ReadyPlanet.com
dot dot
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 1
bulletภาค 2
bulletภาค 3
bulletภาค 4
bulletภาค 5
bulletภาค 6
bulletภาค 7
bulletภาค 8
bulletภาค 9
bulletภาค 10
bulletภาค 11
bulletภาค 12
bulletทุกความคิดเห็นจากเวบนี้(เริ่ม ก.พ.55)
bulletทุกความคิดเห็นจากหน้า1(ก่อน ก.พ.55)
bulletทุกความคิดเห็นจากเวบบอร์ด(ถึงก.พ.55)
bulletดี เล่มที่ 45
bulletดี เล่มที่ 46
bulletดี เล่มที่ 47
bulletดี เล่มที่ 48
bulletดี เล่มที่ 49
bulletดี เล่มที่ 50
bulletดี เล่มที่ 51
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletสารบาญโหราศาสตร์
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 11
bulletMystery World Report รายงานการศึกษาโลกลี้ลับ
dot
สมัครสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot




กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 10

 เพื่อ ประชาธิปไตย เท่านั้น ภาค 10

 

 

ความเห็นที่  91  

ขึ้นภาค 10 ไปเลยนะครับ

 

ดูภาพ ต่อไปนี้แล้วคิดว่าอย่างไร ?

 

 

 ซ้ายมือ  เพลโต (อาจารย์)  ขวามือ  อริสโตเติล (ลูกศิษย์) 

คำอธิบายภาพว่าอย่างนี้ครับ ได้มาจากนักวิชาการไทย ใน Pantip .com ครับ <<< ภาพวาดเฟรสโก้ภาพนี้เป็นหนึ่งในผลงานจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ชื่อว่า School of Athens เป็นผลงานของราฟาเอล ผู้ซึ่งวาดภาพนี้ในวัยหนุ่มเพียง 27 ปี เขาวาดภาพนี้ขึ้นมาจากจินตนาการโดยการนำนักคิด นักปรัชญา นักคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของกรีก มารวมไว้อยู่ในภาพเดียวกัน เช่น พลาโต้ อริสโตเติ้ล ยุคลิด พิธากอรัส พโตเลมี อาร์คิมีดิส ซึ่งในชีวิตจริงอาจจะอยู่คนละยุคคนละสมัย แต่มารวมกันได้ในจินตนาการของราฟาเอล>>>

 

 

คนไทยเข้าโรงเรียนไทย จะได้รู้มามากเลยว่า 2 คนนี้เป็นใคร มีชื่อเสียงขนาดไหน  แน่ละ  คำยกย่องว่าเป็นนักปราชญ์ใหญ่ระดับโลก โดยเฉพาะอริสโตเติล เป็นนักปราชญ์ผู้รอบรู้วิชาต่าง ๆ และเขียนหนังสือไว้ 400 ถึงร่วม 1000 เล่มของยุคนั้น และเป็นผลดีปรากฎในโลกต่อมาร่วม 1500-2000 ปี  มีบทความกล่าวถึงโดยนักวิชาการไทยว่าดังนี้ครับ

<<< อริสโตเติล เปรียบเหมือนสารานุกรมเคลื่อนที่ได้เพราะเขานั้นเดินทางไปมาหลายที่ ทั้งยุโรป  เอเชีย ตามสถานที่ต่างๆมากมายมีความรู้และปรัชญาหลายๆด้านเช่น ปรัชญา ดาราศาสตร์ กลศาสตร์ สัตววิทยา ชีววิทยา การเมือง เศรษฐศาสตร์ และตรรกศาสตร์ เป็นต้น เหตุนี้เองทำให้เขามีงานเขียนโดยเฉพาะหนังสือมากมายกว่า พันเล่ม แต่ละอย่างที่เขียนจะถูกแยกย่อยออกเป็นหมวดหมู่เพื่อง่ายต่อการทำการศึกษาและเข้าใจ>>>

 

นักปราชญ์ เขาทำอะไร ?   นี่น่าถาม  แต่คำตอบน่าเป็นว่า  นักปราชญ์คือ คนขี้ฝัน ช่างพูด ช่างเจรจา และมักจะขี้อิจฉา นั่นเอง  ในยุคนี้ ไม่ต้องมีนักปราชญ์เลยก็ได้  นักปราชญ์แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย


ในประเทศไทยก็มีนักปราชญ์ คนหนึ่ง  แสดงหนังก็ได้  เป็นนักการเมือง  ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ 10 เดือน  เขียนนวนิยายเรื่อง 4 แผ่นดิน   เถียงกับท่านพุทธทาสภิกขุ เรื่องจิตว่างว่าจิตไม่ว่าง  นั่นแหละนักปราชญ์ไทยนาม  คึกฤทธิ ปราโมช   เป็น ม.ร.ว.   เชื้อเจ้า      


แต่นักปราชญ์ทั้งสองท่าน อาจารย์ เพลโต และลูกศิษย์อริสโตเติล ๆ ที่เกิดก่อน ค.ศ. 384 ปี  และนักปราชญ์ไทยเชื้อเจ้าคนดังกล่าว  ไม่มีประโยชน์อะไรเลยต่อ ประชาธิปไตย   คึกฤทธิ ปราโมช  กล้าบอกคนทั้งหลายว่า ตนเป็นคนที่จัดการให้คนไปตะโกนในโรงหนัง ว่า  "ปรีดี ฆ่าในหลวง"  ทำให้ นายกรัฐมนตรีไทยขณะนั้น ปรีดี พนมยงค์ วีรบุรุษไทย ผู้บุกเบิกสร้างประชาธิปไตยไทยไว้ ตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองไว้   ต้องหนีไปต่างประเทศ และโครงสร้างประชาธิปไตยไทยพังลง  เพราะฝีปากของนักปราชญ์คนนี้    

นี่คือ นักปราชญ์ไทย ครับ   ไร้ประโยชน์จริง ๆ    


แต่คนนี้  ไม่มีใครเรียกเขาว่านักปราชญ์ครับ    ดูภาพเขา และ หนังสือที่เขาเขียน และเครื่องมือการศึกษาเรื่องโลกและดวงดาวของเขา กล้องโทรทัศน์ครับ แล้วก็ไปบอกว่าที่หนังสือ ไบเบิล เล่าไว้เรื่องโลกนั้น  เป็นเรื่องตลก   จนบาดหลวงจับไปจำคุก รอการประหารชีวิตไปเลย ครับ  

 

                         

 

 

    

 

 

เขาคือ  กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ.1564 - 1642 (พ.ศ.2107 - 2185) อายุ 77 ปีเศษ  กาลิเลโอ กาลิเลอี  ครับ  กับหนังสือของเขา ชื่อ Stary Messenger   ซึ่งเสนอ The Dialogue of the two Principal Systems of the World แนววิทยาศาสตร์  เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ (เก่งกว่านักปราชญ์ตั้งเยอะเลย)  



เขาเป็นผู้ที่เปิดทางโลกสู่ ประชาธิปไตย ยุคแรก ยุคเริ่มต้นเลยทีเดียว       อ่านออกหรือเปล่าเล่า ?

ช่วยกันคิดหน่อยครับ นี่เป็นประเด็นสำคัญของ โลกประชาธิปไตยเลยทีเดียว ครับ 

 

  • ผู้แสดงความคิดเห็น  สไหงปาดี ชินะกุล
    วันที่ 8 ตุลาคม 2558  22.30 น.

 

 

 

 ความเห็นที่ 92


 ภาพต่อไปนี้  ภาพที่ 1 อริสโตเติล ครับ,  ภาพที่ 2  ลิเวีย หรือ ซิสเตอร์อาร์แคนเจลา  ลูกสาวของ กาลิเลโอ กาลิเลอี,  ภาพที่ 3  ดาวศุกร์ ที่กาลิเลโอ มองเห็นจากกล้องขยาย 32 เท่าของเขา

มีความหมายอะไรหรือ ครับ  ?

 

 

1. 


 

2.

  

 3.

 

 

มาพูดถึงอริสโตเติล  ก่อนนะครับ  ปีที่เขาเกิด ตรงกับเวลาก่อนคริสต์ศักราช 383  ปี  คือเขาเกิดก่อน พระเยซูคริสต์ ศาสดาของคริสต์ศาสนาถึง 383  ปี  และเมื่อเทียบกับทางพุทธศาสนาแล้ว  เวลาที่อริสโตเติลเกิดนั้น ตรงกับ พ.ศ. 160  ซึ่งเขามีอายุต่อมาได้ร่วม 62 กว่าปี ซึ่งในขณะนั้น ทางพุทธศาสนาจะตรงกับการแผ่อำนาจของอโศกมหาราช ที่ครอบครอง เป็นเจ้าแผ่นดินชมพูทวีปทั้งหมด  และได้ทรงนับถือศาสนาพุทธ และแผ่ขยายพุทธศาสนาออกไปทั่วโลก  ซึ่งเห็นได้ว่าอริสโตเติลได้ศึกษาพุทธศาสนาด้วยอย่างลึกซึ้ง  งานของเขาเสมือนหนึ่ง ศาสดาองค์หนึ่งของคนยุคนั้นก็ว่าได้  และซึ่งความคิดของเขาจำเริญต่อมา ผ่านยุคพระเยซูคริสต์ ไปอีก 1 พันกว่าปี  ส่วนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิล ปรัชญาบางปรัชญาในไบเบิล ดูเหมือนจะมาจากความคิดของอริสโตเติล นี่เอง  จึงปรากฎว่าคำสอนของอริสโตเติลกลมกลืนกับคำสอนของคริสต์ศาสนา จนอริสโตเติลได้ชื่อว่า  ผู้เผยแผ่คนต้นหลักคนหนึ่งที่นำความเชื่อ ความเลื่อมใสสู่ศาสนาคริสต์ นับ 1,500- 2,000 ปี   เขาเป็นเสาหลักของคริสต์ศาสนา     จนมาถึงยุค กาลิเลโอ  กาลิเลอี  ปี ค.ศ. 1564(พ.ศ.2107) ถึง ค.ศ. 1642(พ.ศ. 2185) ซึ่งห่างจากปีเกิดของอริสโตเติล 1947 ปี   มีโป๊บ 3 องค์ ในชั่วชีวิตของเขา เริ่มจากสันตปาปา Pope Paul V  ถึง  Pope Urban VIII    

 

และกาลิเลโอได้รับข้อกล่าวหาจากฝ่ายศาสนจักร ว่าเป็นผู้ทรยศ   นอกรีต  ซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต   

Pope Paul V  ถึง Pope Urban VIII  จึงสั่งการให้นำกาลิเโอ  ขึ้นสู่ศาลของศาสนจักร์ ให้คณะตุลาการซึ่งเรียกว่า  the cardinal of the Inquisition (มองจากหลักการทางการเมือง นี่คืออำนาจตุลาการของโลกยุคนั้น ที่อยู่ใต้การบัญชาของโป๊ปโดยตรง)  โทษที่ถูกตัดสินไปลงที่  ให้ประหารชีวิต ฐาน เป็นคนนอกรีต   แต่เนื่องจากกาลิเลโอ มีศิษย์คนสำคัญสามารถเข้าวงในบาดหลวง และแสดงเหตุผลทาวิทยาศาสตร์ให้โป๊ปฟังพอยอมรับได้บ้าง จึงลงโทษเพียง จำคุกตลอดชีวิต   เขาถูกคำพิพากษานี้เมื่อวัยชรามากแล้ว  และก่อนตายเขาเกิดโรคตา  รักษาไม่หายจนตายไปขณะตาบอด


การที่เกิดเรื่อง อันเป็นประวัติศาสตร์แห่งการเริ่มต้นของอารยธรรมวิทยาศาสตร์ของโลกใหม่ขึ้นนั้น  เราต้องเข้าใจสถานะทางการเมืองยุคนั้นเสียก่อนว่า  อำนาจทางการเมืองทั้งหมด คือหมายถึง  อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ   นั้น   อยู่ในกำมือโป๊ปทั้งสิ้น และนั่นหมายความถึง เป็นอำนาจเผด็จการอย่างเฉียบขาดในนาม คณะผู้แทนพระเจ้า พระเจ้าผู้สร้างโลกและฟ้าและพืชพันธ์ธัญญาหาร    กษัตริย์ และปวงชนในยุโรปยุคนั้น  ต้องฟังคำสั่งโป๊ป  และหัวหน้าคน หรือกษัตริย์ มีหน้าที่อย่างเดียวคือการรวบรวมคน หรือประชาชน มาฟังคำสั่งพระเจ้า  (คือผ่านคณะโป๊ป และบาดหลวง) และคณะโป๊บผู้ปกครองนั้น จะบอกจะสอน ให้ยอมรับอย่างจริงจังว่า  คน เป็น คนบาป   ไม่ว่าคนอย่างไร  กษัตริย์  เศรษฐี  หรือ ประชาชน คนยากคนจน ชาวนาหรือกรรมกร  ล้วนเป็นคนบาปทั้งสิ้น   และคนบาปทั้งหลายเหล่านี้ทั้งโลกนี้  มีหน้าที่อย่างจำเป็นของชีวิต  คือ   การล้างบาป   และฝ่ายโป๊ปนี้จะกำหนด  ค่าล้างบาป เป็นเงินเท่านั้นเท่านี้  กษัตริย์ และ เศรษฐี ต้องเสียค่าล้างบาปมากมายในแต่ละปี แต่ละเดือน  แต่ละเทศกาล       

กรณีของกาลิเลโอ นั้น เขาได้รับข้อกล่าวหาจากการเสนอความจริงทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งกาลิเลโอเองระบุว่า  ไม่ใช่ทฤษฎีคณิตศาสตร์  แต่เป็น a physical reality   คือความจริงตามธรรมชาติเกี่ยวกับจักรวาล ซึ่งเขาสนับสนุนทฤษฎีการค้นพบของ โคเปอร์นิคัส [ the Copernican theory]  ที่ระบุว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล  โลกเรา และดวงดาวอื่น ๆ หมุนไปรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ ซึ่งขัดแย้ง พระคัมภีร์ไบเบิลศักดิ์สิทธิ์ของคริสต์ศาสนา  ที่ยืนยันเรื่องพระเจ้าสร้างโลกและโลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล ดาวทั้งปวงหมุนรอบ ๆ โลก

มีเรื่องว่าเขาได้เขียนจดหมายเล่าเรื่องที่เขาได้พบจากกล้องโทรทัศน์ของเขาไปยัง  แกรนด์ ดัชเชส คริสตินา แห่งเมือง ลอเรนซ์ เมืองเกิดของเขา  ว่าดังนี้ครับ    

<<< In 1616 Galileo wrote the Letter to the Grand Duchess which vigorously attacked the followers of Aristotle. In this work, which he addressed to the Grand Duchess Christina of Lorraine, he argued strongly for a non-literal interpretation of Holy Scripture when the literal interpretation would contradict facts about the physical world proved by mathematical science. In this Galileo stated quite clearly that for him the Copernican theory is not just a mathematical calculating tool, but is a physical reality >>>

และเหตุนั้นกลายเป็นหลักฐานสำหรับคณะผู้พิพากษา ศาลโป๊ป  ตัดสินประหารชีวิต กาลิเลโอ ในข้อหาฉกรรจ์ของศาสนาคริสต์ คือ  นอกรีต (คือใครก็ตามที่ไม่เชื่อเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลแล้ว จะถือว่านอกรีตทั้งหมด) 


ภาพที่ 2   ธิดาคนแรกของเขา   ลิเวีย หรือ ชื่อนางชีว่า ซิสเตอร์อาร์แคนเจลา    เขามีบุตร 3 คน  หญิง 2 ชายหนึ่ง   เนื่องจากเขามีปัญหามากในวิถีชีวิตของเขา ทำให้ไม่ร่ำรวยพอจะส่งลูกเข้ามหาวิทยาลัย  จึงตัดสินใจส่งลูกสาว 2 คนเข้าโบสถ์ ให้บวชเป็นนางชี  ตามภาพที่เห็นแหละครับ  ต่อมาลูกคนที่ 2 เวอร์จิเนีย หรือ มาเรีย เคเลสเท ตายไป  เขาเศร้าโศรกมาก และครั้นเขาตายลง ให้ฝังศพเขาไว้ที่เมรุเดียวกับลูกสาวคนนี้  .....   เหตูสำคัญก็คือ  ขณะที่เป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัย ปิซา  เขาได้ทำการพิศูจน์ประเด็นทฤษฎี ของตก  ซึ่งทางอริสโตเติล นักปราชญ์ใหญ่ยุคนั้น เสนอไว้ว่า  ของที่มีน้ำหนักมากกว่า จะตกถึงพื้นเร็วกว่าของที่มีน้ำหนักน้อยกว่า   กาลิเลโอจึงเชิญนักศึกษา อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ไปชมการทดลองของเขาที่หอเอนเมืองปิซา   เขาโยนของที่หนักต่างกันให้ดู  ปรากฎว่า  ตกถึงพื้นดินพร้อมกัน   เขาก็บอกว่าทฤษฎีของอริสโตเติลผิด  ให้เลิกสอนในมหาวิทยาลัยทันที   ........(เพราะสิ่งที่สอนในมหาวิทยาลัยจะต้องถูกต้อง ถ้าผิดเขาจะไม่ให้สอน ต้องโละออกไปทันที มหาวิทยาลัยจะต้องยืนยันในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น)    เป็นเหตุให้คนที่เลื่อมใสในอริสโตเติล โกรธ  และพากันขับไล่ กาลิเลโอ ออกไปจากมหาวิทยาลัย แต่ทฤษฎีของตกนี้ ได้กลายเป็นประเด็นการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญต่อมาคือ ไอแซค นิวตัน นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้ค้นพบกฎแห่งความโน้มถ่วงของโลกต่อมา   กาลิเลโอ เขาตระเวนหางาน ว่างงานอยู่นาน  เพื่อน ๆ ที่เลื่อมใส จึง พาเข้ามหาวิทยาลัย ปาดัว  ได้เงินเดือนสูงกว่า ม.ปิซา  ถึง 3 เท่า และเป็นศาสตราจารย์  แต่นั่นแหละ  เขาได้สร้างงานต่อไป   และงานต่อไปของเขา   แม้เป็นสัจธรรม   แต่เขาก็ถูกผู้ปกครองที่โง่เง่า ที่ทรงอำนาจเผด็จการ  กล่าวหาว่าเป็น  พวกนอกรีต  แล้วชีวิตกาลิเลโอ  ก็ถูกตัดสิน ประหารชีวิต  และลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต  และเขาตายในคุกขณะตาบอดมาแล้วหลายปี


ภาพที่ 3  นะครับ   กาลิเลโอ  เอากล้องส่องทางไกล ที่เขาได้ความรู้มาจากช่างทำแว่นตา ที่สามารถขยายแว่นตามองเห็นได้ได้ 3  เท่า  เขาทำขยายไปได้ถึง  32 เท่า   และนี่แหละคือ  อารยธรรมใหม่   ทำให้เขาสามารถสร้างกล้องโทรทัศน์ส่อง สำรวจดวงดาวได้อย่างชัดเจน  และในภาพที่ 3 คือ เขามองไปที่ดาวศุกร  สิ่งที่เขาได้พบ ยิ่งยืนยันว่า  ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง  ดาวศุกรเดินอ้อมดวงอาทิตย์   เวลาอยู่หน้าดวงอาทิตย์จะเห็นดาวศุกร มีขนาดโต แต่จะมีขนาดเล็กลงเมื่อดาวศุกรมาอยู่ข้าง ๆ ดวงอาทิตย์ และเวลาอยู่หลังดวงอาทิตย์ดาวศุกร์มีขนาดย่อม   ดังในภาพ ครับ    แต่นี่แหละความจริงที่ทำให้กาลิเลโอ ได้รับผล   อย่างที่ปรากฎเป็นประวัติศาสตร์โลก และ นำการเมืองเข้าสู่ยุคประชาธิปไตย  เข้าสู่อารยธรรมใหม่อันสูงส่ง  และที่สุด   ทำให้ฝ่ายค้านเขา   คือ ศาสนจักรทั้งศาสนจักรเสื่อมสลายลงไป และโลกเผด็จการพระเจ้า รวมถึงเผด็จการมนุษย์ ยุติลง



  • ผู้แสดงความคิดเห็น   ดร.ฆิกเมฆ สุวรรณเมฆินทร์ 
    วันที่ 10 ตุลาคม 2558  13.50 น.

 

 

 


 ความเห็นที่ 93 

 

ภาพจากโบสถ์ ชื่อว่า  The Last Supper 
นับคนได้เท่าไร ?  14 ครับ ขวามือ 7 ซ้ายมือ 6  กลาง 1 รวมเป็น 14 

 

 

การที่ฝ่ายประมุข ผู้ปกครองคริสต์ศาสนาจักร ซึ่งก็คือ Pope ระยะแรก ๆ มาร่วม 1,000 ปีเศษ ๆ  ได้นิยามมนุษย์ทั้งหลายว่าเป็น  คนบาป  ซึ่งจะต้อง  ทำการล้างบาป กับโป๊ป และศาสนาจักร อยู่เป็นประจำปี   ประจำเดือน  และประจำเทศกาล โดยมีการจ่ายเงินค่าล้างบาปแตกต่างไปตามฐานะ โดยที่กษัตริย์ เศรษฐี และผู้มีความผิด ต้องจ่ายอย่างมากมายเป็นพิเศษนั้น  เหตุผลก็มาจากการตีความจากพระคัมภีร์ไบเบิล  นั่นเอง ตอนสำคัญ ๆ ที่บอกถึงคนบาป มีดังนี้


1.  ปรากฎในเยเนซิส ตอนอาดัมและเอวา ทำผิดคำสั่งของพระเจ้า ที่สั่งไม่ให้กินผลไม้ในสวนเอเดน แต่ไปกินเข้าเพราะโดนงูหลอกให้กิน จึงโดนสาป และได้นามว่าคนบาปที่ได้ถ่ายทอดเผ่าพันธ์ ทายาทของตนสืบต่อมาถึงโลกยุคนี้  ปรากฎในไบเบิลดังนี้

<<<And to Adam He said, 'Because you have yielded to your wife's suggestion and have eaten from the tree concerning which I gave you orders, 'Do not  eat of it,' cursed is the soil on your account; by toil you shall eat from it all your life. Thorns and thistles it shall grow for you and you must eat herbs of the field. In the sweat of your brow you must make a living until your return to the ground, because  out of it you were taken; for dust you are and the dust you shall return." >>>[GENESIS 3/17-18-19]

<<<พระองค์จึงตรัสแก่อาดัมว่า  "เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกินผลไม้ที่เราห้าม แผ่นดินจึงต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า  เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต" ......."เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้า จนเจ้ากลับเป็นดินไป เพราะเราสร้างเจ้ามาจากดิน  เจ้าเป็นผงคลีดิน  และจะต้องกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม">>>

 

2.   ปรากฎใน เยเนซิส  ตอนพระเจ้าบันดาลน้ำท่วมโลก จนมนุษย์ สัตว์ พืช ตายหมดโลก ก็เพราะเหตุที่มนุษย์ล้วนแต่เป็นคนทำความชั่วช้ามากมายเต็มแผ่นดินไปหมดและได้ถ่ายทอดเผ่าพันธ์มาถึงชาวมนุษย์สมัยนี้ว่าเป็นคนบาป  เชื้อสายบาป    ดังนี้

<<< God saw that human wickedness was growing out of bounds on earth: that the intention of all human  thinking produced nothing but evil all day. Then it was grief to the Lord ever having made man on the earth: He felt grieved at hearth. The Lord said,  "I will wipe the human race I have created them from the face of the earth, man and beast, reptile and birds of the air, for it is grief to ME that I have made them."   "But Noah found favour in the presence of the Lord. >>> [GENESIS 6/5-6-7-8]

<<<พระเจ้าทรงเห็นว่าความชั่วช้าของมนุษย์มีมากบนแผ่นดิน และทรงเห็นว่าเค้าความคิดในใจของเขาล้วนเป็นเรื่องร้ายเสมอไป พระเจ้าจึงเสียพระทัยที่ได้สร้างมนุษย์ไว้บนแผ่นดินและโทมนัส  "พระเจ้าจึงตรัสว่า "เราจะกวาดล้างมนุษย์ที่เราได้สร้างมานี้ไปเสียจากแผ่นดิน  ทั้งมนุษย์สัตว์กับบรรดาสัตว์เลื้อยคลานและนกในอากาศด้วย เพราะว่าเราเสียใจที่ได้สร้างมา"   "แต่โนอาห์เป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระเจ้า">>>

 

 

  • ผู้แสดงความคิดเห็น ดร.ฆิกเมฆ สุวรรณเมฆินทร์
    วันที่ 13 ตุลาคม 2558  20.52 น.

 

 

 

 ความเห็นที่ 94 

 

ภาพโป๊ป ฟรานซิส : Pope Francis วันทรงดำรงตำแหน่ง  วันที่ 13 มีนาคม 2556  ทรงเป็น สันตปาปา องค์ที่ 112 แห่งคริสต์จักรโรมันคาธิลิก 
มีเฟสบุ๊ค ของ  
Jeerachart  Jongsomchai    18 มีนาคม· มีการแก้ไข·ลงบทความคำทำนาย... "ตามคำทำนายของ เซนต์ Malachy : โป๊ปฟรานซิส คือสันตะปาปาองค์สุดท้าย" ... เซนต์ Malachy นักบุญชาวไอริชอาร์คบิช๊อป แห่ง Armagh ไอร์แลนด์ , ที่มีชีวิตอยุู่ช่วงระหว่าง ปี คศ. 1094 – 1148 เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงเรื่องญาณวิเศษเหนือธรรมชาติ เคยพยายากรเกี่ยวกับเรื่องกับการสืบทอดตำแหน่งของประมุขแห่งโรมันคาทอลิกว่า สันตะปาปาองค์สุดท้ายจะเป็นลำดับที่ 112 "ก่อนวันสิ้นโลก" หรือ "การพิพากษาครั้งสุดท้าย" ในคำทำนายที่ชื่อว่า Prophecy of the Popes ... ซึ่งจะตามมาด้วยการถูกทำลายล้างครั้งใหญ่ของวาติกันและโลก

 

 

มาต่อเรื่อง คน คือ คนบาป  นะครับ  เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่จนถึงขั้นทำลายสถาบันอำนาจของโป๊ปลงไปอย่างสิ้นเชิงเลยในเวลาต่อมา  หลัง กาลิเลโอ มาแล้ว 


เนื่องจากได้คุมอำนาจ คือ อำนาจการเมืองโดยตรง  ที่กษัตริย์ และ ปวงชนทั้งปวง จะต้องอยู่ใต้อำนาจโป๊ป  ปรากฎชัดเจนในยุโรปขณะนั้น  แต่การที่สำนักโป๊ปและศาสนจักร  มีความโลภเกินไป  จึงทำให้การเก็บค่า ล้างบาป  ไม่เป็นธรรม และเป็นที่สงสัยของกษัตริย์และประชาชน ว่าทำไมเก็บคนนั้นเท่านั้น คนนี้เท่านี้ โดยเฉพาะกษัตริย์เอง ซึ่งต้องมีเงินสำหรับการบริหารงานของส่วนกษัตริย์  ก็กลับเป็นว่า เงินที่ได้มาต้องเอาไปถวายศาสนจักร โป๊ปเสียหมด  

จึงมีเรื่องราวเกิดขัดแย้งขึ้นระหว่างโป๊ป กับ กษัตริย์นี้เองขึ้นก่อน แล้วไม่สิ้นสุด  แรก ๆ กษัตริย์ยังพ่ายโป๊ปอยู่ ด้วยมนต์แห่งพระเจ้ายังศักดิ์สิทธิ์ นับหลายร้อยปีต่อมา  กษัตริย์จึงชนะ  สามารถตั้งตนเป็นอิสระ  เป็นผู้ปกครองตนเองได้  มีรัฐ หรือประเทศ ที่กษัตริย์ทรงอำนาจเต็ม (แต่อำนาจอธิปไตยก็ยังไม่เป็นของประชาชน ต้องต่อสู้กันต่อมาอีกระยะหนึ่ง จึงถึง ประชาธิปไตย ครับ)   


ประวัติศาสตร์ที่เราจะเห็นอย่างชัดเจน ที่่บอกถึงอำนาจการเมืองสูงสุดเป็นของโป๊ป ก็คือ  สงครามครูเสด  นั่นเอง  โป๊ปต้องการเมืองเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ เพราะเรื่องราวของพระเยซูคริสต์เกิดขึ้นและจบลงที่เมืองนี้  แต่ขณะที่อิสลามสร้างแผ่นดิน และขยายอำนาจการเมืองมา [เห็นไหมครับว่า นี่ก็จอมเผด็จการอิสลามอีกพวกหนึ่ง อำนาจการเมืองอยู่กับฝ่ายศาสนจักรอย่างสมบูรณ์พอ ๆ กันเลย  จึงเป็น 2 เผด็จการที่ยิ่งใหญ่บนโลกมนุษย์ยุคนั้น และมาพบกันได้ในสงครามครูเสด โดยที่ฝ่ายศาสนจักรทั้ง 2 ฝ่ายนี้ ทรงอำนาจอันสมบูรณ์ทางการเมือง สั่งกษัตริย์และประชาชนได้อย่างเด็ดขาด นั่นเอง]  ได้ยึดครองเยรูซาเล็มไว้ในอำนาจ และมีกริยาเหยียบย่ำแดนศักดิ์สิทธิ์ของคริสต์ศาสนา  ชาวคริสต์ในยุโรป เมื่อได้รับฟังเหตุผลตรงนี้ ก็พลอยโกรธแค้นอิสลามไปด้วย


และด้วยอำนาจของโป๊ป  จึงสั่งกษัตริย์ ประเทศต่าง ๆ  จนกระทั่ง  ริชชาร์ด ใจสิงห์ [ Ridchard Lion Hearth]  แห่งอังกฤษที่นักเรียนเมืองไทยรู้จักดีที่สุด พร้อม ๆ กับชื่อขุนโจรคุณธรรม โรบิน ฮูด :  Robin Hood  ด้วยนั่นแหละครับ  ก็ต้องพลอยยกทัพไปรบกับอิสลาม ตามคำสั่งโป๊ปด้วย [แต่แพ้ครับ พระเอกของเรา แพ้เขา แพ้ซาลาดินเขา ครูที่สอนเรา เขาก็พูดเฉพาะเรื่องในอังกฤษ หรือครูก็โง่พอ ๆ กับเราเหมือนกัน  ไม่รู้อะไรนอกไปจากมีในตำรา]   นั่นคืออำนาจสั่งการของ  Pope ยุคที่ คนทั้งหลาย ล้วนเป็นคนบาป ต้องเสียค่าล้างบาปไปตลอดชีวิต  ต้องเชื่อฟังคำสั่งพระเจ้า ในวาทะที่ว่า  เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า  อย่างบิดพลิ้วไม่ได้เลย   


ก็ลองอ่านบทสรุปสงครามครูเสด (ได้จากเวบนักวิชาการไทยครับ)  ก็จะเห็นได้ว่า ยุคนั้น  อำนาจอธิปไตย เป็นของใครครับ ?

ผมให้สี และให้ปีพ.ศ.เสริมไปด้วยครับ 

 

บทสรุปสงครามครูเสด

สงครามครูเสด มีการทำสงครามกัน 8 ครั้ง กินระยะเวลานานกว่า 200 ปี มีผู้คนล้มตายกว่า 7,000,000 คน และสุดท้ายดินแดนศักดิ์สิทธิตกเป็นของมุสลิม บทสรุปการทำสงครามแต่ละครั้งมีดังนี้

  • ครั้งที่ 1 ตั้งแต่เมื่อ ค.ศ. 1092 ถึง ค.ศ. 1099   [พ.ศ.1635 - 1642]  เป็นครั้งที่ครึกครื้นที่สุด พระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ได้ไปในครั้งนี้ และเป็นครั้งเดียวที่เอาชนะพวกเติร์กเปิดทางให้คริสต์ศาสนิกชนไปนมัสการที่ฝังศพพระเยซูได้สะดวก
  • ครั้งที่ ตั้งแต่ ค.ศ. 1147 ถึง ค.ศ. 1149 [พ.ศ.1680 - 1692] พระเจ้าหลุยส์ที่ 7ของฝรั่งเศส กับ พระเจ้าคอนราดที่ ของเยอรมัน ได้ไปในครั้งนี้ แต่ต้องแพ้ย่อยยับกลับมา
  • ครั้งที่ 3 ตั้งแต่ ค.ศ. 1189 ถึง ค.ศ. 1192 [พ.ศ.1732 - 1735]  พระเจ้าเฟรเดริกที่1 (เยอรมัน) ฟิลิปป์ออกุสต์ (ฝรั่งเศส) และริชาร์ด ไลออนอาร์ท (อังกฤษ) ได้ไปในครั้งนี้ พากันแพ้กลับมา และพระเจ้าเฟรเดริกจมน้ำตาย
  • ครั้งที่ 4 ตั้งแต่ ค.ศ. 1202 ถึง ค.ศ. 1204  [พ.ศ.1745 - 1747] ไม่ได้ผลอะไรเลย และแทนที่กองทัพครูเสดจะไปรบพวก เติร์กกลับไปรบพวกคริสเตียนด้วยกันเอง
  • ครั้งที่ 5 ตั้งแต่ ค.ศ. 1217 ถึง ค.ศ. 1221 [พ.ศ.1760 - 1764] เซนเญอร์ของฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อ ยองเลอเบรียน กับพระเจ้าแผ่นดินฮังการี ไปรบพวกเติร์กในประเทศอียิปต์ และไม่ได้ผลทางชัยชนะ
  • ครั้งที่ 6 ตั้งแต่ ค.ศ. 1228 ถึง ค.ศ. 1229 [ พ.ศ.1771 - 1772] พระเจ้าเฟรเดริกที่2 (เยอรมัน) เป็นหัวหน้าไป แต่แทนที่จะไปรบ กลับไปทำไมตรีกับพวกอาหรับ ซึ่งมีผลดีกว่าไปรบ เพราะทำให้พวกอาหรับยอมให้พวกคริสเตียนเดินทางเข้าเมืองเยรูซาเลมได้อีก
  • ครั้งที่ 7 ตั้งแต่ ค.ศ. 1248 ถึง ค.ศ. 1249 [พ.ศ.1791 - 1792]  ครั้งที่ 8 ใน ค.ศ.1270  [พ.ศ.1813] นั้น สงครามครูเสดได้ทำกันในประเทศอียิปต์ เพราะพวกหัวหน้าเติร์กมีถิ่นสำคัญตั้งอยู่ที่นั่น และแซงต์หลุยส์ (ฝรั่งเศส) เป็นตัวตั้งในสงครามครูเสดทั้งสองครั้งนี้ จนแซงหลุยส์สิ้นพระชนม์เมื่อ ค.ศ. 1270  และ สงครามครูเสดก็สุดสิ้นลงในครั้งนี้

 

 

  •  ผู้แสดงความคิดเห็น นายวิจัยประชาธิปไตย
    วันที่ 14 ตุลาคม 2558  10.30 น.

 

 

 

 

ความเห็นที่ 95

   

 

 มีหลักในทางพุทธศาสนา ว่าด้วยอำนาจว่า  เมื่อได้อำนาจ ปุถุชนมักจะหลงในอำนาจนั้น และหากเป็นเช่นนั้นอำนาจที่ได้ก็จะเสื่อมสลายไป   ก็คงจะเหมือนกรณีโป๊ป ในคริสต์จักร  ในสงครามครูเสดนั่นเอง  เพราะถึงเป็นโป๊ป ก็ยังเป็นปุถุชนอยู่  ใช่ว่าได้สำเร็จอรหันต์  จึงหากลุ่มหลงในอำนาจแล้ว ในที่สุดก็จะเสื่อมลงไปจากอำนาจนั้น


ในการมองคนทั้งหลายในเรื่องอำนาจนี้   พระอรหันต์ จะมองว่า  เราไม่ได้อยู่เหนือเขา  เราไม่ได้อยู่ต่ำกว่าเขา  และเราไม่ได้อยู่เสมอเขา (ท่านจะไม่คิดอย่างใดอย่างหนึ่งกับคนใดคนหนึ่งอย่างนี้ ท่านไม่คิด)


คิดได้ทำได้อย่างพระอรหันต์นี้ เป็นเส้นทางอยู่ร่วมกันของประชาชนคนทั้งหลายในวิถีทางประชาธิปไตย ครับ   และประเทศประชาธิปไตย ประชาชนเขาเป็นอย่างนี้ เขาไม่คิดว่าใครสูง ใครต่ำ  แต่จะคิดเรื่องสิทธิ และหน้าที่ของเขา  สิทธิ และหน้าที่ของคนอื่น  


  • ผู้แสดงความคิดเห็น  บุษบา บุญเสฏฐ์ - อรบุศป์ ละอองธรรม
    วันที่ 15 ตุลาคม 2558  05.05 น.

 

 

 

 ความเห็นที่ 96 

 

สถานการณ์ของด้านศาสนจักรยุคนั้น ก่อนจะถึงยุควิทยาศาสตร์ ที่เริ่มจาก โคเปอร์นิคัส และ กาลิเลโอ  ควรจะทำความเข้าใจในด้านสากลศาสนาให้ดีด้วยครับ  เราลอกมาจากสากลศาสนา ของ หนังสือพิมพ์ดี ในเวบไซต์เรานี่เอง .net  ครับ ลองอ่านดูครับ

 

 

 

ภาพพระเยซูคริสต์ จากข่าวสาร มอร์มอน มีคำใต้ภาพว่า

Jesus Christ, Our Savior

Jesus Christ is the Son of God and the (ours and yours) Savior of the world. His life and teachings are the way to peace and happiness.

แปลว่า เยซูคริสต์ ทรงเป็น พระผู้ช่วยให้รอด เยซูคริสต์ เป็นพระบุตรของพระเจ้า เป็นผู้ช่วยให้รอด ของเรา และของท่าน ในโลกนี้  ชีวิตของพระองค์และคำสอนของพระองค์เป็นเส้นทางสู่สันติภาพและความสุข

 

 

<<<  ดังจะเห็นจากเรื่องราวในประวัติศาสตร์ยุคนั้นว่า ในฝ่ายราชอาณาจักร เมื่อ คริสต์ศาสนาถูกสถาปนาขึ้น ก็เกิดเป็นระบบอำนาจเผด็จการเทวทูต ที่มหึมายิ่งใหญ่ครอบงำยุโรปอยู่เป็นเวลาประมาณ 1พันปีหลังคริสต์กาล ในระหว่างนั้นพวกพระตั้งตัว เป็นตัวแทนเทพเจ้า ถืออำนาจปกครองโดยระบบเทวสิทธิทุกด้าน และเหยียดมนุษย์ทั้งปวงว่าเป็นคนบาป ที่ทรยศต่อพระเจ้า พระเจ้ามีพิโรธแรงร้ายต่อคนบาป ๆ ทั้งหลายต้องมีหน้าที่ล้างบาปตนเองจากพิธีกรรมที่ตัวแทนพระเจ้าประกอบพิธีให้ จึงจะทรงปรานีให้ได้รับความรอดจากความตายในนรกเพลิง 

 คนทั้งหลายไปจนถึงชั้นกษัตริย์ยุคนั้น จึงตกอยู่ใต้อำนาจพระคาทอลิกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และนานไปพระเหล่านั้นก็หลงในลาภ และคำสรรเสริญ โบสถ์แต่ละแห่งแข่งกันสะสมทรัพย์สมบัติไว้มากมายมหาศาล โป๊ปที่กรุงโรมมีชีวิตความเป็นอยู่ฟุ่มเฟือยโอ่โถงยิ่งกว่าพระราชามหากษัตริย์ เมื่อพวกพระ ประพฤติตกต่ำไปก็เป็นเหตุให้เกิดกบฎ และฝ่ายพระก็ปราบปรามลงโทษกบฎเหล่านั้น ด้วยวิธียุยงส่งเสริมสาวกและคนที่ยอมรับอำนาจพระเจ้าให้ขัดขวางต้านทานพวกกษัตริย์ดังมีกรณีตัวอย่างมาตั้งแต่ยุคพระเจ้าเฮ็นรี่ที่ 2แห่งอังกฤษ 

พระองค์ทรงมีพระวิจารณญาณว่าสถาบันศาสนาไม่ซื่อสัตย์ ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการหลอกลวงสถาบันกษัตริย์และประชาชน ด้วยลุแก่โลภโมโทสัน มีพระประสงค์จะลิดรอนอำนาจของโป๊ปลงครั้นได้จังหวะก็ส่งคนของพระองค์บุกเข้าไปประหารชีวิตโป๊ปเบ๊กเกต ซึ่งเป็นโป๊ปประจำ ประเทศอังกฤษขณะนั้น โป๊ปใหญ่ที่กรุงโรมรู้เข้าก็เตรียมทำพิธีคว่ำบาตร (ทางพระสงฆ์พุทธว่า ปัพพาชนียกรรมไม่ให้ประชาชนเชื่อฟังนับถือพระองค์ พระเจ้าเฮ็นรี่ที่ 2ต้านแรงกดไม่ไหวจึงทรงยอมแพ้แก่โป๊ป ต้องติดสินบนเป็นเงินทองจำนวนมหาศาลแด่ โป๊ปที่กรุงโรม แล้วต้องสร้างที่ฝังศพของโป๊ปเบ๊กเกตอย่างโอ่อ่าสมเกียรติ แต่แม้กระนั้นก็ยังไม่พอแก่โทษ พระเจ้าเฮ็นรี่ที่ 2 ก็ยังต้องถูกโบย ด้วยการเฆี่ยนหลังด้วยแซ่จนยับเยิน ณ ที่ฝังศพของโป๊ปเบ็กเกต อย่างน่าอดสูต่อสาธารณะ เพื่อ แลกกับการอยู่ต่อไปในราชบัลลังก์อังกฤษ เป็นเหตุให้สถาบันกษัตริย์มีรอยแค้นฝังใจสืบต่อมา 

ตราบมาถึงยุคพระเจ้าเฮ็นรี่ที่ 4 แห่งเยอรมันในปี พ.. 1616 ทำการแข็งขืนอำนาจของโป๊ปเกรกอรี่ที่ 7 ด้วยการออกพระราชบัญญัติฉบับหนึ่ง ที่ไม่สอดคล้อง ข้อบัญญัติของโป๊ป เมื่อโป๊ป ตักเตือนมาก็มีลายพระหัตถ์หมิ่นประมาทโป๊ปด้วยถ้อยคำ หยาบคายกลับไป คล้ายเป็นการประกาศอิสรภาพทางฝ่ายอาณาจักรไม่ขึ้นต่อฝ่ายพระ อีกต่อไป พวกพระเผด็จการก็ทำพิธีคว่ำบาตรพระเจ้าเฮ็นรี่ที่ 4 ว่าเป็นผู้ทรยศต่อพระเจ้า ห้ามประชาชนนับถือเชื่อฟังอีกต่อไป จากนั้นประชาชนก็เริ่มหันหลังให้พระองค์เพราะการยุยงโฆษณาชวนเชื่อของพวกพระคริสต์ อ้างอำนาจพระเจ้าผู้สร้างโลกขึ้นมา ข่มขู่ และเพราะคนทั้งหลายกลัวพระเจ้าบนสวรรค์มากกว่าพระเจ้าแผ่นดินเบื้องล่าง ก็ เริ่มหันหลังให้บัลลังก์กษัตริย์ บัลลังก์ของพระเจ้าเฮ็นรี่ที่ 4 ก็สั่นคลอน 

จนในที่สุดพระเจ้าเฮ็นรี่ที่ 4 ต้องยอมจำนนต่อโป๊ป ต้องเดินทางไปยังปราสาทโคโนสซา เยอรมัน ที่ซึ่งโป๊ปแปรพระราชฐานมาพำนักอยู่ในฤดูกาลนั้น เพื่อขอขมาอภัยโทษจากโป๊ป แต่โป๊ปก็ ยังไม่อนุญาตให้เข้าเฝ้าในทันที พระเจ้าเฮ็นรี่ที่ 4 ต้องคุกเข่าขอขมาอยู่หน้าปราสาท โคโนสซาอยู่เป็นเวลา 3 วันโป๊ปจึงออกมาพบและว่ากล่าวสั่งสอนอย่างเผ็ดร้อนเจ็บแสบซึ่งทำความเจ็บแค้น ให้แก่พระเจ้าเฮ็นรี่ที่ 4 เป็นอันมาก และเมื่อเสด็จกลับไปแล้ว ก็ทรงวางแผนแก้แค้นโป๊ป ด้วยการเตรียมกำลังทหาร ทำการฝึกซ้อมจนเข้มแข็งแล้วจึงนำทัพไปโจมตีโป๊ปที่กรุงโรม และโป๊ปสู้ไม่ได้ต้องเผ่นหนีไปต่างประเทศ พระเจ้าเฮ็นรี่ที่ 4 ก็ปล้นสมบัติโป๊ป ได้สมบัติไปมากมายมหาศาล แล้วเผาสำนักของโป๊ปจนวอดวายพินาศอันเป็นการสะท้อนภาพของศาสนาคริสต์กับฝ่ายอาณาจักร ที่ไม่เคยมีความสงบ มีแต่คิดแก่งแย่งอำนาจกันและกันอยู่ตลอดเวลา

 สถานการณ์คราวนั้นยังคงย้ำอำนาจของฝ่ายศาสนจักรที่มีเหนือราชอาณาจักรอยู่ เพราะไม่นานพระเจ้าเฮ็นรี่ที่ 4 ก็มาพบความล่มสลาย ด้วยการยุยงจากฝ่ายพระบาดหลวงคาทอลิกศัตรูของพระองค์ จนเป็นผลให้ พระราชโอรสของพระองค์เองปฏิวัติยึดอำนาจ นั่งบัลลังก์แทน และจับพระบิดาไปขังคุก ไว้ พระโอรสก็นำราชอาณาจักรไปสวามิภักดิ์ต่อโป๊ปอีกครั้งหนึ่ง ส่วนพระเจ้าเฮ็นรี่ที่ 4 ภายหลังถูกปล่อยจากคุกก็กลายเป็นคนอนาถา หาที่พึ่งไม่ได้ เพราะแม้กระทั่งราชโอรสที่เป็นกษัตริย์อยู่ขณะนั้น ก็ไม่กล้าฝ่าฝืนอำนาจของโป๊ป ต้อง รอนแรมไปอย่างสิ้นไร้ไม้ตอก และ เที่ยวขออาหารตามวัด ประทังชีวิตไปวัน ๆ จนในที่สุดไปประเทศฝรั่งเศสและสิ้นพระชนม์ลงอย่างอนาถายากไร้ 

นับตั้งแต่นั้นมายุโรปก็ถูกครอบครองด้วยระบบอำนาจเผด็จการขนาดมหึมาอย่างไม่อาจกระดุกกระดิก ลัทธิความเชื่อหลายอย่างถูกทำลายลงอย่างถอนรากถอนโคนรวมทั้งลัทธิแม่มด ที่คณะพระคาทอลิกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีต จึงได้มีการจับกุมและนำมาลงโทษด้วยการเผาในที่สาธารณะ จนเป็นเหตุให้ผู้บริสุทธิ์ถูกเผาไฟทั้งเป็นไปด้วยหลายพันคนในยุคนั้น เมื่อฝ่ายพระคริสต์ประพฤติลุแก่อำนาจบาทใหญ่เช่นนี้ผลก็คือมีการดิ้นรนของปวงชนเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ทั้งทางการเมืองและศาสนาเอง การเมืองทำให้มีการต่อสู้เชิงวิชาการ มีการคิดค้นหลักการทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ขึ้นมาอย่างหลายหลากและก้าวหน้า ที่ ต่อต้านหลักการเผด็จการเทพเจ้าในยุโรปขณะนั้น 

แล้วเกิดทฤษฎีวิทยาศาสตร์ ที่หักล้างหลักการในพระคัมภีร์ไบเบิล จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์ยุคแรก ๆ คือกาลิเลโอ ถูกกล่าวหาว่าเป็น กบฎต่อพระเจ้าและพวกพระทำการคว่ำบาตร และเนรเทศไปจากบ้านเกิดเมืองนอน ไปสิ้นชีพลงอย่างน่าอนาถในต่างแดนอีกคนหนึ่ง 

ระบบอำนาจพระคริสต์ในยุโรปจึงเป็นเหตุให้ประชาชนถูกกดขี่  และแล้วก็เกิดแรงต้าน ตั้งแต่สามัญชนไปถึงสถาบันกษัตริย์ ต่างตื่นตัวขึ้นทำการต่อต้าน ทำให้เกิดยุคปฏิวัติทางภูมิปัญญาหรือ ยุคเรอเนซ้องส์ (renaissance) ขึ้นในยุโรป ทางการเมืองนำไปสู่ทฤษฎีการปกครองระบอบประชาธิปไตยรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งหมายถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะปกครองตนเอง ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของความกลัวหรืออำนาจอื่นโดยไม่ชอบธรรมจากตัวแทนพระเจ้า ทางวิทยาศาสตร์เกิด ทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วินที่หักล้างหลักการในพระคัมภีร์ไบเบิล และในรัสเซียก็เกิดทฤษฎีคอมมิวนิสต์ขึ้น มีการ ปฏิวัติล้างระบบคริสต์ศาสนาในรัสเซียลงขนานใหญ่ หวังถอนรากถอนโคน มีคติแหลมคมเช่น ศาสนาเป็นยาเสพติด (คำว่าศาสนาหมายถึงศาสนาคริสต์ขึ้นมาปลุกใจประชาชนทุกแห่งหน จนเกิดการนองเลือด ล้างทั้งสถาบัน กษัตริย์และสถาบันศาสนาลงครั้งใหญ่ อันเป็นการปฏิวัตินองเลือดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลกครั้งหนึ่ง 

 

 

มาติน ลูเธอร์  โป๊ป แห่ง นิกายโปรเตสแตนท์ : MARTIN LUTHER

เกิด  10  พฤศจิกายน 1483   ตาย  18  กุมภาพันธ์  1546  อายุ  62  ปี

 

 

ในด้านศาสนจักร ต่อจากยุคพระเจ้าเฮ็นรี่ที่ 4 มาประมาณ 400 ปีเศษ กษัตริย์ เจ้าครองนครในเยอรมันและฝรั่งเศส ร่วมกันต่อต้านโป๊ปที่กรุงโรมกันครั้งใหญ่ และยกมาร์ติน ลูเธอร์ ขึ้นเป็นโป๊ปของนิกายใหม่คือโปรเตสแตนท์(Protestant) แทน เพราะในขณะนั้นโป๊ปที่กรุงโรมลุแก่อำนาจบาทใหญ่ เอาเปรียบประชาชนและสร้าง ความไม่เป็น ธรรมประการต่าง ๆ กษัตริย์เหล่านั้นเห็นว่าพิธีล้างบาปที่โป๊ปกำหนดนั้น เอาเปรียบประชาชนเกินไป ในยุคนั้นพวกบาดหลวงในนิกายคาทอลิกเดิม จัดทำพิธีล้างบาปให้ประชาชนทั่วไปทุกชั้นวรรณะ 

เพราะประชาชนล้วนเป็นคนบาป จะต้องล้างบาปเป็นประจำทุกปี ทุกเดือน ฯลฯ แล้วแต่ความผิดบาปซึ่งโป๊ปจะตัดสิน โดยพิธีกรรมแต่ละพิธีกรรมมีการตีค่าราคาเป็นเงินไว้ และโป๊ปจะตีค่าอย่างสูงลิ่วสำหรับคนที่มีความผิดบาปอย่างหนัก โดยเฉพาะเศรษฐี หรือกษัตริย์ จะถูกตีค่าล้างบาปอย่างสูงมาก แต่ประชาชน ไม่มีวันเข้าใจวิธีการตีค่าล้างบาปของโป๊ปเลย และประชาชนก็เกรงกลัวการคว่ำบาตร เพราะการคว่ำบาตรหมายถึง พระพิโรธของพระเจ้า จำต้องยอมตามบัญชาพระบาดหลวงทุกอย่าง

 และผลที่เกิดขึ้นก็คือความร่ำรวยมั่งคั่งอย่างมหาศาลของโป๊ปและพระบาดหลวงเจ้าสำนักทั้งหลาย จึงเกิดลัทธิต่อต้านลัทธิเดิมคาทอลิก ผู้นำลัทธิต่อต้านคือมาร์ติน ลูเธอร์ ประกาศตนไม่ยอมฟังคำสั่งของโป๊ป และได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์ เจ้าครองนครแคว้นต่าง ๆ ในเยอรมันขณะนั้นหลายแคว้น และทำการคุ้มครองลูเธอร์อย่างแข็งแรง จนสามารถตั้งนิกายต่อต้านคือ โปรเตสแตนท์ ขึ้นสำเร็จ ในขณะนั้นก็เป็นช่วงที่การเมืองในยุโรปปั่นป่วนอยู่ด้วยสงครามเยอรมัน-ฝรั่งเศส ฝรั่งเศส-อังกฤษบ้าง อังกฤษ-สเปนบ้าง ฯลฯ เจ้าผู้ครองนครก็พยายามขูดรีดจาก ประชาชนบ้าง แม้กระทั่งเกิดความคิดใหม่ ก็เที่ยวปล้นสมบัติของโป๊ป สาขาประเทศ ต่าง ๆ ปรากฏว่ามีกษัตริย์สกุลหนึ่งคือ โฮเฮนโซลเลิน(Hohenzollen) ได้เข้าปล้น ปราสาทของโป๊ปในเยอรมันนี ได้ เงินทองเข้าของมากมายมหาศาล จนสามารถนำไปตั้งประเทศปรัสเซียขึ้นได้ทั้งประเทศ

 

 


JOSEPH  SMITH :  โจเซฟ สมิธ  ผู้ตั้งนิกายมอร์มอน  ภาพจากข่าวสารมอร์มอน มีคำใต้ภาพว่า

God Restored Christ’s Church through Joseph Smith. 
God used a humble man as a prophet to restore His Church on earth. 
แปลว่า พระเจ้าทรงคุ้มครองโบสถ์คริสต์ทั้งหลายโดยให้โจเซฟ สมิธ  คนผู้สุภาพเรียบร้อย เป็นศาสดาพยากรณ์

 

 

การวิวาทระหว่างคาทอลิกกับโปรเตสแตนท์ เดิมก็เป็นเพียงวิวาทะ ต่อมาก็รุนแรงขึ้น จนถึงกับต่อต้านกันด้วยอาวุธ และรบกันเป็นสงครามไม่รู้จบ มาจนถึง ปัจจุบันนี้ คือ กรณีคาทอลิกกับโปรเตสแตนท์ในไอรแลนด์เหนือ ที่ยังเป็นข่าวอยู่ใน เร็ว ๆ นี้ เป็นเหตุ ให้การปกครองบนเกาะบริเตนใหญ่ หรือเกาะอังกฤษ ไม่ลงตัวมาจนถึงทุกวันนี้ (เราไม่ทราบว่า สก๊อตแลนด์มีฐานะเป็นอะไร ไอร์แลนด์เหนือมีฐานะเป็นอะไร จะว่าขึ้นกับอังกฤษก็ไม่ใช่ เป็นประเทศอิสระก็ไม่ใช่แล้วคาทอลิกซึ่งเป็นคริสต์เดิม ก็แตกแยกออกไปอีกเป็นหลายนิกาย และแต่ละนิกายก็ ทำสงครามเย็น (coldware) กันมาโดยตลอดเช่นออธอด๊อกซ์ ในรัสเซียก็ไม่ยอมรับสันตปาปาที่กรุงโรมมาตั้งแต่แยกตัวออกไป จนกระทั่งทุกวันนี้ และในราชสำนักอังกฤษเองก็สร้างนิกายขึ้นมาสำหรับราชสำนักโดย เฉพาะคือนิกาย Church of England มิได้ถือนิกายเดิมคือคาทอลิกอีกต่อไป คริสต์ศาสนาจึงแตกฉานซ่านเซ็น รวมกันไม่ติด เข้ากันได้บ้าง เป็นศัตรูกันบ้าง เกิดนิกายที่ปฏิรูปไปต่าง ๆ มากที่สุดในโลก จนเมื่อมีคำถามว่า อะไรคือคริสต์ ก็จะหาคำตอบไม่ได้ แล้วหลังสุดก็มีผู้ประกาศตนเป็นศาสดาองค์ใหม่ของศาสนาคริสต์ คือ มอร์มอน ที่ประกาศว่า โจเซฟ สมิธ ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้เป็นศาสดาองค์ใหม่ของคริสต์ศาสนา มีหน้าที่เผยแผ่พระวัจนะ ในยุคสุดท้ายของโลกก่อนจะถึงวันสิ้นโลก(ที่เรียกตัวเองว่า ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งสิทธิชนยุคสุดท้ายแต่โป๊ปที่กรุงโรมหายอมรับพระบัญชาพระเจ้าไม่ ไม่ยอมรับโจเซฟ สมิธ ว่าเป็นศาสดาองค์ใหม่ ในทางตรงกันข้ามพวกมอร์มอน ก็หาว่าพวกคาทอลิกเป็นผู้ทรยศ

 

 

 ส่วนในไอร์แลนด์เหนือ ก็เป็นการรบกันระหว่างคาทอลิกกับโปรเตสแตนท์ ซึ่งเป็นคริสต์ ด้วยกัน นับถือไบเบิลเล่มเดียวกัน มีพระเจ้าองค์เดียวกัน เริ่มรบกันมาตั้งแต่มาร์ติน ลูธอร์ ตั้งนิกายโปรเตสแตนท์(Protestant) ขึ้น ชื่อนิกายใหม่ที่แปลว่า ผู้ต่อต้าน (disagree, deny) จึงนำไปสู่การแตกแยกทางความคิดแล้วเลยไปเป็นสงครามเกิดการรบกันเองระหว่างคริสต์ 2 พวก ตั้งแต่นั้นมาจนถึงบัดนี้ >>>               

  

  • ผู้แสดงความคิดเห็น  ดร.ฆิกเมฆ สุวรรณเมฆินทร์
    วันที่ 15 ตุลาคม 2558  05.55 น.

 

 

 

ความเห็นที่ 97

มาต่อเรื่องของ นักปราชญ์ใหญ่คนนี้ไปอีกหน่อยนะครับ  อริสโตเติล  ภาพข้างล่าง ภาพใหญ่ ขวามือ มีบอกว่าเป็นภาพวาด โดย  Francesco Hayez  ในปี ค.ศ. 1811 (พ.ศ. 2354) วิกิพีเดียเอามาเผยแพร่ต่อ

 

 

 

ด้าน นักประวัติศาสตร์คือ  N.S. Gill ได้ตั้งคำถามขึ้นว่า 

Who Was Aristotle?: ใครคือ  อริสโตเติล ? แล้วได้คำตอบว่า

Aristotle (384–322 B.C.) was one of the most important western philosophers, a student of Plato, teacher of Alexander the Great, and tremendously influential in the Middle Ages. Aristotle wrote on logic, nature, psychology, ethics, politics, and art. He is credited with developing deductive reasoning, the procedure of logic that fictional detective Sherlock Holmes used to solve his cases.   Occupation   Philosopher

 

[ แปลว่า : อริสโตเติล (ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่าง 384 - 322 ปี ก่อนคริสต์ศักราช  [นั่นคือ ก่อนเกิดพระเยซูคริสต์ 384-322 ปี อายุ 62 ปี/บก.] เขาเป็นหนึ่งใน นักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงที่สุดของโลกตะวันตกยุคนั้น, เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของ พลาโต, เป็นครูของ อเลกซานเดอร์ มหาราช, และเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนในประวัติศาสตร์ยุคกลาง   อริสโตเติลเขียนเรื่องตรรกวิทยา, ธรรมชาติ,จิตวิทยา, จริยศาสตร์,การเมือง  และ ศิลป์  เขาได้รับความนิยมมีชื่อเสียงว่าเป็นผู้พัฒนากระบวนการแห่งเหตุผล,ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงตรรกศาสตร์ที่ เชอร์ล็อคโฮลมนำไปใช้เป็นแนวแก้ปัญหาคดีความต่าง ๆ ของเขา  อาชีพ  เป็นนักปราชญ์]

 

คือ คำว่านักปราชญ์ นี้  เป็นคำที่บ่งคุณสมบัติของคน ๆ นี้  คล้าย ๆ กับคนไทยโบราณ พอพูดถึง นักปราชญ์แล้ว  มักชื่นชมยินดี ให้ความนับถือกันมาก    แต่คนอย่างกาลิเลโอ กลับมองว่า  คนอย่างอริสโตเติล เป็นพวก เขียน พูดอะไร ด้วยการใช้ความคิด มีตรรกในการคิดเป็นหลักคิดเอา  หรือพูดให้เพราะหน่อยก็คือ จินตนาการเอา  ซึ่งมันไม่ใช่แนววิทยาศาสตร์ นั่นเอง  ก็ ไร้เหตุผล

 

และความคิดของนักปราชญ์คนนี้ ค่อนข้างมาเป็นประเด็นในเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา นั่นเอง  ลองมาฟังนะครับ 

 

  • ผู้แสดงความคิดเห็น  นายวิจัยประชาธิปไตย
    วันที่ 18 ตุลาคม 2558  09.45 น.

 

 

 

  

  •   ความเห็นที่ 98

     

    มาต่อสัก 2 ตอนแล้วจบบทนะครับ

    เรื่องของ นักปราชญ์  หรือ  The Philosophy  :    Aristotle  

     

     

     

    Pope Francis embrassed him  ill people.

    สันตะปาปาโอบกอดชายที่เป็นโรคผิวหนัง หลังได้รับตำแหน่งไม่นานนัก ทรงทำแบบอย่างพระเยซู องค์ศาสดา พระบุตร

     

    ประวัติ[แก้]

    <<<  อาริสโตเติลเกิดเมื่อประมาณ 384 หรือ 383 ปีก่อนคริสตกาลที่เมืองสตากีรา(Stagira) ในแคว้นมาเซโดเนีย (Macedonia) ซึ่งเป็นแคว้นที่แห้งแล้งทางตอนเหนือสุดชองทะเลเอเจียน (Aegaeen Sea) ของประเทศกรีก เป็นบุตรชายของนายนิโคมาคัส(Nicomachus) ซึ่งมีอาชีพทางการแพทย์ประจำอยู่ที่เมืองสตาราเกีย และยังเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าอมินตัสที่ 2 (King Amyntas II) แห่งมาเซโดเนีย

    ในวัยเด็กนั้นผู้ที่ให้การศึกษาแก่อริสโตเติลคือบิดาของเขานั้นเองซึ่งเน้นหนักไปในด้านธรรมชาติวิทยา เมื่อเขาอายุได้ 18 ปีก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อกับปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุดนั้นคือ เพลโต ในกรุงเอเธนส์ (Athens) ในระหว่างการศึกษาอยู่กับเพลโต 20 ปีนั้นทำให้อริสโตเติลเป็นนักปราชญ์ที่ลือนามต่อมาจากเพลโต ต่อมาเมื่อเพลโตถึงแก่กรรมในปี 347 ปีก่อนคริสต์ศักราช อริสโตเติลจึงเดินทางไปรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ในปี 343 - 342 ก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาในปี 336 ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระเจ้าฟิลิป พระองค์จึงได้พระราชทานทุนให้แก่อริสโตเติลเพื่อจัดตั้งโรงเรียนที่สตากิราชื่อไลเซียม (Lyceum)

    ในการทำการศึกษาและค้นคว้าของอริสโตเติลทำให้เขาเป็นผู้รอบรู้สรรพวิชา และได้เขียนหนังสือไว้มากมายประมาณ 400 - 1000 เล่ม ซึ่งงานต่าง ๆ ที่ได้เขียนขึ้นมานั้น ได้มีอิทธิพลต่อความเชื่อในศาสนาคริสต์จวบจนกระทั่งยุคกลางหรือยุคมืด ซึ่งมีเวลาประมาณ 1,500 ปีเป็นอย่างน้อย   

    คำสอนที่น่าสนใจของอริสโตเติลได้แก่ ความเชื่อที่ว่าโลกเรานี้ประกอบด้วยธาตุต่างๆ 4 ธาตุ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ

    ในเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลนั้นอริสโตเติลเข้าใจว่า โลกเราเป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีดวงดาวต่าง ๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์โคจรรอบ ๆ สวรรค์นั้นอยู่นอกอวกาศ โลกอยู่ด้านล่างลงมา น้ำอยู่บนพื้นโลก ลมอยู่เหนือน้ำ และไฟอยู่เหนือลมอีกทีหนึ่ง ธาตุต่าง ๆ ของโลกจะเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่ทว่าธาตุที่ประกอบเป็นสวรรค์นั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงจะมีรูปร่างเช่นนั้นตลอดไป ซึ่งคำสอนต่อมาในปี ค.. 1609 โจฮันน์ เคปเลอร์ (Johann Kepler) ได้ตั้งกฎของเคปเลอร์ ซึ่งเป็นการประกาศว่า โลกเราโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี เป็นการลบล้างความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลของอาริสโตเติล  และในอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ กรณีของวัตถุสองอย่างที่มีน้ำหนักไม่เท่ากัน จะตกลงถึงพื้นไม่พร้อมกันตามหลักของอริสโตเติล ซึ่งกาลิเลโอ ได้ทำการพิสูจน์ต่อหน้าสาธารณชนที่หอเอนแห่งปิซาว่าเป็นคำสอนที่ไม่จริงในปี ค.. 1600

    แต่อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของอริสโตเติลทางด้านชีววิทยานั้นเป็นที่ยกย่องกันมาก เพราะเขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของสัตว์ต่างๆ เช่น ปลา และพวกสัตว์เลื้อยคลานและได้ทำการบันทึกไว้อย่างละเอียดมาก เขาได้แบ่งสัตว์ออกเป็น 2 พวกใหญ่ คือ พวกมีกระดูกสันหลัง (Vertebrates) และพวกไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrates) นับว่าอริสโตเติลเป็นผู้บุกเบิกความรู้ทางด้านนี้จนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักธรรมชาติวิทยาคนแรกของโลก  >>>

     

    ที่ให้สีไว้นั้นแหละครับ ที่ผมอยากลงเอาไว้   อาจจะเป็นไปได้ว่า  อ่านดูอีกหลายครั้งจึงจะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร  ในประเด็นของศาสนาคาธอลิก 

     

    • ผู้แสดงความคิดเห็น  ดร.ฆิกเมฆ สุวรรณเมฆินทร์
      วันที่ 14 พฤศจิกายน 2558  18.25 น.

     

     

     

     ความเห็นที่ 99

     

    เกี่ยวกับโป๊ป ฟรานซิส  สันตะปาปาองค์ที่ 112  เอาคำทำนายมาลงไว้ทั้งหมด  ต่อไปนี้ครับ 

     

     

    Jeerachart Jongsomchai
    18 มีนาคม · มีการแก้ไข ·

    ... "ตามคำทำนายของ เซนต์ Malachy : โป๊ปฟรานซิส คือสันตะปาปาองค์สุดท้าย".

    ... เซนต์ Malachy นักบุญชาวไอริชอาร์คบิช๊อป แห่ง Armagh ไอร์แลนด์ , ที่มีชีวิตอยุู่ช่วงระหว่าง ปี คศ. 1094 – 1148 เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงเรื่องญาณวิเศษเหนือธรรมชาติ เคยพยายากรเกี่ยวกับเรื่องกับการสืบทอดตำแหน่งของประมุขแห่งโรมันคาทอลิกว่า สันตะปาปาองค์สุดท้ายจะเป็นลำดับที่ 112 "ก่อนวันสิ้นโลก" หรือ "การพิพากษาครั้งสุดท้าย" ในคำทำนายที่ชื่อว่า Prophecy of the Popes ... ซึ่งจะตามมาด้วยการถูกทำลายล้างครั้งใหญ่ของวาติกันและโลก

    ... "การพิพากษาครั้งสุดท้าย" ( Last Judgment ) ตามหลัก "อวสานวิทยาศาสนาคริสต์" (Christian eschatology) หมายถึง วันที่พระเป็นเจ้าทรงพิพากษาบรรดาประชาชาติต่าง ๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากการคืนชีพของบรรดาผู้ตายและการมาครั้งที่สองของพระเยซู

     

     

     

     

    ... ซึ่งในหนังสือคำทำนายที่พิมพ์ครั้งแรกในปี 1595 นั้นได้แสดงข้อมูลการสืบทอดโดยละเอียดย้อนไปจนถึงปี 1590 เลย แม้ทางฝ่ายวาติกันจะมองว่าเอกสารที่พิมพ์การทำนายของ เซนต์ Malachy เป็นของปลอมและเป็นแค่เอกสารที่ทำเพื่อแนะนำการแข่งขันเสนอตัวของ Cardinal Girolamo Simoncelli ในการชิงตำแหน่ง สันตะปาปาในปี 1590 นั้น ก็ตาม

    ... โดยคำทำนายเก่าแก่ยังสรุปโดยชัดเจนว่า "สันตะปาปา" องค์สุดท้ายท่านนี้ ที่ได้การอธิบายว่าเป็น "ปีเตอร์ แห่ง โรมัน" ( Peter the Roman ) "ที่ความคิดของเขาจะนำพาความพินาศหายนะ และการถูกทำลายล้างครั้งใหญ่หลวงมาสู่กรุงโรม"

     

     

    ... Tom Horn ผู้แต่งร่วมกับ Cris Putnam ของหนังสือ “ Petrus Romanus: The Final Pope is Here” บอกว่าการเลือก "Jorge Mario Bergloglio" ( ชื่อเดิมของโป๊ปฟรานซิส องค์ปัจจุบัน ) เป็น  การทำให้คำพยากรณ์เต็มสมบูรณ์อย่างน่าอัศจรรย์ “ หนังสือของเขาได้ตรวจสอบ  การพยากรณ์พระสันตะปาปา” ของนักบุญ Malachy ว่ากันว่ามีพื้นฐานบนภาพนิมิตเห็นสันตะปาปา 112 องค์ ต่อจากพระสันตะปาปา Celestine II ซึ่งสิ้นพระชนม์ในปี 1144

    ... ผู้เขียนหนังสือซึ่งได้พยากรณ์ว่า "สันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16" ( องค์ที่ 111 ) จะเป็นสันตะปาปาองค์แรกในเกือบ 600 ปี ที่จะลาออก เชื่อว่าการเลือกได้ "Jorge Mario Bergloglio" เป็นสันตะปาปาคาทอลิกองค์ที่ 112 ( เรียงตามคำทำนาย ) จะสอดคล้องพอดีกับคำพยากรณ์ของ เซนต์ Malachy ที่อาจทำให้พระองค์เป็น โป๊บองค์สุดท้ายก่อนการสิ้นโลก.

     

     

    ... Horn กล่าวไว้ว่า สันตะปาปาที่สืบเชื้อสายอิตาเลียนจะมาเติมเต็มให้คำพยากรณ์สมบูรณ์ไป โดยตั้งข้อสังเกตว่า "Jorge Mario Bergloglio" เป็นลูกของบิดามารดาที่เป็นอิตาเลียนและท่านเป็นพระสงฆ์ 'เยซูอิต' องค์แรกที่เป็นสันตะปาปา

    ... การเป็น 'เยซูอิตเป็นมุมมองสำคัญของการทำนายในหนังสือของเรา “ Horn กล่าวว่า ชื่อ “ Petrus Romanus “ หรือ ( Peter the Roman ) ในคำพยากรณ์ แสดงเป็นนัยโป๊บองค์นี้จะยืนยันอีกครั้งหนึ่งถึงอำนาจของสังฆราชโรมันเหนือพระศาสนจักร และจะเน้นความสูงสุดของความเชื่อโรมันคาทอลิกและศาสนจักรโรมันคาทอลิก เหนือศาสนาอื่นและนิกายอื่นทั้งหมด และรวมอำนาจปกครองเหนือคริสตชนทั้งหมดและประชากรทั้งหมดของโลก 

    ... Horn ชี้ว่า "คณะเยซูอิต" ถูกก่อตั้งขึ้น เพื่อ  หยุดยั้งลัทธิโปรเตสตันท์มิให้แพร่กระจายออกไป และเพื่อให้พวกเขายังถูกรักษาไว้รวมกับโรมและผู้สืบทอดของนักบุญเปโตร  เขายังเห็นความหมายในโป๊บ "Jorge Mario Bergloglio" ที่ตั้งชื่อตัวเองว่า Francis of Asisiชาวอิตาเลียน หรือ ชาวโรมัน ที่เป็นพระสงฆ์ชื่อแรกเริ่มก็คือ Francesco di Pietro (Peter) di Bernadone

     

     

    ... "พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16" ทรงสละตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2013 บางกระแสก็บอกว่าท่านอาจจะถูกบีบให้ออก เพราะสังคม "ชาวยิว" ไม่ยอมรับที่ท่านเคยเป็นเด็กยุวชน "นาซี" มาก่อน แต่The Wiesenthal Center ของยิวเองก็ไปค้นหาข้อมูลในอดีตมาแล้วพบว่าท่านไม่ได้อาสาไปเอง แต่ถูกเกณท์แบบกฎข้อบังคับในสมัยนั้น และท่านก็มาจากครอบครัวเยอรมันที่ต่อต้านนาซีด้วย นอกจากนั้นท่านก็ถูกสังคม "ยิว" วิจารณ์อีกหลายเรื่อง

    ... แถม "ชาวยิว" ยังไม่พอใจถ้ามองย้อนไปในอดีตที่ "ชาวยิว" ตอนนั้นถูกฆ่าตายในค่ายAuschwitz ที่แสดงอาการไม่พอใจ "สันตะปาปา Pope Pius XII" ชาวอิตาลี ที่เป็นโป๊ปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่าเพิกเฉยไม่ทำอะไรเพื่อปกป้องชาวยิว ที่ถูกฆ่าตายโดยถูกรมแก๊สทุกวัน ไม่น้อยกว่า 10,000 - 15,000 คนต่อวัน

     

     

    ... พระคาร์ดินัล "คอร์เค เบร์โกเกลียว" อัครมุขนายกแห่งบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ( แต่ท่านเป็นครอบครัว "อิตาเลี่ยน" ที่อพยพไป ) ได้รับเลือก และทรงเลือกพระนาม "ฟรานซิส" ซึ่งหมายถึงนักบุญ "ฟรังซิสแห่งอัสซีซี" นับเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกจาก "คณะเยสุอิต" และทวีปอเมริกา

    ... ที่น่าพิศวงและสอดคล้องกับคำทำนายคือ "ฟรังซิสแห่งอัสซีซี" ที่ท่านนำมาตั้งชื่อนั้นมีชื่อเดิมว่า Francesco di Pietro ( หรือ PETER นั่นเอง ) = แปลว่า ชื่อท่านก็สอดคล้องคำทำนายที่ว่า “ Petrus Romanus “ ( หรือ Peter the Roman = ปีเตอร์แห่งโรม ) จะมาเป็นโป๊ปองค์สุดท้ายของโรมันคาทอลิค

    ... ในวันที่ทรงได้รับเลือกตั้ง สันตะสำนัก ประกาศว่าพระนามอย่างเป็นทางการของพระองค์คือ "ฟรานซิส" ไม่ใช่ "ฟรานซิสที่ 1" พระองค์จะมีพระนามว่าฟรานซิสที่ 1 ก็ต่อเมื่อในอนาคตมีสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสที่ 2

    ... และพระองค์เป็น "สันตะปาปา ลำดับที่ 112" ต่อจากพระสันตะปาปา Celestine II ตามคำทำนายของ เซนต์ Malachy ในอดีต ที่บอกว่าจะเป็น "สันตะปาปาองค์สุดท้าย" ของโรมันคาทอลิก  >>>

     

     

     

    หากศาสนาคริสต์ - อิสลาม  เสื่อมสลายไป   เนื่องด้วยคนยุคใหม่นี้ได้อ่านพระคัมภีร์ของศาสนานั้น  คือได้อ่าน  ไบเบิล  และ  อัลกุรอาน  (สำหรับ อัลกุรอาน  แม้เป็นมุสลิมแท้ ๆ  ได้อ่านพระคัมภีร์อัลกูรอาน เท่านั้นเอง  ก็ยากที่จะไม่ เสื่อมสลายลงไป  แล้วจะมีศาสนาอะไร  มาทดแทนสำหรับชาวโลก  นอกจากศาสนาประชาธิปไตย  ครับ   

     

    • ผู้แสดงความคิดเห็น  นายวิจัยประชาธิปไตย
      วันที่  14 พฤศจิกายน 2558  19.15 น.

     

     

     

  • ******************************************************************

     เปิดประตูใหญ่
     เพื่อ ประชาธิปไตย เท่านั้น ภาค 1  

 




หมวดที่ 4 การเมือง

กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 6
กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 5
กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 4
กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 3
กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 2
กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 1
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 12
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 11
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 9
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 8
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 7
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 6
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 5
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 4
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 3
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 2
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 1
บันทึกข่าว SMS ปราบปราม ปชช. 19-27 พ.ค.2553



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.