ReadyPlanet.com
dot dot
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 1
bulletภาค 2
bulletภาค 3
bulletภาค 4
bulletภาค 5
bulletภาค 6
bulletภาค 7
bulletภาค 8
bulletภาค 9
bulletภาค 10
bulletภาค 11
bulletภาค 12
bulletทุกความคิดเห็นจากเวบนี้(เริ่ม ก.พ.55)
bulletทุกความคิดเห็นจากหน้า1(ก่อน ก.พ.55)
bulletทุกความคิดเห็นจากเวบบอร์ด(ถึงก.พ.55)
bulletดี เล่มที่ 45
bulletดี เล่มที่ 46
bulletดี เล่มที่ 47
bulletดี เล่มที่ 48
bulletดี เล่มที่ 49
bulletดี เล่มที่ 50
bulletดี เล่มที่ 51
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletสารบาญโหราศาสตร์
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 11
bulletMystery World Report รายงานการศึกษาโลกลี้ลับ
dot
สมัครสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot




กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 2

 

 

ความเห็นที่ 29

 

 

ต่อเลยนะครับ  เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 2   ดูภาพต่อไปนี้ครับ  แน่นอน ช่วยกันคิดด้วยนะครับ

 

 

 

 

 

 

 

  • ผู้แสดงความคิดเห็น  ดร.ฆิกเมฆ สุวรรณเมฆินทร์
    วันที่ 11 มิถุนายน 2558  20.30 น.

 

 

 

ความคิดเห็นที่ 30

 

ดูภาพ (อดีตนายกรัฐมนตรี) ลี กวน ยิว แห่งสิงคโปร์ก่อนนะครับ 

 

ลี กวน ยิว

 

สิงคโปร์  เป็นประเทศเล็กมาก  เท่ากับจังหวัดที่เล็กที่สุดของประเทศไทยก็ว่าได้  โตกว่าเกาะภูเก็ตไทยนิดหน่อย  ลองเปรียบเทียบดูนะครับ

สิงคโปร์                    พื้นที่          648     ตร.กม.    มีประชากร        4,018,000     คน 

จ.สมุทรสงคราม                         416.7    ตร.กม.  มีประชากร          194,057      คน

จ.ภูเก็ต                                        543       ตร.กม.   มีประชากร          345,067     คน 

จ.นนทบุรี ใกล้เคียงครับ           622       ตร.กม.   มีประชากร      1,101,743      คน

จ.สิงห์บุรี                                     822       ตร.กม.   มีประชากร          214,661     คน

 

นักประวัติศาสตร์ฝรั่ง  เขียนไว้ว่า ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองใต้การปกครองของไทย(สยาม)  แล้วก็อยู่ใต้การปกครองของมาเลเซีย และเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ อยู่ร่วม  100 ปีแน่ะ  

พอได้เอกราช    ก็ปกครองแบบเผด็จการ   นายลี กวน ยิว  ภาพข้างต้นครับ  เป็นจอมเผด็จการสิงคโปร์  ครองอำนาจคนเดียวติดต่อกันถึง 31 ปีเต็ม ๆ (พ.ศ.2502-2533) เป็นนายกรัฐมนตรีที่ครองอำนาจนานที่สุดในโลก

 

  •   ผู้แสดงความคิดเห็น   นายวิจัยประชาธิปไตย
    วันที่ 13 มิ.ย. 2558  21.55 น.

 

 

ความเห็นที่ 31

ขอเสนอภาพคู่ต่อไปนี้ครับ  ดูเลยครับ

 

  

 

เหมือนเลยนะครับ เหมือนเลย 

 

  •   ผู้แสดงความคิดเห็น   วิลเลียม พิธ
      วันที่ 15 มิถุนายน 2558  เวลา  08.55 น.

 

 

 

 ความเห็นที่ 32

มาดูมาเลเซีย ต่อนะครับ

 

 

มีบันทึกประวัติศาสตร์มาเลเซียไว้  น่าสนใจมากครับ เขาบันทึกไว้ว่า  ประเทศนี้(รวมทั้งสิงคโปร์ด้วย) เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศนั้นประเทศนี้มาก่อนเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษอีก  รวมแล้ว 446 ปี   ตั้งแต่ปี พ.ศ.2054  ถึง 2500 รวม  446 ปี  เฉพาะเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ ตั้งแต่ พ.ศ. 2367 ถึง พ.ศ. 2500  รวม 133 ปี  พอได้เอกราชก็กลายเป็นเผด็จการ  เหมือนสิงคโปร์ไปเลย   ดูบันทึกประวัติดังนี้ครับ

 

<<<  มาเลเซียเคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศต่างๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2054 โดยถูก โปรตุเกส ยึดครองช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นเส้นทางการค้าสำคัญในขณะนั้น และต่อมาตกเป็นของ ชาวดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์

• ใน พ.ศ. 2359 ไทยหรือสยาม ได้ ไทรบุรี (เกดะห์) กลันตัน และตรังกานู เป็นเมืองขึ้น
• พ.ศ. 2367 อังกฤษ เข้ายึดครองต่อจากดัตช์และได้จัดตั้งเขตปกครองรวม ปีนัง มะละกา และสิงคโปร์ เรียกว่า เขตจัดตั้งช่องแคบ (The Straits Settlements)ี
• มาเลเซียได้รับเอกราชในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2500 โดยใช้ชื่อประเทศว่า สหพันธรัฐมาลายา และมีนายกรัฐมนตรีคนแรกชื่อ ตนกู อับดุล ราห์มาน
• พ.ศ. 2506 ได้มีการรวมสหพันธรัฐมาลายา สิงคโปร์ ซาบาห์ ซาราวัก และบรูไนเข้าด้วยกันเป็น สหพันธรัฐมาเลเซีย ซึ่งต่อมาบรูไนและสิงคโปร์ได้แยกตัวออกเป็นอิสระภายหลัง  >>>

 

 

  • ผู้แสดงความคิดเห็น  ดร.ฆิกเมฆ สุวรรณเมฆินทร์
    วันที่ 15 มิถุนายน 2558  13.07 น.

 

 

 

ความเห็นที่ 33

ดูภาพประกอบครับ

 

เผด็จการมาเลเซีย  ครองอำนาจคนเดียวถึง 22 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2524 - 2546   ไม่ยอมให้มีพรรคฝ่ายค้าน  ว่าขัดวัฒนธรรมอิสลาม

ไม่ใช่ตนกู อับดุล ราห์มาน ที่คนไทยฟังด๊ นะครับ นี่ คือ ดร. มหาเธร์ บิน โมฮัมมัด  นรม.คนที่ 4 ของมาเลเซีย

 

ดูภาพคู่ต่อไปนี้ต่อครับ  ดูแล้วออกความเห็นด้วยนะครับ

 

 

 

 

  • ผู้แสดงความคิดเห็น  วิลเลียม พิธ
    วันที่ 15 มิถุนายน 2558  13.15 น.

 

 

  

 ความคิดเห็นที่ 34

มหาเธร์ โมฮัมมัด เคยเขียนในบล๊อค ของเขา กรณี ถล่มอาคารแฝดเวิร์ล เทรด เซนเตอร์ นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา  โดยผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบิน เข้าชนอาคารทั้ง 2 อาคาร ที่สูงที่สุดในโลก ระเบิด พังพินาศ 11 ก.ย.  2544  คนทั้งโลกตื่นตะลึง  คนอเมริกันเสียชีวิตกว่า 3,000 คน ซึ่ง บิน ลาดิน  เคยแถลงว่าเขา ขบวนการ อัลกออิดะ  มีส่วนรู้เห็น ร่วมการครั้งนี้  ลองอ่านดูดี ๆ นะครับ   มีหลายความหมายหลายประเด็น  โดยเฉพาะแสดงถึงจิตใจเขา นายมหาเธร์ โมฮัมมัด  คิดไกลไปจาก ประชาธิปไตย อย่างไร  [ ผมให้สีไว้ในคำหรือประโยคที่น่าสนใจนะครับ]

 

 

 

<<<  มหาเธร์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 9/11 และก้าวลงจากตำแหน่งเมื่อปี 2003 หลังครองอำนาจมานานถึง 22 ปี ยังกล่าวตำหนิอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐฯ ก่อนจะถึงวาระครบรอบ 10 ปีแห่งโศกนาฏกรรมดังกล่าวในวันนี้ (11) ด้วย
       
       “บุชแต่งเรื่องที่ซัดดัมมีอาวุธทำลายล้างสูง และถ้าเขาสามารถโกหกเช่นนั้นเพื่อเป็นข้ออ้างสังหารชาวอิรัก, ชาวอัฟกัน และทหารอเมริกันเองได้ ก็ไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อหากเขาและพวกจะโกหกเรื่องผู้ก่อเหตุ 9/11” มหาเธร์ วัย 86 ปี เขียนลงในบล็อกส่วนตัวของเขา เมื่อวันศุกร์ (9)
       
       มหาเธร์ ยังให้เหตุผลอีกหลายประการที่สอดคล้องกับทฤษฎีสมคบคิด และบอกด้วยว่า อาคารแฝดเวิลด์เซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ก “พังถล่มราบคาบไม่มีที่ติ”
       
       “ผมเชื่อว่า มุสลิมอาหรับรู้สึกโกรธแค้นมากพอที่จะสละชีวิตและเป็นมือระเบิดพลีชีพได้ แต่ผมไม่เชื่อว่าพวกเขาจะมีศักยภาพพอที่จะวางแผนและวางยุทธศาสตร์เพื่อก่อวินาศกรรมร้ายแรงให้ฝ่ายศัตรูเสียหายมากที่สุดเช่นนั้น” มหาเธร์ กล่าว
       
       อดีตนายกฯ ผู้นี้ มักจะวิจารณ์โลกตะวันตกอย่างเผ็ดร้อน และเคยมีถ้อยแถลงต่อต้านชาวยิวและชาวอเมริกันในมาเลเซียจนเป็นที่เลื่องลือ
       
       เมื่อปีที่แล้ว มหาเธร์ กล่าวว่า หากสหรัฐฯสามารถสร้างภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ 3 มิติอย่าง “อวตาร” ได้ “พวกเขาก็สามารถทำได้ทุกอย่าง” และระบุว่า มีหลักฐานชี้ชัดว่าเหตุวินาศกรรม 9/11 เป็นการจัดฉาก
       
       มหาเธร์ ยังประณาม บุช และอดีตนายกรัฐมนตรี โทนี แบลร์ ของอังกฤษ ว่า เป็น “มือสังหารเด็ก” และ “อาชญากรสงคราม” และบอกว่าพวกเขาควรถูกนำตัวมาดำเนินคดีข้อหารุกรานอิรัก  >>>
 

 

  • ผู้แสดงความคิดเห็น นายวิจัยประชาธิปไตย
    วันที่ 16 มิถุนายน 2558  10.00 น. 

 

 

 

 

 ความคิดเห็นที่ 35

นั่นแหละแนวคิดเผด็จการ  มหาเธร์ โมฮัมมัด    ฟังเรื่องต่อไปด้วยครับ  ดังนี้ครับ

 

 <<<   มีแนวคิดนิยมตะวันออกทำให้หลายครั้งขัดแย้งกับผู้นำชาติตะวันตก อย่างไรก็ตาม ดร.มหาเธร์ไม่ได้ต่อต้านการค้าในระบบเสรีนิยมเสียทีเดียว แต่จะเน้นที่ผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก เคยเสนอแนวความคิดในการรวมอาเซียนเข้ากับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เรียกว่า EAEC โดยต้องการตัดสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นกลุ่มเอเปคเก่าออกไป แต่แนวคิดนี้ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม  >>> 

 

 

  • ผู้แสดงความคิดเห็น  นายวิจัยประชาธิปไตย
    วันที่ 16 มิถุนายน 2558  10.34 น.

 

 

 
ความคิดเห็นที่ 36
 
มาดู บรูไน ต่อนะครับ  มีแผนที่ให้ดูก่อนว่าประเทศนี้อยู่ตรงไหนกันแน่ 
 
 
 
 ชื่อ    บรูไนดารุสซาลาม    เรียกสั้น ๆ ว่า บรูไน ก็ได้(เพราะโลกเขาเรียกแค่นั้น)
เป็นประเทศเล็ก ๆ แต่ก็ใหญ่กว่าสิงคโปร 5,117 ตร.กม. (สิงคโปร  648 ตร.กม. ประชากร 4,018,000 คน หนาแน่นกว่าประเทศไทย 10 เท่า)    
บรูไน       มีพื้นที่ทั้งหมด                      5,765           ตร.กม.  ประชากร  338,000  คน  เทียบกับ
จ.นครพนมไทยเรา มีพื้นที่                  5,512.628   ตร.กม.  ประชากร 713,341  คน
จ.ชุมพร ไทยเรา     มีพื้นที่มากกว่า    6,009.849   ตร.กม.  ประชากร 500,575  คน
 
มีประวัติศาสตร์เป็นเมืองขึ้นของชาติต่าง ๆ รวมทั้งสุดท้ายตะวันตกมาพร้อม ๆ กับมาเลเซีย สิงคโปร์  446 ปี เพิ่งเป็นประเทศ บูไนดารุสชาลาม  มาไม่นานมานี้เอง ครับ 
 
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น ดร.ฆิกเมฆ สุวรรณเมฆินทร์
    วันที่ 16 มิถุนายน 2558  17.04 น.
 
 
 
 ความเห็นที่ 39
 
 
                 Emblem of Brunei
 
หลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ ในปี ค.ศ.1984 (พ.ศ.2527) เพิ่ง 31 ปีมานี้เอง สุลต่านก็ได้ส่งเสริมและสนับสนุนอุดมการณ์ราชาธิปไตยอิสลามมลายู หรือ (Malay Islamic Monarchy) 
เห็นไหมครับ  มีคำว่า  Islamic  ซึ่งหมายความว่ากษัตริย์ประเทศนี้ต้องเป็นคนของศาสนาอิสลาม  และในรัฐธรรมนูญ ยังเน้นไปอีกว่า  ต้องเป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ด้วย  (หากมี ชีอะห์ มาบ้างจะทำอย่างไร)  และรธน.ยังระบุว่า  ประเทศบรูไน มีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ   นายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ จะต้องเป็นคนอิสลาม นิกายสุหนี่ เท่านั้น    
คำว่า ประเทศ  ย่อมมีองค์ประกอบหนึ่ง คือ พลเมือง  ขาดพลเมือง  เป็นประเทศไม่ได้
 
แต่แท้จริง บรูไนนี้มีประชากรที่นับถือศาสนาต่างกันไปดังนี้
1.   ชาวบรูไนนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ 67%
 
 

คนที่นับถือศาสนาต่างไปจากมุสลิม สุหนี่   ไม่ใช่พลเมืองของ บูไนดารุสซาลาม หรือ?  

 

 

 

เขาไม่ใช่มนุษย์ที่มีความเป็นมนุษย์เสมอชาวอิสลาม สุหนี่หรือ ? 

 

 

 
 

ข้ามไปได้เลยครับ

 

 

 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น  William Pith  วิลเลียม พิธ ครับ
    วันที่ 16 มิถุนายน 2558  18.40 น.
 
 
 
 
 
 

  

 
 ความคิดเห็นที่ 40
 
มาดูอะไรต่อไปนี้ครับ      ต้องดูนะครับ  อินโดเนเซีย 
 
 
 
 
 
 
เราจะเปิดโอกาศให้พูดเรื่องของ   Republic of Indonesia   สาธารณรัฐอินโดเนเซีย   อย่างเต็มที่เลยนะครับ  เริ่มจาก
1.    ประเทศของเขา เห็นในแผนที่ไหมครับ  ประกอบด้วยเกาะในห้วงมหาสมุทรใหญ่  ถึง  14,000  เกาะเลยทีเดียว
2.    มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก   203,456,000  คน
3.    พื้นที่   1,904,443  ตร.กม. 
 
 
แต่เราจะเริ่มที่คน ๆ นี้ก่อนนะครับ   ดูภาพ ครับ   เขาคือใครครับ  ?     เฟอร์ดินานด์ แมกเจลแลน
 
 
 
         Ferdinand Magellan 
 
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น  ดร.ฆิกเมฆ สุวรรณเมฆินทร์
    วันที่ 17 มิถุนายน 2558  09.51 น.
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 41
 
ดูอีกภาพของ Magellan  และดูแผนที่การเดินทางเรือรอบโลกของเขา
 
 
 
 
 
 
 
<<<  In search of fame and fortune, Portuguese explorer Ferdinand Magellan (c. 1480-1521) set out from Spain in 1519 with a fleet of five ships to discover a western sea route to the Spice Islands. En route he discovered what is now known as the Strait of Magellan and became the first European to cross the Pacific Ocean. The voyage was long and dangerous, and only one ship returned home three years later. Although it was laden with valuable spices from the East, only 18 of the fleet’s original crew of 270 returned with the ship. Magellan himself was killed in battle on the voyage, but his ambitious expedition proved that the globe could be circled by sea and that the world was much larger than had previously been imagined.  >>>
 
 
 
 
 
 
 
 
The Strait of Magellan cuts through the southern tip of South America connecting the Atlantic Ocean and Pacific Ocean.
 
on 21 October, the fleet reached Cape Virgenes and concluded they had found the passage, because the waters were brine and deep inland. Four ships began an arduous trip through the 373-mile (600 km) long passage that Magellan called the Estrecho (Canal) de Todos los Santos, ("All Saints' Channel"), because the fleet travelled through it on 1 November or All Saints' Day. The strait is now named the Strait of Magellan.
 
 
 
 
อีกภาพครับ
 
 
  
 
 
Magellan's ship  Victoria                                                                     
 
 
 

เขาออกจากสเปนด้วยหมู่เรือ 5 ลำครับ  คือ  Trinidad,  San AntonioConceptionVictoria, และ  Santiago มีลูกเรือทั้งหมด 270 คน ในที่สุดเหลือ วิกตอเรียลำเดียว และกลับสเปนพร้อมลูกเรือที่เหลือเพียง 18 คน เขาไปถึงเกาะกวม ในอินโดเนเซียแล้ว ได้ตกลงช่วยหัวหน้าเผ่า Cebu รบกับอีกเผ่าหนึ่ง เขาโดนธนูอาบยาพิษล้มลงสิ้นชีวิตในสนามรบ  เมื่อวันที่ 27 เมษายน 1521(พ.ศ.2064)   ดังมีบันทึกนักประวัติศาสตร์ไว้ว่า  

 

 
 

 

<<< the Cebu asked for his help in fighting their neighbors on the island of Mactan, Magellan agreed. He assumed he would command a swift victory with his superior European weapons, and against the advice of his men, Magellan himself led the attack. The Mactanese fought fiercely, and Magellan fell when he was shot with a poison arrow. He died on April 27, 1521. >>>

 

 
โปรดสังเกตคำว่า  with his superior European weapons  นะครับ  นี่คือ  สิ่งที่นำชัยชนะของตะวันตกยุคล่าอาณานิคมนั้น 
 
 
 
 
เราไม่ได้ต้องการที่จะพูดถึงความเก่ง หรือวีรบุรุษของคนเหล่านี้เท่าไรหรอกครับ  (เราจึงไม่แปลภาษาให้ครับ  กรุณาอ่านแปลเอง) แต่เราต้องการนำท่านไปสู่สิ่งที่เรียกว่า   อารยธรรม   ภาษาไทยของผมเอง   น่าจะตรงกับภาษาอังกฤษว่า  civilization  นะครับ     โปรดแสดงความคิดเห็น   หรือคุยกันได้ครับ
 
 
 
 
 
 
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น  ดร.ฆิกเมฆ สุวรรณเมฆินทร์
    วันที่  17 มิถุนายน 2558
     
 
 
 ความเห็นที่ 42
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ก็มีชาวโปรตุเกส เชื้อชาติเดียวกับ แมกเจลแลน นี่เอง  เป็นนักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่ง นั่นคือ  วาสโค ดา กามา  Vasco da Gama 
คน ๆ นี้เดินทางเรือจากโปรตุเกสไปอ้อมแหลมกูดโฮป แล้วเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิกส์ แล้วหลงทางไปถึงอินเดีย ไปพบอินเดียเข้าโดยไม่ตั้งใจ เขาเดินทางไปมาอินเดีย-โปรตุเกส ถึง 3 ครั้งในชั่วชีวิตของเขา โดยบัญชาของกษัตริย์ เอ็มมานูเอล แห่งโปรตุเกส   เป็นการเปิดทางเดิน  นำนักล่าอาณานิคมสู่เอเซียแปซิฟิกส์ ในเวลาต่อมา
ส่วน แมกเจลแลน โดยที่เขาไปใกล้ชิดกษัตริย์สเปน และเปลี่ยนสัญชาติเป็นชาวสเปน  ได้รับคำสั่งกษัตริย์สเปน King Charles I บุกเบิกทางเรือมหาสมุทรไป อินโดเนเซีย  เปิดทางเดินนำนักล่าอาณานิคมไปทางนู้นครับ  คือสิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปิน  อินโดเนเซีย  จีน ญี่ปุ่น  เวียดนาม เกาหลี โดนหมด  
ดูภาพ นะครับ
         
 

Vasco da Gama   (วาสโค ดา กามา)           Ferdinand Magellan  (เฟอร์ดินานด์ แมกเจลแลน)

 

 
Vasco da Gama           เกิด ค.ศ. 1460(พ.ศ. 2003)  ตาย  ค.ศ. 1525(พ.ศ. 2068) อายุ  65  ปี    
Ferdinand Magellan    เกิด ค.ศ. 1480(พ.ศ. 2023)  ตาย  ค.ศ. 1521(พ.ศ. 2064) อายุ  41  ปี
 
 
 แล้วต่อมาอีกราว  39 ปีก็มีคนนี้ครับ  Galileo Galilei  กาลิเลโอ กาลิเลอี 
Galileo Galilei        เกิด ค.ศ. 1564(พ.ศ. 2107)  ตาย ค.ศ.1642(พ.ศ. 2185) อายุ 78  ปี
 
 ดูภาพเขาครับ   คนนี้แหละที่ผมอยากให้ดูในเรื่องของยุคเริ่มต้นของ  อารยธรรม   ตะวันตกครั้งยิ่งใหญ่ มาสู่ยุคปัจจุบัน
 
 
 
Galileo Galilei
 
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น  ดร.ฆิกเมฆ สุวรรณเมฆินทร์
    วันที่ 18 มิถุนายน 2558  11.34 น.

 

 

 

ความเห็นที่ 43

 

ในขณะที่ กาลิเลโอ เกิดและมีชีวิตดำเนินไป 78 ปีนั้น  เป็นปี เกิด ค.ศ. 1564(พ.ศ. 2107)  ตาย ค.ศ.1642(พ.ศ. 2185) อายุ 78  ปี ของเขา  เป็นระยะที่คนศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นชาวยุโรปทั้งทวีป และคนส่วนใหญ่ของโลก  เชื่อกันอย่างแน่นแฟ้น  ในเรื่องที่ศาสนาสั่งสอน  จนกระทั่งใครไม่เชื่อแล้วจะเป็นเหตุให้สังคมยุคนั้นบอยค๊อต ไม่ชื่นชมด้วยเลย

คำสอนที่พวกบาดหลวงในศาสนาสอนโดยอ้างว่าเป็นคำพูดของพระเจ้าที่คนต้องเคารพ เชื่อฟัง  ที่เกี่ยวกับ  กาลิเลโอ นี้ก็คือ ในไบเบิล  ลองอ่านดูนะครับ พระเจ้าทรงเนรมิตรสร้างโลกสำเร็จเป็นโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้เพียงเวลา 6 วัน  วันที่ 7 ทรงพักผ่อน  ผมให้สีเป็นวัน ๆไว้ครับ

 

<<<  In the beginning God created the heaven and the earth.......one day.  >>> [Genesis Bible 1/1-5]
<<<  ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตรสร้างฟ้าและแผ่นดิน.....เป็นวันแรก  >>>

 

<<<  God said,  "Let there be a firmanent between the waters to divide waters from waters......a second day. >>>[Genesis 1/6-8]
<<<  พระเจ้าตรัสว่า "จงมีภาคพื้นดินในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน.....เป็นวันที่ 2  >>>

 

<<< God said, "Let the earth produce vegetation,,...... The earth produced vegetation...... There was evening and there was morninga third day.   >>> [Genesis 1/11-13]
<<<  .....พระเจ้าตรัสว่า "แผ่นดินจงเกิดพืช......แผ่นดินก็เกิดพืช......มีเวลาเย็นและเวลาเช้า  เป็นวันที่สาม  >>> 

 

<<< God made the two great luminaries, the greater light for ruling the day and the lesser light with the stars for ruling the night. ..... There was evening and there was morning, a fouth day. >>> [Genesis 1/16-19]
<<< พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงสว่างขนาดใหญ่ไว้สองดวง ให้ดวงใหญ่ครองวันดวงเล็กครองคืน พระองค์ทรงสร้างดวงดาวต่าง ๆ ด้วย ....มีเวลาเย็นและเวลาเช้า   เป็นวันที่สี่ >>>

 

<<< God said, "Let the waters teem with shoals of living creatures and let birds fly above the earth along heaven's firmanent."  God also created the large sea - monsters, and all living, moving creature with which the waters swarm according to their kind and every kind of winged bird. .....and God blessed them ; He said,"Be fruitful ; multiply and fill the waters in the sea and let birds multiply on earth."  There was evening and there was morning, a fifth day.  >>> [Genesis 1/20-23]
<<< พระเจ้าตรัสว่า  "น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต  และนกจงบินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน"  พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และสัตว์ที่มีชีวิตนานาชนิด ซึ่งแหวกว่ายเป็นฝูง ๆ ตามชนิดของมัน และนกต่าง ๆ ตามชนิดของมัน .....พระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่สัตว์เหล่านั้นว่า  "จงมีลูกดกทวีมากขึ้น จนเต็มน้ำในทะเล และให้นกทวีมากขึ้นบนแผ่นดิน"   มีเวลาเย็นและเวลาเช้า  เป็นวันที่ห้า  >>>

 

<<< God blessed them; God said to them, "Be fruitful; multiply; fill the earth subdue it; bear rule over the fish of the sea ; over the birds of the air and over every living moving creature on earth......the sixth day. >>> [Genesis 1/26-31]
<<< พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ตรัสแก่เขาว่า "จงมีบุตรดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน  จงครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน"  .....เป็นวันที่หก  >>>

 

<<< On the seventh day God ended His work which he had been doing;......He rested from all His works, which, in creating, He had formed.  >>> [Genesis 2/2-3]
<<<......วันที่เจ็ด  พระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ที่ทรงกระทำมานั้น .....พระองค์ทรงหยุดพักจากการงานทั้งปวง ที่พระองค์ทรงกระทำในการเนรมิตรสร้าง >>>

 

 

 

  • ผู้แสดงความคิดเห็น  ดร.ฆิกเมฆ สุวรรณเมฆินทร์ 
    วันที่ 19 มิถุนายน 2558  09.35 น. 

 

 

 

ความคิดเห็นที่ 44

 

 

โลกที่พระเจ้า  JEHOVA ; ยะโฮวา  สร้างไม่ได้กลมอย่างนี้นะครับ  เห็นได้ว่า เป็นโลกแบน  ในคราวที่ทรงทำให้น้ำท่วมโลกอยู่ 40 วันนั้นจนมนุษย์ที่เพิ่งมีขึ้นทั้งหมดและ สัตว์ทั้งปวงตายทั้งโลกนั้น ตายสิ้น(เหลือแต่คณะโนอาห์ ที่มีเรือใหญ่ขี่)  ก็แสดงให้เห็นว่าโลกขณะนั้นเป็นโลกแบน ๆ เหมือนจานข้าว  เพียงแต่คัมภีร์ไบเบิลไม่ได้บอกรายละเอียดไปเหมือนคัมภีร์ฮินดู-พรามณ์เดิม  ที่ว่าโลกแบนเหมือนจานข้าว แล้วมีช้าง 4 เชือกแบกโลกอยู่  โลกวางอยู่บนหัวช้างใหญ่ 4 ตัว  พาโลกเคลื่อนไหวไป  ส่วนโลกที่กลมตามภาพนี้ เป็นผลจากการศึกษา พิศูจน์ของกาลิเลโอ และนักดาราศาสตร์+นักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อมา  ถึงปัจจุบันนี้ คนเชื่อและเห็นด้วยตนเองได้เลยว่าโลกเราเป็นโลกกลม ดูเรื่องราวของกาลิเลโอให้ดีนะครับ  เขาเป็นคนเปิดทางสู่โลก วิทยาศาสตร์ และนำโลกไปสู่  อารยธรรมชั้นสูงแห่งวิทยาศาสตร์  และนำโลกสู่อารยธรรมการเมืองที่ฉลาด คือ  ประชาธิปไตย

 

 

หอเอนเมืองปิซา ที่กาลิเลโอพิศูจน์ได้ชัดเจนถึงวิชขาการของเขาว่าถูกต้อง พิศูจน์ได้  และเป็นความจริงกว่าของ  อาริสโตเติล  นักปราชญ์รุ่นพี่ของเขา 

 

อ่านประวัติและงานของ กาลิเลโอ กาลิเลอี ต่อไปนี้ครับ ผมลอกมาจากเวบการศึกษาเวบหนึ่งด้วยความชอบอกชอบใจมากครับ

 

 

กาลิเลโอ กาลิเลอี : Galileo Galilei
 
 

เกิด        วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564  ที่เมืองปิซา (Pisa) ประเทศอิตาลี (Italy)
เสียชีวิต วันที่    8 มกราคม ค.ศ. 1642     ที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ประเทศอิตาลี (Italy)
ผลงาน - ค.ศ. 1584 ตั้งกฎเพนดูลัม (Pendulum) หรือกฎการแกว่างของนาฬิกาลูกตุ้ม
           - ค.ศ. 1585 ตีพิมพ์หนังสือชื่อว่า Kydrostatic Balance และ Centre of Gravity
           - ค.ศ. 1591 พิสูจน์ทฤษฎีของอาริสโตเติลที่ว่าวัตถุที่มีน้ำหนักเบาว่าผิด อันที่จริงวัตถุจะตกถึงพื้นพร้อมกันเสมอ
           - พัฒนากล้องโทรทรรศน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถส่องดูดาวบนจักรวาลได้
           - พบลักษณะพื้นผิวของดวงจันทร์
           - พบว่าดาวมีหลายประเภท ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน ได้แก่ ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์
           - พบทางช้างเผือก (Milky Way)
           - พบบริวารของดาวพฤหัสบดี ว่ามีมากถึง 4 ดวง
           - พบวงแหวนของดาวเสาร์ ซึ่งปากฎว่ามีสีถึง 3 สี
           - พบว่าพื้นผิวของดาวศุกร์มีลักษณะคล้ายกับดวงจันทร์
           - พบจุดดับบนดวงอาทิตย์ (Sun Spot)
           - พบดาวหาง 3 ดวง

       กาลิเลโอเป็นนักวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก โดยเฉพาะผลงานด้านดาราศาสตร์เป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุด การทดลองและการค้นพบของเขามีประโยชน์มากมายหลายด้าน โดยเฉพาะทางด้านดาราศาสตร์ เช่น พบจุดดับบนดวงอาทิตย์ พบบริวารของดาวพฤหัสบดี เป็นต้น การพบลักษณะการแกว่งของวัตถุซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นเครื่องจับเวลา และนาฬิกาลูกตุ้ม อีกทั้งการที่เขาสามารถพัฒนาสร้างกล้องโทรทรรศน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้วิชาการด้านดาราศาสตร์มีความเจริญก้าวหน้า อีกทั้งเขายังเป็นบุคคลที่มีความกล้าหาญอย่างมากในการเสนอแนวความคิด ต่าง ๆ เกี่ยวกับทฤษฎีดั้งเดิมที่ผิดของอาริสโตเติล ซึ่งนำความเดือดร้อนมาให้กับเขาเอง ทั้งการถูกต้องขังและถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีตต่อต้านคำสั่งสอนทางศาสนา ซึ่งเกือบจะต้องเสียชีวิตถ้าเขาไม่ยอมรับความผิดอันนี้ แม้ว่าเขาจะต้อง ยอมรับผิด แต่เขาก็ไม่หยุดทำการค้นคว้าและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่อไป

กาลิเลโอมักมีแนวความคิดที่แตกต่างไปจากคนอื่นเสมอ เขาจะไม่ยอมเชื่อทฤษฎีต่าง ๆ ที่ได้รับการเผยแพร่ออกมาทั้งในอดีตและในยุคนั้น กาลิเลโอต้องทำการทดลอง เสียก่อนที่จะเชื่อถือในทฤษฎีข้อนั้น และด้วยนิสัยเช่นนี้ทำให้เขาได้รับฉายาว่า The Wrangler ฉายาของกาลิเลโออันนี้ในปัจจุบัน ได้ใช้หมายถึง "ผู้เชี่ยวชาญ" ในมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด (Oxford University) และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์(Cambridge University)



        กาลิเลโอเกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 ที่เมืองปิซา ประเทศอิตาลี บิดาของเขาเป็นขุนนาง นักคณิตศาสตร์ นักดนตรีและนักเขียน ที่มีชื่อเสียงอยู่พอสมควร บิดาของเขามีชื่อว่า วินเซนซิโอ กาลิเลอี (Vincenzio Galilei) กาลิเลโอเข้ารับการศึกษาขั้นต้นที่เมืองปิซานั่นเอง กาลิเลโอเป็นนักเรียนที่เฉลียวฉลาด และมีความสามารถหลายด้าน ทั้งวาดภาพ เล่นดนตรี และคณิตศาสตร์ บิดาของกาลิเลโอต้องการให้เขาศึกษาต่อในวิชาแพทย์ ด้วยเป็นอาชีพที่ได้รับการยกย่อง กาลิเลโอได้ปฏิบัติตามที่บิดาต้องการ คือ เข้าเรียนในวิชาการแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยปิซา (Pisa University) แต่กาลิเลโอมีความสนใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์มากกว่า จนกระทั่งครั้งหนึ่งกาลิเลโอมีโอกาสได้เข้าฟังการบรรยายวิชาคณิตศาสตร์ ทำให้เขาเลิกเรียนวิชาแพทย์ และไปเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์แทน

        การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกของกาลิเลโอเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1584 เมื่อเขากำลังนั่งฟังสวดมนต์อยู่ในโบสถ์แห่งหนึ่ง เขาสังเกตเห็นโคมแขวนบนเพดานโบสถ์แกว่างไปแกว่างมา เขาจึงเกิดความสงสัยว่าการแกว่งไปมาของโคมในแต่ละรอบใช้เวลาเท่ากันหรือไม่ ดังนั้นเขาจึงทดลองจับเวลาการแกว่งไปมาของโคม โดยเทียบกับชีพจรของตัวเอง เนื่องจากเขาเคยเรียนวิชาแพทย์ ทำให้เขารู้ว่าจังหวะการเต้นของชีพจรของคนในแต่ละครั้งนั้นใช้เวลาเท่ากัน ผลปรากฎว่าไม่ว่าโคมจะแกว่งในลักษณะใดก็แล้วแต่ ระยะเวลาในการแกว่งไปและกลับครบ 1 รอบ จะเท่ากันเสมอ เมื่อเขากลับบ้านได้ทำการทดลองแบบเดียวกันนี้อีกหลายครั้ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าทฤษฎีที่เขาจะตั้งขึ้นถูกต้องที่สุด ซึ่งผลการทดลองก็เหมือนกันทุกครั้ง กาลิเลโอได้ตั้งชื่อทฤษฎีนี้ว่ากฎเพนดูลัม (Pendulum) หรือ กฎการแกว่งของนาฬิกาลูกตุ้ม กาลิเลโอได้นำหลักการจากการทดลองครั้งนี้มาสร้างเครื่องจับเวลาซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 1656 คริสเตียน ฮฮยเกนส์ (Christian Huygens) ได้นำทฤษฎีนี้มาสร้างนาฬิกาลูกตุ้ม

        ต่อมาในปี ค.ศ. 1585 กาลิเลโอได้ลาออกจากมหาวิทยาลัย เพราะไม่มีเงินพอสำหรับการเรียนต่อ เขาได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) และได้เข้าศึกษาต่อที่สถาบันฟลอเรนทีน (Florentine Academy) ในระหว่างนี้กาลิเลโอ ได้เขียนหนังสือขึ้นมา 2 เล่ม เล่มแรกชื่อว่า Hydrostatic Balance เป็นเรื่องเกี่ยวกับตาชั่ง ส่วนอีกเล่มหนึ่งชื่อว่า Centre of Gravity เป็นเรื่องเกี่ยวกับจุดศูนย์ถ่วงของของแข็ง เล่มที่ 2 นี้เขาเขียนเนื่องจากมาร์เชส กวิดูบาลโด เดล มอนเต แห่งเปซาโร(Marchese Guidubald Del Monte of Pasaro) ซึ่งเป็นผู้ที่มีพระคุณต่อเขา ขอร้องให้เขียนขึ้น จากหนังสือทั้ง 2 เล่มนี้เองทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น และในปี ค.ศ. 1588 กาลิเลโอได้รับการติดต่อให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัยปิซา ในปี ค.ศ. 1591 ระหว่างที่กาลิเลโอเข้าทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยปิซา เขาได้นำทฤษฎีของอาริสโตเติล มาทดสอบเพื่อหาข้อเท็จจริง ทฤษฎีที่ว่านี้ คือ ทฤษฎีที่มีน้ำหนักมากกว่าจะตกถึงพื้นก่อนวัตถุที่มีน้ำหนักเบา

        แต่เมื่อกาลิเลโอทดลองแล้วปรากฏว่าวัตถุที่มีน้ำหนักมากและวัตถุที่มีน้ำหนักเบา จะตกถึงพื้นพร้อมกัน แต่การที่อาริสโตเติลสรุปทฤษฎีเช่นนี้เป็นผลเนื่องมาจากอากาศได้ช่วยพยุงวัตถุที่มีน้ำหนักเบาได้มากกว่าวัตถุที่มีน้ำหนักมากกว่า แต่ถ้าทำการทดลองในสุญญากาศจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าวัตถุตกถึงพื้นพร้อมกัน กาลิเลโอได้นำความจริงข้อนี้ไปชี้แจงกับทางมหาวิทยาลัย ผลปรากฏว่า มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เขาจึงทำการทดลองอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจน โดยนำก้อนตะกั่ว 2 ก้อน ก้อนหนึ่งหนัก 10 ปอนด์ อีกก้อนหนึ่งหนัก 20 ปอนด์ ทิ้งลงมาจากหอเอนปิซาพร้อมกัน ผลปรากฏว่าก้อนตะกั่วทั้ง 2 ก้อนตกถึงพื้นพร้อมกัน จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าทฤษฎีของอาริสโตเติลผิด และของกาลิเลโอถูกต้อง  แต่ถึงอย่างนั้นกลุ่มคนที่ยึดถือทฤษฎีของ อาริสโตเติลอย่างเหนียวแน่นก็ยังไม่เชื่อกาลิเลโออยู่ดี อีกทั้งหาทางกลั่นแกล้งจนกาลิเลโอ ต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยปิซา

        หลังจากที่กาลิเลโอลาออกจากมหาวิทยาลัยปิซาแล้ว เขาได้เข้าทำงานในตำแหน่งศาสตราจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย ปาดัว (Padua University) ในระหว่างนี้กาลิเลโอได้ทำการทดลองเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์หลายเรื่อง เริ่มตั้งแต่ ทำการทดลองเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตกของวัตถุ ซึ่งเขาพบว่าในระหว่างที่วัตถุตกลงสู่พื้นนั้น ความเร็วของวัตถุจะเพิ่มขึ้นทุกวินาที การทดลองนี้ทางการทหารได้นำไปใช้ในการคำนวณหาเป้าหมายของลูกปืนใหญ่ หลักเกณฑ์ทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ ของวัตถุนี้ทำให้ เกิดวิชาที่เรียกว่า "พลศาสตร์ (Dynamic)" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชากลศาสตร์

        กาลิเลโอมีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องดาราศาสตร์อย่างมาก แต่ไม่สามารถศึกษาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากขาดอุปกรณ์ในการศึกษาค้นคว้า ต่อมาในปี ค.ศ. 1608 มีข่าวว่าช่างทำแว่นตาชาวฮอลแลนด์ สามารถประดิษฐ์กล้องส่องทางไกลขนาดเล็กได้เป็นผลสำเร็จ ต่อมาในปี ค.ศ. 1610 กาลิเลโอจึงนำหลักเกณฑ์เดียวดันนี้มาสร้างเป็นกล้องโทรทรรศน์ขึ้นเป็นครั้งแรกแต่กล้องโทรทรรศน์ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นในครั้งแรกมีกำลังขยายเพียง 3 เท่า เท่านั้น ต่อมาเขาได้ปรับปรุงกล้องโทรทรรศน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีกำลังขยายมากถึง 32 เท่า ซึ่งกล้องอันนี้สามารถส่องดูดวงดาวต่าง ๆ ในจักรวาลได้อย่างชัดเจน สิ่งที่กาลิเลโอได้พบเห็นจากกล้องโทรทรรศน์ เขาได้บันทึกลงในหนังสือเล่มหนึ่ง และตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาในปีเดียวกัน โดยใช้ชื่อหนังสือว่า Sederieus Nuncius หมายถึง ผู้นำสารจากดวงดาว ภายในหนังสือเรื่องนี้มีรายละเอียดดังนี้


        - ผิวของดวงจันทร์ ซึ่งปรากฏว่าไม่เรียบเหมือนอย่างที่มองเห็น แต่มีหลุม หุบเหว และภูเขาใหญ่น้อย จำนวนมาก
        - พบว่าดาวมีหลายประเภท ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน ได้แก่ ดาวเคราะห์ คือ ดาวที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง เช่น โลก ดาวพุธ และดวงจันทร์ เป็นต้น และดาวฤกษ์ คือ ดาวที่มีแสงสว่างในตัวเอง เช่น ดวงอาทิตย์ เป็นต้น
        - พบทางช้างเผือก (Milky Way) ซึ่งมีลักษณะเป็นทางขาว ๆ ดูคล้ายหมอกบาง ๆ พาดผ่านไปบนท้องฟ้า ทางช้างเผือก           เกิดจากแสงของกลุ่มดาวฤกษ์ซึ่งมีความหนาแน่นมาก
        - เนบิวลา (Nebula) คือ กลุ่มก๊าซ และวัตถุต่าง ๆ ซึ่งมีการรวมตัวกันอย่างหนาแน่น
        - พบวงแหวนของดาวเสาร์ แต่กาลิเลโอไม่ได้เรียกว่าวงแหวน ต่อมาในปี ค.ศ. 1655 ฮอยเกนส์ได้พิสูจน์ว่าเป็นวงแหวน     และเรียกว่า "วงแหวนของดาวเสาร์ (Saturn's Ring)"
        - พบบริวารของดาวพฤหัสบดีว่ามีมากถึง 4 ดวง กาลิเลโอได้ตั้งชื่อดาวบริวารของดาวพฤหัสบดีว่า ซีเดรา เมดิซี (Sidera   Medicea) เพื่อเป็นเกียรติแก่ ดยุคแห่งทัสคานี คอซิโมที่ 2 (Duke of Tuscany Cosimo II) ผู้ซึ่งเป็นทั้งลูกศิษย์           และเจ้านายของเขาในเวลาต่อมา และจากการค้นพบครั้งนี้ กาลิเลโอได้ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ และภายหลังจากการศึกษา กาลิเลโอได้ตั้งทฤษฎีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของสุริยจักรวาล และโลกต้องโคจรรอบดวงอาทิตย์
       - พบว่าพื้นผิวของดาวศุกร์มีลักษณะคล้ายกับดวงจันทร์
       - พบจุดดับบนดวงอาทิตย์ (Sun Spot)

       จากการค้นพบครั้งนี้กาลิเลโอได้เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อว่า Letter on the Solar Spot ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับจุดดับบนดวงอาทิตย์ และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการโคจรของดวงดาวในระบบสุริยจักรวาล ว่าอันที่จริงแล้วดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของสุริยจักรวาล อีกทั้งโลกและดาวดวงอื่น ๆ ต้องโคจรรอบดวงอาทิตย์การค้นพบทางดาราศาสตร์ของกาลิเลโอครั้งนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีนั้นก็คือทำให้วิชาการด้านดาราศาสตร์มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นไปอีกก้าวหนึ่ง อีกทั้งชื่อเสียงของกาลิเลโอก็เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากขึ้น เขาได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งนักปราชญ์ประจำราชสำนักของท่านแกรนด์ดยุคแห่งทัสคานี (Grand Duke of Tuscany) ส่วนข้อเสียเป็นสิ่งที่ส่งผลร้ายอย่างมากต่อกาลิเลโอ คือ ทฤษฎีของกาลิเลโอขัดแย้งกับหลักศาสนา และทฤษฎีของอาริสโตเติลที่มีผู้เชื่อถือมากในขณะนั้น แม้ว่ากาลิเลโอจะนำกล้องโทรทรรศน์มาตั้งให้ทุกคน ได้ทดลองส่องดู ซึ่งทุกคนก็เห็นเช่นเดียวกับที่กาลิเลโอบอกไว้ แต่ถึงอย่างนั้นกลุ่มคนที่มีความเชื่อถือในทฤษฎีของอาริสโตเติล ก็ยังไม่เห็นด้วยกับกาลิเลโอ และกล่าวหากาลิเลโอว่าต่อต้านศาสนา ทำให้กาลิเลโอได้รับคำสั่งจากศาสนจักรให้หยุดแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งต่อหลักศาสนา หลังจากนั้นกาลิเลโอได้เดินทางไปยังเมืองฟลอเรนซ์ และอยู่ที่นี่เป็นเวลานานถึง 7 ปี และในระหว่างนี้ เขาได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับดาราศาสตร์ และในปี ค.ศ. 1618 กาลิเลโอได้พบดาวหางถึง 3 ดวง และได้พบความจริง เกี่ยวกับดาวหางที่ว่า ดาวหางเป็นดาวฤกษ์ชนิดหนึ่งเช่นกัน แสงที่เกิดนี้เกิดจากแสงของดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับรุ้งกินน้ำ กาลิเลโอได้ตีพิมพ์ผลงานชิ้นนี้ลงในหนังสือชื่อว่า Saggiatore แต่ทฤษฎีข้อนี้ของกาลิเลโอ ผิดพลาด

        ใน ปี ค.ศ. 1632 กาลิเลโอได้เขียนหนังสือขึ้นมาอีกเล่มหนึ่งชื่อว่า Dialogo Del Due Massimi Sistemi Del Mondoแต่เพื่อหลีกเลี่ยงข้อความที่ต่อต้านกับหลักศาสนา กาลิเลโอจึงเขียนขึ้นในเชิงบทละคร ซึ่งมีตัวเอก 2 ตัว สนทนา เกี่ยวกับทฤษฎีของปโตเลมี และโคเปอร์นิคัส แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสอยู่ดี ทำให้เขาถูกต่อต้านอย่างหนักอีกทั้งหนังสือเล่มนี้ก็ถูกห้ามมิให้จำหน่ายในประเทศอิตาลีอีกด้วย ส่วนตัวเขาถูกสอบสวนและต้องโทษจำคุกเพื่อให้สำนึกบาปที่ คัดค้านคำสอนในคริสต์ศาสนา ต่อมาเขาถูกบังคับให้กล่าวคำขอโทษ เพื่อแลกกับอิสระและชีวิตของเขา แม้ว่าเขาจะถูกปล่อยตัวออกจากคุก แต่เขาก็ยังต้องอยู่ในความควบคุมของอัสคานิโอ ปิคโคโรมินิ (Ascanio Piccoromini) บาทหลวงผู้หนึ่งซึ่งในระหว่างนี้เขาได้ทำการทดลองเกี่ยวกับฟิสิกส์ และตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า Disorsi

        เมื่อการค้นคว้าทางดาราศาสตร์ของเขามีอุปสรรค เขาจึงหันมาทำการค้นคว้าเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์แทน กาลิเลโอได้ประดิษฐ์เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขึ้นหลายชิ้น ได้แก่ นาฬิกาน้ำ ไม้บรรทัด และเทอร์มอมิเตอร์ (Thermometer) เป็นต้น และในปี ค.ศ. 1636 กาลิเลโอได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งชื่อว่า Dialoghi Della Nuove Scienze แต่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1638 โดยเอสเซฟเวียร์ (Elzavirs) ที่เมืองเลย์เดน (Leyden) หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิชากลศาสตร์ หลังจากหนังสือเล่มนี้เผยแพร่ออกไปกลับได้รับความนิยมมากกว่าหนังสือดาราศาสตร์ของเขา อีกทั้งไม่ถูกต่อต้านจากศาสนาจักรอีกด้วย

        ในช่วงสุดท้ายของชีวิต กาลิเลโอได้ค้นคว้า และเฝ้ามองดูการเคลื่อนไหวของดวงดาวบนท้องฟ้า รวมถึงดวงจันทร์ด้วย กาลิเลโอได้เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของดวงจันทร์จนพบว่า ดวงจันทร์ใช้เวลา 15 วัน ในการโคจรรอบโลก ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบครั้งสุดท้ายของเขา เพราะหลังจากนั้นประมาณ 2 - 3 เดือน เขาก็ตาบอดและสุขภาพอ่อนแอลงเรื่อย ๆ เนื่องจากความชรา และเสียชีวิตในวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1642 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี

 

 

 

สีที่ให้  ผมเป็นคนให้ครับ

 

 

 

  • ผู้แสดงความคิดเห็น  ดร.ฆิกเมฆ สุวรรณเมฆินทร์
    วันที่ 19 มิถุนายน 2558  16. 55 น.

 

 

 

 

 กรุณาคลิกต่อไป เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 3 นะครับ

 

 

 

 




หมวดที่ 4 การเมือง

กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 6
กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 5
กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 4
กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 3
กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 2
กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 1
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 12
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 11
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 10
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 9
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 8
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 7
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 6
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 5
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 4
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 3
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 1
บันทึกข่าว SMS ปราบปราม ปชช. 19-27 พ.ค.2553



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.