ก็เป็นปาราชิก
วันมาฆะบูชา ยุทธศาสตร์ในศาสนา
สมชัย ศรีสุทธิยากร คนเถื่อนแห่งองค์กรเถื่อนโดยรัฐธรรมนูญเถื่อน
รัฐบาลโดย ศอ.รส.เตรียมจับสุเทพ
ม็อบสุเทพ-ประชาธิปัตย์ เป็นกลุ่มคนที่เห็นแก่ตัวสุด ๆ เอารัดเอาเปรียบสังคมไทยอย่างไร้ความละอายใจ โดยถูกครอบด้วยอวิชชาความโง่เขลาอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น
อย่าลืมพรรคปชป.ไม่มีฐานะที่แท้จริงในระบอบประชาธิปไตย
สุเทพ-อภิสิทธิ์ทำปชป.พังเรียบ ใครจะกอบกู้?
สถานการณ์เมืองไทยเป็นอย่างไร
บทวิเคราะห์สื่อไทย
บันทึกประเทศไทยวาระ ที่ 2 ในหลวงกับม.7
สดุดี 5 ธันวามหาราช พุทธศักราช 2556
บันทึกประเทศไทย 1-3 พ.ย.2556 กบฏสุเทพ เทือกสุบรรณ
คำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ 20 พ.ย.2556
อะไรเป็นอะไร วันที่ 12 พ.ย.2556? ปัญหาโพธิรักษ์และ กองทัพธรรม
ระวังคิดล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยมีโทษถึงกบฎ เด็กศรีสะเกษหยาบคายไร้การสร้างสรรค์ตามแบบพรรคประชาธิปัตย์ การกลับมาของแดงทั้งแผ่นดิน
ร่าง พรบ.นิรโทษกรรม ฉ.วรชัย เหมะ ถูกแปรเป็นนิรโทษกรรมสุดซอย
ม็อบสามเสนแปรเป็นม็อบราชดำเนิน ต้องการอะไร?
ล้อมกรอบประชาธิปัตย์วันนี้...อ่านไทยป.4 บทบาทที่น่าเหมาะสมขององค์กรเถื่อน ม.30 กรรมต่างกันสุดขั้วเอามารวมได้อย่างไร นิรโทษฯ
อาลัยสายัณห์ สัญญา
ล้อมกรอบประชาธิปัตย์วันนี้นายธนาอภิปราย ดร.ฆิกเมฆ เฉลย (3)
ล้อมกรอบประชาธิปัตย์วันนี้ดูดี ๆ นายเชน เทือกสุบรรณ นักเลงโตในสภา (2)
ล้อมกรอบประชาธิปัตย์วันนี้ดูดี ๆ มาธาดอร์ปชป.- สิงห์ปชป.ตายไหมครับ?
[ทบทวน]ป่าเถื่อนตีโซ่ตรวนผู้ต้องหาได้อย่างไร ระบบศาลไทยล้าหลัง ป่าเถื่อน ยังไม่รู้แก้ไขเสียที
ล้อมกรอบประชาธิปัตย์วันนี้ ดูดีๆ ไม่เข้าใจฐานะตนเองต้องสั่งสอน- มาธาดอร์ปชป.-สิงห์ปชป.สิ้นชื่อ
สภาของประชาชนกับสมาชิกสภาฝ่ายค้านที่ไม่เข้าใจฐานะตนเองในระบอบประชาธิปไตย สุดถ่อยในรัฐสภาไทย
พรรคประชาธิปัตย์ต่อต้านนิรโทษกรรมประชาชนผู้ถูกกลั่นแกล้งจากรัฐบาลตนเอง
ประเด็นรัฐธรรมนูญโจร เพียงอ่านภาษาไทยให้ชัดเจนเท่านั้นเอง
ม.68 กับภาษาไทยระดับประถมศึกษา ตลก.รธน.ไร้วุฒิภาวะ
ผู้พิพากษาจิตป่วยมีด้วยหรือ? ม.68กับภาษาไทยระดับประถมศึกษา
พรรคที่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงแก่ประชาชนไทยคือพรรคประชาธิปัตย์
หมอนี่ มาจากไหน ประชาชนรู้จักหรือเปล่า?
หน้ากากขาวในเฟสบุ๊ค นี่ชื่อจริง Narisa Jittapong
นโยบายชาวนาย่อมปรับเปลี่ยนได้ครับ อย่าไปสอนเขาผิด ๆ
หน้ากากขาวไชยวัฒน์ถึงอัญชัญบุตรถึงอรหันต์เก๊หลวงปู่เก๊วีรพลฉัตติโกรวมมาจากหน้า1
หน้ากากขาวไชยวัฒน์ สินสุวงษ์ ศิษย์โพธิรักษ์เจ้าลัทธิวิเศษเหนือมนุษย์
เอกยุทธ อัญชัญบุตรคนโกงแปดเหลี่ยมตายแน่แล้ว
สภารัฐธรรมนูญโลกเยือนไทยขอให้คืนสิทธิ์สส.แด่จตุพร พรหมพันธ์
ภาพที่อัปยศแด่วงการตุลาการไทย
ใครทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และควรจะรับผิดชอบอย่างไร?
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 3 มี.ค.2556
ปัญหามุสลิมโลก โรฮินยาถึงฉก.32 นราธิวาส ไสยบาบาถึงปัญหามุสลิมสามจว.ใต้
Muslim Rohingyas FB Phayap Panyatharo มุสลิมโรฮิงยา จากเฟสบุคพยับ ปัญญาธโร
แดงทั้งแผ่นดิน นปช.เคลื่อนไหววันรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค.2555
DSI แจ้งข้อหาอภิสิทธิ์-สุเทพออกคำสั่งฆ่าพัน คำกองแท๊กซี่เสื้อแดง
บันทึก24พ.ย.2555สิ่งที่เรียกว่าองค์การพิทักษ์สยามเริ่มต้นการแสดง ขณะที่กาซายุติการยิง
จากบันทึกในอดีตถึงพล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์
สรุปประเทศไทย รัฐบาลคมช.พล.อ.สุรยุทธ จุฬานนท์
คอป.และคณิต ณ นคร ที่รัฐบาลไปฝากความหวังไว้ แต่ผมว่าก็อย่าเพิ่งวางใจ
บันทึกแดงชุมนุม 15 ก.ย.2555 ทบทวนรัฐประหาร 6 ปีฆาตกรยังลอยนวล
รายงานรัฐบาลทหารปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน เริ่ม 13 พ.ค.2553
มาทบทวนรายงานรัฐบาลทหารสลายการชุมนุมนองเลือดเรียกร้องประชาธิปไตย ราชประสงค์19พ.ค.2553
รวมบทศึกษาการเมืองไทยช่วง16พ.ย.- 10 ธ.ค.2551 หลายบทความจากหลายนามปากกา
ตลกรัฐธรรมนูญตัดสินแล้ว ไม่ยุบพรรคเพื่อไทย
ศาสนากับประชาธิปไตย กรรมจะลงโทษเอกยุทธ อัญชัญบุตรให้คุณหรือ ?
แดงเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมแสดงพลัง 24มิ.ย.2555
ปัญหามุสลิมไทย (รีไวด์)
เรื่องที่น่าเบื่อหน่ายในรัฐสภาไทย
นโยบายทักษิณ เพื่อไทย บทวิเคราะห์ 48 บทนโยบายทักษิณ กับประชาธิปไตย (รีไวด์)
ทักษิณแถลงแนวนโยบายพรรคเพื่อไทย บทวิเคราะห์(รีไวด์)
Japan Tsunami 2011
เทศกาลวันมาฆบูชา Magha Puja
รายงานจากรัฐสภา พิจารณาเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ศาสนากับประชาธิปไตย กรรมจะลงโทษเอกยุทธ อัญชัญบุตรให้คุณหรือ ?
นโบยทักษิณ นโยบายพรรคเพื่อไทย ญี่ปุ่นฟื้นตัวแล้ว หลังดุลการค้าเป็นบวก 71 ล้านเย
นโยบายทักษิณ เพื่อไทย ในที่สุดพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ก็มาร่วมกับคนเสื้อแดง
ศาสนาและประชาธิปไตย ปรัชญาชีวิต วัฒนธรรม เก่า ใหม่
ศาสนาและประชาธิปไตย ว่าโลกจะแตก 23 พ.ค.2554
ดูรัฐบาลอภิสิทธิ์ เนวิน ชิดชอบ บรรหาร ศิลปะอาชา อันธพาลในประชาธิปไตย
ดูรัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลเด็ก กรณีเรือบรรทุกน้ำตาลจมที่อยุธยา เรื่องเล็ก ๆ แค่นี้ปล่อยให้ประชาชนลำบากมาถึง 2 สัปดาห์แล้
วารสารต้านนิติราษฎร์ (หน้า 1)



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.