ReadyPlanet.com
dot dot
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 1
bulletภาค 2
bulletภาค 3
bulletภาค 4
bulletภาค 5
bulletภาค 6
bulletภาค 7
bulletภาค 8
bulletภาค 9
bulletภาค 10
bulletภาค 11
bulletภาค 12
bulletทุกความคิดเห็นจากเวบนี้(เริ่ม ก.พ.55)
bulletทุกความคิดเห็นจากหน้า1(ก่อน ก.พ.55)
bulletทุกความคิดเห็นจากเวบบอร์ด(ถึงก.พ.55)
bulletดี เล่มที่ 45
bulletดี เล่มที่ 46
bulletดี เล่มที่ 47
bulletดี เล่มที่ 48
bulletดี เล่มที่ 49
bulletดี เล่มที่ 50
bulletดี เล่มที่ 51
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletสารบาญโหราศาสตร์
bulletเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 11
bulletMystery World Report รายงานการศึกษาโลกลี้ลับ
dot
สมัครสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot




กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 5

  

 

 

 

 

 

ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 1
ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 2
ประชาธิปไตย
คือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 3 
ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 4 
ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 5 

 

 

 

 

ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 5

 

 

ความเห็นที่ 1  

Not Democracy

ไม่ใช่ประชาธิปไตยครับ  ดูภาพเลยครับ

 

 

 

 

ความเห็นที่ 2

Not Democracy

ไม่ใช่ประชาธิปไตยเลยครับ  ดูภาพครับ

 

 

 

ความเห็นที่ 3 

Not Democracy

ไม่ใช่ประชาธิปไตยครับ ดูภาพเลยครับ

 

 

ความเห็นที่ 4 

Not Democracy

ไม่ใช่ประชาธิปไตยครับ  ดูภาพเลยครับ

 

 

 

 ความเห็นที่ 5

Not Democracy

ไม่ใช่ประชาธิปไตย ดูภาพเลยครับ 

ภาพในสภาผู้แทนราษฎรไทย ยุค ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็น นายกรัฐมนตรี  ทำไม คนพรรคประชาธิปัตย์ จึงทำสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นในภาพเหล่านี้

 

 

ความเห็นที่ 6

Not Democracy

ไม่ใช่ประชาธิปไตย ดูภาพเลยครับ

 

 

 

ความเห็นที่ 7 

Not Democracy

ไม่ใช่ประชาธิปไตย  ดูจากภาพเลยครับ

 

 

 

ความเห็นที่ 8 

Not Democracy

ไม่ใช่ประชาธิปไตย  ดูจากภาพเลยครับ

 

 

 

 

ความเห็นที่ 9 

Not Democracy

ไม่ใช่ประชาธิปไตย  ดูจากภาพครับ  .

ใคร  เขาทำอะไร ?

 

  • ผู้แสดงความคิดเห็น  สุไหงปาดี ชินะกุล
 
 
 
 

  

ความเห็นที่ 10

หนูฟังแล้วขอถามว่า  ถ้างั้นอะไร ๆ ก็ต้องเป็นประชาธิปไตยหรือครับ ? 

 

  • ผู้แสดงความคิดเห็น  จากหนู ป.4  

 

 

ความเห็นที่ 11 (3303255) 

ก็ต้องอย่างนั้นสิครับ คุณหนู

  

ยังมีสิ่งที่จะต้องเข้าใจประชาธิปไตย   อย่างกว้างขวาง........นั่นคือ พรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน   ต้องต่อสู้กันอย่างเป็นประชาธิปไตย  ทั้ง 2 ฝ่าย        หรือทุก ๆ ฝ่าย ต้องต่อสู้อย่างเป็นประชาธิปไตย 

 ที่ผ่านมา  พรรครัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นอมาตยาธิปไตยเผด็จการ   ต่อสู้แบบเผด็จการ  ไม่ได้ต่อสู้แบบประชาธิปไตย    ...................   ก็เลย***มโหด  มีการล้อมฆ่าประชาชน  นั่นแหละครับ เพราะใช้วิธีการประชาธิปไตยไม่เป็น  .......  แต่ถ้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นประชาธิปไตย  การฆ่าประชาชนเช่นนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้  ไม่มี     .......   และการเลือกตั้งจะไม่เนิ่นช้ามาถึงต้นปีนี้   .........หากนายอภิสิทธิ์....พรรคประชาธิปัตย์ และทหาร เข้าใจประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยก็จะไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ

 ในวันนี้เป็นต้นไป    ทุก ๆ สถาบันจึงต้องเป็นประชาธิปไตย .........  และเมื่อเป็นประชาธิปไตยกันแล้ว  ก็เกิดความนิ่งสงบสุขของแผ่นดินขึ้นได้  เพราะถึงมีการต่อสู้กันก็ต่อสู้อย่างเป็นประชาธิปไตย   ..  และถึงมีผู้ชนะ  และมีผู้แพ้ ในการต่อสู้   แต่ก็ไม่มีใครเสียชีวิต  และไม่เสียประโยชน์อะไร   ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้  ต่างก็ได้ประโยชน์เท่า ๆ กัน   ความแตกแยกในความเป็นฝ่ายชนะ หรือฝ่ายที่แพ้ ก็ไม่มี    เพราะเมื่อทุกฝ่ายเป็นประชาธิปไตยก็จะซาบซึ้งดีในหลักการที่ว่า  mojority rule  minority right   คือฝ่ายที่แพ้ก็แพ้เพียงการเลือกตั้ง  ไม่มีโทษอะไรที่จะมาแก้แค้นเหมือนในระบอบราชาธิราชเก่าก่อน  แต่ก็ยังมีชีวิตไปได้เหมือนเดิม  มีสิทธิ์ทุกอย่างในการรับผลของนโยบายของฝ่ายที่ชนะเท่าเทียมกับฝ่ายที่ชนะ  ได้อะไร ๆ เท่าเทียมกันทั้งหมดทั้งแผ่นดิน  ไม่เดือดร้อนอะไรจากการพ่ายแพ้     แท้ที่จริง...........หากเราเข้าใจว่าไม่มีผู้ชนะหรือผู้แพ้ในระบอบประชาธิปไตย  มีแต่ผู้ชนะด้วยกันทั้งหมด  .......   นั่นแหละเริ่มเป็นประชาธิปไตยแล้ว     

  • ผู้แสดงความคิดเห็น บัวระย้า ชะบาบุญเสฏฐ์ วันที่ตอบ 2011-08-04 21:31:33ความเห็นที่ 10 (3303181) 

 

 


 
 
 
 
 
 
  • ความเห็นที่ 12

 
  สุเทพ-อภิสิทธิ์ทำปชป.พังเรียบ ใครจะกอบกู้?

 1.   กปปส.คืออะไร ? ไม่มีใครรู้อย่างชัดเจนว่า กปปส.คืออะไรแต่มีที่มา คือมาจากปากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขณะระดมชาวใต้มาทำม็อบราชดำเนินในวันที่อ้างว่ามีม็อบมา 5 ล้านคนประชาชนที่มาชุมนุม 5 ล้านนั้นให้ความชอบธรรมแก่การจัดตั้งขึ้นของ กปปส. และมีอำนาจของรัฏฐาธิปัตย์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งนายสุเทพหมายความว่าเขาเป็นผู้กุมอธิปไตยอันสมบูรณ์ของประเทศไทยได้แล้ว เขามีอำนาจเสมือนรัฐบาลใหม่ที่ขึ้นมาแทนรัฐบาลยิ่งลักษณ์โดยทันทีที่เขาประกาศจัดตั้ง กปปส. .........เขาประกาศเป้าหมายของ กปปส.ว่ามีหน้าที่ในการปฏิรูปประเทศ ......เอาละ ! นายสุเทพทำงานตรงนี้เป็นเหตุให้พรรคประชาธิปัตย์พังทะลายลงอย่างราบเรียบ นับตั้งแต่วันที่พรรคประชาธิปัตย์มีมติให้สส.ของพรรคทั้งหมดลาออกจากสส. และให้มาร่วมการปฏิรูปประเทศกับนายสุเทพ กับอีก 9 สส.ที่ได้ลาออกมาก่อนนี้แล้วและโดนข้อหาเป็นกบฎกับผู้สนับสนุนกบฎไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ........เราลัดไปสู่ข้อสรุปเลยว่า....นี่เป็นความคิดที่มืดมนจริง ๆ  คนเหล่านี้แม้กระทั่งเป็นเจ้าของแนวคิดเองยังไม่เข้าใจว่า  กปปส.คืออะไร  และการปฏิรูปประเทศจะทำอย่างไร ..........ก็เพราะพวกเขาประกาศว่า กปปส.คือ  คณะก่อการปฏิรูปประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ ........คำว่าประชาธิปไตยอันสมบูรณ์นั้นแหละที่มีปัญหา เพราะในขณะที่มีสภาผู้แทนราษฎรอยู่  สส.พรรคประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น ทั้ง 162 คน นั่นเอง ล้วนทำตัวเป็นอันธพาลของระบอบประชาธิปไตยตลอดมา เช่นที่เห็นบทบาทอันชั่วเลว ถ่อย อัปรีย์(ตามการพาดหัวข่าวนสพ.เช่นนสพ.ไทยรัฐพาดหัวข่าวตัวโป้งว่า..สุดถ่อย.....) สส.ปชป.ยกเก้าอี้ทุ่มใส่ประธานรัฐสภา  แย่งเก้าอี้ประธานรัฐสภา  ประท้วง ก่อกวนการประชุมตลอดเวลา  มีเสียงโห่ เสียงชะนีโหยหวนประท้วง และล่าสุดก่อนลาออกจากสส.ก็มีเสียงนกหวีด เป่ากันเล่นกลางสภาอย่างไร้มารยาทชาติผู้ดีใดใดเลย ฯลฯ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่ชอบด้วยระบอบ ด้วยวิถีทางวัฒนธรรมของประชาธิปไตยทั้งสิ้น  ก็มีพฤติกรรมที่ได้ชื่อว่าเป็นพรรคที่ทำลายประชาธิปไตย อยู่แต่เดิมแล้ว  และครั้นทำการต่อสู้นอกสภา ด้วยการวางแผนทำม็อบนอกสภามาโดยกล้าหาญกล่าววาทะองอาจขนาดว่าเพื่อล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ลงให้ได้(อันเป็นพฤติกรรมกบฎ)ตลอด นับแต่ม็อบสนามม้าของอดีตพลเอกทหารกบฎ ...ที่เสนอแช่แข็งประเทศ มาตลอดถึงม็อบราชดำเนิน  ........ซึ่งทุกอย่างที่ทำมานี้ของพรรคประชาธิปัตย์ทุกเรื่องล้วนแต่เป็นพฤติกรรมที่ไม่ได้เป็นมิตรหรือเป็นผู้นิยมชมชอบระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใดเลย  แต่เป็นการต่อต้าน หรือต้านทาน ล้มล้างประชาธิปไตยไทยต่างหาก  และนั่นหมายถึงไม่ยอมให้ประชาธิปไตยเดินหน้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ทั้งสิ้น

 

และเมื่อคุณมาประกาศอุดมการ กปปส.ว่า  จะทำประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ จึงเป็นสิ่งที่ชี้ว่า บางทีนายสุเทพและพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด  อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ประชาธิปไตยคืออะไร และวิถีทางประชาธิปไตยต้องทำอย่างไรบ้าง เพระพฤติกรรมที่ผ่านมาพวกเขาไม่ได้เข้าใจเลยว่าประชาธิปไตยคืออะไร และมีนัยยะให้คิดตามตรรกะไปได้ ว่าพวกหัวกฎหมายโบราณ ๆไทย มักจะแคบ การเรียนของพวกเขามีระบบเดียวคือท่องจำเอามา  .......แต่อย่างไรก็ตาม  การที่คุณคิดจะตั้งองค์กรอะไรของคุณขึ้นมาในขนาดใหญ่ระดับที่เป็นการเมืองใหม่ของประเทศนั้น   สิ่งที่คุณน่าจะรู้ไว้ก่อนเป็นความรู้เบื้องต้นที่สุดก็คือ  การจะสร้างองค์กรแต่ละองค์กรขึ้นมานั้น มันไม่อาจจะสร้างขึ้นได้ในวันเดียว   อย่าลืมสุภาษิตที่ว่า   กรุงโรมไม่ได้สร้างขึ้นมาในวันเดียว .... ขนาดประชาธิปไตยไทย ที่เริ่มมา 81 ปีแล้ว  ยังไปไม่ถึงไหน  เพราะสิ่งที่ยากที่สุดในกระบวนการประชาธิปไตยก็คือ การยกระดับพื้นฐานของประชาชนส่วนใหญ่ หรือทั้งหมดของประเทศให้ขึ้นมาสู่ระดับที่พ้นไปจากฐานะทางทาส ทั้งทางด้านความคิดเห็น ด้านเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม  นั่นคือการที่จะยกฐานะประชาชนที่เคยอยู่ในวัฒนธรรมต่ำต้อยเป็นทาส เป็นไพร่ใต้เจ้าขุนมูลนายมาก่อนหลายศตวรรษ ที่ถูกกดอยู่ใต้วัฒนธรรมsubbordinate มาร่วมศตวรรษขึ้นมาสู่ฐานะของเสรีชนได้  การไม่ต้องกินน้ำใต้ศอกใคร มีอิสระในการใช้ความคิดตนเอง มีเศรษฐกิจที่ประชาชนพึ่งตนเองได้ไม่กินน้ำใต้ศอกใคร นั่นแหละคือพื้นฐานที่ยากลำบากของการจะเป็นประชาธิปไตยอันสมบูรณ์  คุณเข้าใจคำว่าเสรีชนแล้วหรือยังเมื่อประชาชนยังเป็นทาสอยู่มันก็เป็นการยากที่จะให้ระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ได้  นั่นหมายถึงอำนาจ 1 คน 1 เสียง  การจะให้ระบบ 1 คน 1 เสียงเดินไปได้อย่างราบเรียบหรือถูกต้องตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยในระบบทาสมันย่อมเป็นไปไม่ได้เลย


 

 

.........นี่เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตยอันสมบูรณ์  แต่ นายสุเทพ เจ้าของแนวคิด กปปส.หารู้เรื่องราวแม้เบื้องต้นของประชาธิปไตยนี้ไม่ แต่กลับไปเสนอเรื่องประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ ซึ่งทางเราเองได้เคยวิเคราะห์ความคิดนายสุเทพไว้แล้วว่าเป็นนความคิดล้าหลังถอยไปถึงคนยุคมนุษย์วานร 1.8 ล้านปีนู้น มันไม่ถูกยุคอยู่แล้ว   และไปสืบศึกษาย้อนหลังไปดู เท่าที่มีพรรคประชาธิปัตย์เกิดมาบนแผ่นดินสยาม  พรรคนี้ไม่เคยมีแนวคิดในด้านนี้เลย ไม่เคยมีนโยบายที่สะท้อนไปถึงความเข้าออกเข้าใจอุดมการณ์ของประชาธิปไตย และไม่เคยมีความเข้าใจประชาชนของประเทศ ว่าการเป็นประชาธิปไตย จะต้องไปสัมพันธ์กับประชาชนอย่างไรบ้าง  หรือแท้ที่จริง ประชาธิปัตย์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านโยบายคืออะไร  เห็นได้ชัดเจนจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ 3 ก.ค. 2554 นั้นเอง  ซึ่งหากได้สำรวจก็จะพบว่าประชาธิปัตย์ก็ไม่เคยเสนอนโยบายอะไรเลยแด่ประชาชน แต่สิ่งที่ ปชป.เอาไปปราศัยกับประชาชนก็คือวาทะกรรมผรุสวาท ก็คือด่า ด่า และด่า ไปดูนโยบายพรรคอื่นเขาแล้วเอามาวิเคราะห์วิจารณ์อย่างแรงว่าบกพร่องอย่างนั้นอย่างนี้ ด่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้ และที่ด่าตลอดคือด่าว่าเขาเป็นพรรคที่คิดไม่ซื่อคิดจะโกงกิน ใช้เงินทุ่มซื้อเสียง ฯลฯ 

 (ต่อมาจากตอนต้นครับ)  ไม่เข้าใจว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้น นโยบายคืออะไรก็ตามที่เราจะทำ พรรคเราจะทำนั้น มันต้องสนองตอบต่อประชาชนในระบอบประชาธิปไตยในลักษณะเช่นนี้ คือจะต้องเป็นนโยบายที่จะช่วยยกพื้นฐานของประชาชนไปสู่ความเป็นเสรีชนให้จงได้   นี่แหละมันเป็นสิ่งที่ยากแต่นั่นเป็นหน้าที่และสำนึกของพรรคการเมืองทุกพรรคเลยทีเดียวที่จะต้องรับผิดชอบในการนำประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอันสมบูรณ์  แต่พรรคประชาธิปัตย์หารู้เรื่อง หาเข้าใจไม่ แม้ขณะนี้ก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าที่จะนำกปปส.ไปสู่ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์นั้น คือจะทำอย่างไร  ..........มันก็ยากเสียตั้งแต่เริ่มต้นของอุดมการณ์ของพวกคุณแล้ว  ยากเพราะคุณเองก็ยังไม่รู้ไง ว่าประชาธิปไตยอันสมบูรณ์นั้นมันจะต้องทำอย่างไร คุณคือคนตาบอดหลงทางเราดี ๆ นี่เอง     นโยบายของคุณคืออะไร? คุณต้องพูดนโยบายของคุณออกมา เพื่อประชาชนมหาศาลได้ยิน และชื่นชมยินดี ...แต่หามีไม่ มันเป็นธรรมเนียมของประชาธิปัตย์ที่มีแต่วาทกรรมเปล่า ๆ ที่ไร้สาระ มีแต่ด่า ด่า และด่า เท่านั้นเอง  แต่สัจธรรมของประชาธิปไตยนั้นก็คือ ไม่มีทางอื่นนอกจากทางนี้ครับคือจะต้องสร้างพื้นฐานของประชาชน ยกพื้นฐานของประชาชน ให้สูงขึ้นพ้นไปจากฐานะความเป็นทาสให้ได้  นั่นแหละจึงจะเรียกได้ว่าเสรีชน   

....แต่มามองดูว่าชั่วเวลาระยะที่ผ่านมาไม่นานนักนี้  ได้มีอะไรเกิดขึ้นอันเป็นการยกพื้นฐานของประชาชนขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมที่น่าชื่นชมยินดีและเร่งเร้าจินตนาการแห่งความหวัง   ก็มีบทบาทของพรรการเมืองหนึ่ง  ที่เป็นที่รักของประชาชนอย่างมากมายอยู่ขณะนี้  ที่ได้ดำเนินนโยบายอันเป็นการยกพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย  นั่นคือนโยบายของพรรคทักษิณ นับมาแต่เป็นพรรคไทยรักไทย  พรรคพลังประชาชน  เป็นพรรคเพื่อไทยขณะนี้   มันเป็นแนวโน้มอันดีมาก เมื่อมีพรรคเหล่านี้ช่วยกันบริหารประเทศ  ทำให้เห็นได้ว่านโยบายของพรรคได้ทำให้เห็นแนวโน้มของประชาชนที่อาจยกขึ้นสู่ความเป็นเสรีชนมากขึ้น ๆ  และนั่นหมายถึงยกระดับแม้กระทั่งระดับสุขภาพทั้งมวลของประชาชน ไปจนถึงระดับความนึกคิด จิตใจของประชาชน จนถึงระดับพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นผลให้เกิดความเข้าใจประชาธิปไตย  ในความหมายการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน และเข้าใจการเมืองเรื่องอำนาจสูงสุดว่าแท้จริงแล้วประชาธิปไตยมอบอธิปไตยไว้แด่ประชาชน  อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของประชาชนหรือราษฎรทั้งหลาย ไปสู่อุดมการณ์ของประชาธิปไตยสูงขึ้นไป  ทำให้เห็นได้ชัด ๆ   อย่างน้อยก็ชัดเจนกว่าประเทศเพื่อนบ้านเราโดยเฉพาะลาว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย ไปหลายขั้นที่จะเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์และนำหน้าประเทศในเอเซียทั้งหลาย แม้กระทั่งจีน อินเดีย ก็ยากที่จะทันเราได้ (เช่นลาว น่าเป็นห่วงลาวมาก เพราะขณะนี้คนที่กุมอำนาจในลาวคือเผด็จการวีรบุรุษ ที่ประชาชนลาวยังชื่นชมอยู่....แต่ประชาชนลาวยากจนมากเป็นอันดับโหล่ ๆ ของเอเซีย  นั่นหมายถึงยากจะเป็นเสรีชน ยากจะเท่าเทียมชาวไทยยุคนี้ได้  พม่าก็ยังยากอยู่  เขมร ก็เช่นกัน  มีปัญหาการยกระดับพื้นฐานประชาชนด้วยกันทั้งสิ้น....ท่านจะสามารถคาดคะเนได้เลยว่าประเทศเพื่อนบ้านไทยเหล่านี้  วันหนึ่งจะต้องมาผ่านสถานการณ์อย่างเดียวกับประเทศไทยขณะนี้....แต่ไม่ทราบว่าจะอีกกี่สิบปีสำหรับลาว....)      ทักษิณยังทำนโยบายพื้นฐานชนิดสำคัญยังไม่เสร็จอยู่อย่างหนึ่งก็คือ นโยบายขจัดความยากจนของประชาชนทั้งประเทศ  ในขณะนั้นทักษิณกำลังคำนวณและได้ตัวเลขมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ทั้งประเทศเรามีคนจนอยู่จำนวนเท่าไร ได้ตัวเลขออกมาแล้วและทักษิณได้ประกาศแล้วว่างานตรงนี้เป็นงานที่รัฐบาลเขาจะสามารถทำได้ (ขณะที่ประชาธิปัตย์ได้ยินแล้วมืดแปดด้านเช่นเคย)  นั่นคือภายในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้าประเทศไทยจะปราศจากคนยากจน  ทุกคนจะเป็นคนที่เป็นอยู่ดีไปหมด  นั่นคือเสรีชน ทั้งประเทศ  และนั่นหมายถึงพื้นฐานสำหรับระบอบประชาธิปไตยอันสมบูรณ์

 

........นั่นจะเป็นเหตุให้หลักการที่ว่า  สองหัวคิดดีกว่าหัวคิดเดียว  65 ล้านหัวคิดดีกว่า 1 เผด็จการสูงสุด   ส่วนพรรคประชาธิปัตย์หาได้ทำอะไรไม่   ควรจะได้ลองมองย้อนหลังไปดูว่า ประชาธิปัตย์เคยทำนโยบายอะไรในการยกพื้นฐานคนชั้นล่างให้พ้นจากสถานะความยากจนบ้าง  ภาคอีสานทั้งภาค ภาคเหนือทั้งภาค หรือภาคใหนก็ตาม  ไม่มีแห่งใดที่ไม่เปิดรับ ต้อนรับพรรคการเมือง ที่จะเข้าไปเสนอนโยบาย คือการเสนอการจะทำสิ่งที่ดี ๆ ให้เกิดแด่ประชาชนในเขตท้องที่หรือภาคนั้น ๆ  โดยระบอบประชาธิปไตยไม่มีประชาชนไหนที่เขาจะปิดกั้นพรรคใดไม่ให้เข้าไปเสนอนโยบาย  ซึ่งหมายถึงวิธีการบริหารของคุณที่จะให้ประชาชนได้อยู่ดีกินดี มีผลประโยชน์ทั้งทางความคิดเห็นและเศรษฐกิจ  เป็นแต่พรรคประชาธิปัตย์เองไม่เคยมีความคิด  ไม่เคยศึกษาภาคอีสาน  ว่าประชาชนเขาต้องการอะไร (พรรคความหวังใหม่ของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ยังมีอีสานเขียว  โขง ชี มูล ทางใต้ก็มี ฮารับบันดู ประชาธิปัตย์มีอะไร?) การทำนโยบายของประชาธิปัตย์จึงเป็นเพียงการเดาเอา  แล้วงุบงิบเขียนขึ้นเป็นข้อความทางวรรณกรรมที่ฟังดูไพเราะ ๆ เป็นกวี แต่หาเหตุผลและความที่ตรงความต้องการของประชาชนไม่ได้ ......ปชป.จึงเป็นพรรคการเมืองที่ไร้ประโยชน์สำหรับประชาชนชาวอีสานทั้งภาค  แต่จะไปกล่าวโทษประชาชนไม่ได้  ต้องกล่าวโทษคุณเอง  เพราะตนไม่มีหัวคิดพอที่จะศึกษา สร้างนโยบายสำหรับชาวอีสาน   จนแม้กระทั่งปัจจุบัน  ปชป.ยังไปทำอะไรที่เรียกได้ว่าโง่เง่าเต่าตุ้นไปกว่าเดิม นั่นคือ ไปซ้ำเติมความเกลียดชังให้ชาวอีสานไปกว่าเดิมอีก คือกรณีเขาพระวิหารนั่นเอง 

 

 

 

 

นับตั้งแต่หน.พรรคประชาธิปัตย์มรว.เสนีย  ปราโมช ที่ไปว่าความแพ้เขมร ทำให้ชาวศรีสะเกษ และประชาชนไทยทั้งชาติ ต้องสูญเสียสิ่งที่รักที่หวงมาให้แก่เขมรไปในปี พ.ศ.2505  แล้วครั้น 51 ปีล่วงไปแล้ว คนเขาลืมไปหมด แต่อยู่ ๆ พรรค ปชป.ก็มาปลุกระดมเลือดรักชาติขึ้นมา หาเรื่องราวเอากับกัมพูชา  หาเหตุจะเอาเขาพระวิหารคืนมาโดยมิได้มีความจริงใจอะไรเลยแต่เพียงเพื่อหลอกลวงประชาชนไทยเขมรให้ผิดใจกัน ทำความแตกแยกให้สองประเทศเท่านั้นเอง นั่นแหละน่าประหลาดว่าทำไปทำไม ไร้เหตุผลจริง ๆ   แล้วผลคืออะไร ก็คือถูกกัมพูชาฟ้องศาลโลกอีกครั้งหนึ่ง เขาอยากรู้ว่าที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกล่าวว่า กัมพูชามีสิทธิ์เฉพาะตัวปราสาทเท่านั้นแต่พื้นดินใต้ปราสาทเป็นของไทย กัมพูชาจะต้องเช่าประเทศไทย จะต้องคิดค่าเช่ามาตั้งแต่ปี 2505  เป็นความจริงเพียงใด  โดยเรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ ๆ  จึงสมกับคำที่ว่าได้เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเป็นหัวหน้าพรรค จึงไม่รู้กาละเทศะ เหตุผล บุคคล เวลา อะไรเลย  มีแต่ก่อกวนทำลายมิตรภาพระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน  คุณคิดว่าประชาชนไม่รู้สึกหรือมันก็ไปเน้นย้ำเข้าไปอีกถึงความไม่เอาไหนของพรรคประชาธิปัตย์ในสายตาประชาชนอีสานทั้งภาค 

 

นี่เป็นความผิดของพรรคคุณเอง  ที่ว่าทำไมคนอีสานถึงไม่เลือกคุณ  เมื่อปล่อยให้เสรีชนเขาออกเสียงโดยอิสระตามระบอบประชาธิปไตย  นั่นหมายความว่า คราวหน้านี้ พรรคประชาธิปัตย์อาจจะหายไปจากสารบบพรรคการเมืองไทยก็เป็นได้  เพราะการกระทำของตนเอง.......ในเมื่อไม่รู้เรื่องประชาธิปไตย  มีพฤติกรรมขัดแย้งวิถีประชาธิปไตยในสภา และนอกสภามาตลอดความเป็นพรรคประชาธิปัตย์  ยังมาคิดตั้งตนเป็นผู้คิดสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์อีกเช่นนี้  จึงเป็นเรื่องที่น่าสมเพทเวทนา  เป็นการประจารตนเองว่าเป็นคนล้าหลังคร่ำครึ  อย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็สมกับความคร่ำครึยุคมนุษย์วานร 1.8 ล้านปีอย่างสมบูรณ์  นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ  ก็คือจอมเผด็จการคนล่าสุดของโลก ตามที่ อัลจาชีรา ขึ้นป้ายไว้ในจอโทรทัศน์ของเขาเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2553 เวลา 17.02.20 น.เวลาไทยว่า  The Definition of Tyranism  Apisit Vejjajeeva. (นี่คือนิยามของคำว่าทรราชย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)  ในรูปธรรมก็คือ  การประกาศตนเป็น กปปส. แต่ไม่รู้ตัวว่าโดยพฤติกรรมตนเองมาแต่เดิม ที่จะคิดสร้างประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์นั้น มันเป็นไปไม่ได้ อย่าพูดถึงเลย  มันเป็นเรื่องตลก  ...คนเขาก็จะคิดเช่นนี้ และนำไปสู่ข้อสรุปว่า ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ไม่รู้อะไร แม้ตนเองพูดว่าจะทำอะไร แต่ไม่รู้ว่าจะทำไปอย่างไร  ฟังตัวเองพูดก็ยังฟังไม่รู้เรื่องว่าตนพูดอะไร มิผิดคนตาบอดคลำทางไปสะเปะสะปะ โกหกหลอกลวงบริวารผู้ตาบอดเช่นกันไปวัน ๆ ....เช่นนี้แล้วจะนำทางประชาชนไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้อย่างไร ? คนทั้งหลายยุคคนฉลาดที่ทักษิณสร้างขึ้น เขาก็จะหัวเราะเยาะเอา  นั่นคือสาเหตุของการพังลงอย่างราบเรียบของพรรคประชาธิปัตย์ในระบอบประชาธิปไตยประการที่ 1 ........มันน่าจะได้รับการพิศูจน์ในการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.2557 นี้    

2. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพรรคประชาธิปัตย์ทั้งพรรค วันนี้ เห็นได้ถึงความมีอคติ ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะตัว อันขัดทั้งหลักการทางการเมืองเองและหลักการทางศีลธรรมและศาสนา นั่นคือกรณีที่นำเอา ทักษิณ ชินวัตร มากล่าวหาให้ร้ายอย่างร้ายแรงและไร้ความเป็นธรรม และไร้เหตุผล…….. 

การกล่าวหาว่า ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ก่อตั้งระบอบทักษิณ นั้น ไม่ใช่ประเด็นอะไร เพราะเดิมก็มีอดีตประธานาธิบดี ฟิลิปปินส์ นางกลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย ได้กล่าวเอาไว้ก่อน โดยระบุชื่อ ระบอบทักษิโณมิคส์ [Thaksinomics] แต่นางอาร์โรโยเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะยกย่องว่าระบบทักษิโณมิคส์นี้เองที่ทักษิณ ได้สร้างได้พัฒนาประเทศไทยและประชาชนไทยประสบผลสำเร็จจนต่างประเทศนับถือเอาไปเป็นแบบอย่าง ถ้าทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันแล้ว ระบอบทักษิณ กับระบอบทักษิโณมิคส์ นี้ แท้จริงบ่งบอกถึงระบอบที่ทรงประสิทธิภาพในการสร้างสรรค์ผลประโยชน์แด่ประชาชนอย่างมหาศาล แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับชี้ไปถึงสิ่งที่ผิดไปจากความจริงที่ปรากฏในสังคมไทยยุคทักษิณไปอย่างตรงข้าม  เพราะสิ่งที่ทักษิณได้สร้างขึ้นในฐานะนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองนั้น เป็นการสร้างสรรค์ประชาชน อย่างเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ นั่นคือประชาธิปไตยที่กินได้...นี่คือสิ่งที่ปรากฎจริงในระบอบทักษิณ หรือที่ตรงกับนางอาร์โรโย ให้ความหมายว่า ระบอบทักษิโณมิคส์ 

การไปชี้เหตุผลมาโจมตีระบอบทักษิณโดยทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ เรื่องทุนนิยมสามานย์ นั้น เราเห็นว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดไปทั้งสิ้น....อย่าลืมว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ เมื่อเรามีอำนาจสูงสุดในมือแล้ว มันก็อยู่ที่ว่าเราจะใช้อำนาจไปอย่างเป็นธรรมเพียงใด ท่ามกลางสายตาตรวจสอบของสาธารณะ หากมีระบบทุนสามานย์อยู่ในระบอบอำนาจที่เรียกว่าประชาธิปไตย ทุนสามานย์นี้ก็ไม่อาจจะสถิตสถาวร ทำโทษแด่สังคมไปได้ หรือกล่าวอีกเด็ดขาดว่า เมื่อมีประชาธิปไตยที่มั่นคงแล้วทุนสามานย์ หรืออะไรอื่น ๆ ร้อยพันอย่างที่สามานย์ก็ไม่อาจจะอยู่ได้ นี่เป็นสัจธรรม เป็นความดีของระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนจะต้องเรียนรู้   .. ฉะนั้น ประเด็นเรื่องอำนาจการเมือง ประชาธิปไตย จึงเป็นประเด็นหลักที่จะต้องจัดการให้ตั้งมั่น เรียบร้อยเป็นระบบที่มั่นคงให้ได้เสียก่อน แล้วทุกอย่างก็ย่อมเป็นไปตามความปรารถนาของประชาชนได้เอง ระบบทุนสามานย์ที่ยกมาโจมตีนี้ หรือความกังวลอย่างอื่นเช่นระบบชนชั้นต่าง ๆ ในสังคม จึงไม่ใช่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด ประเด็นจริง ๆ ยังคงเป็นประเด็นประชาธิปไตยที่ต้องสถาปนาขึ้นและให้เดินไปให้ได้...หัดให้การเมืองแก้ปัญหาของการเมืองเองไปจนในที่สุดก็จะเข้าร่องเข้ารอยอันถาวรลงตัวของมันเท่านั้นเอง     

แต่ในกรณีทักษิณ ที่พรรคประชาธิปัตย์โจมตีไปถึงขนาดว่าเป็นสิ่งที่ร้ายแรงถึงขั้นที่จะต้องขับไล่ตระกูลนี้ทั้งตระกูลไปเสียจากแผ่นดินไทย อันเป็นแผ่นดินกำเนิดนั้น มันสร้างประเด็นเลยไปจากการเมืองเสียอีก และกลายเป็นประเด็นศีลธรรม จริยธรรมและศาสนาไป ........ นั่นแหละที่ ปชป.จะต้องได้รับผลอันฉกาจฉกรรจ์อย่างยิ่ง ในฐานะที่ได้แสดงออกถึงความไร้ และแล้งน้ำจิตน้ำใจเกินธรรมดาความเป็นคน ๆ หนึ่งของสังคมไทย ใต้วัฒนธรรมประเพณีของพระพุทธศาสนา มันบอกถึงความไม่เป็นผู้ใหญ่พอของพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยเหตุที่ประพฤติโดยไม่คำนึงหลักการพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา อันเป็นหลักการปกครองสังคมการเมืองในแบบ formal และ informal ของสังคมชาวพุทธมาเนิ่นนานนับหลายศตวรรษแล้ว นับแต่มีศาสนาพุทธสถิตคู่กับประเทศไทย เป็นศาสนาประจำชาติ (เป็นหลักปกครองในครอบครัว ในตำบล ในหมู่บ้าน ในชุมชน ถึงระดับกษัตริย์พุทธระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ก็ใช้หลักการนี้) 

เพราะหากคุณไม่คำนึงคุณธรรมเสียเลย มันจะบอกไปถึงลักษณะของคนชั่ว ที่แล้งน้ำใจต่อมนุษย์ด้วยกัน ต่อคนไทยด้วยกัน นับตั้งแต่คุณธรรมข้อที่ 1 เมตตา บอกถึงคนประชาธิปัตย์โหดร้าย ไม่อารยะ จิตใจต่ำ ไร้ความเป็นมนุษย์(ตามความหมายของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่ว่า เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง เหมือนนกยูงมีดีที่แพนหาง ฯ) ชาวพุทธย่อมรังเกียจเดียดฉัน  2. กรุณา ประชาธิปัตย์ไร้น้ำใจ ไม่พอใจในความดีของผู้อื่น ไร้การอภัย มีจิตคับแคบ อิจฉาริษยา ไม่กรุณา ขาดความอารีอารอบ เห็นแก่ตัวอย่างที่สุด ซึ่งนี่มิใช่ลักษณะของมนุษย์ ที่มีคุณธรรม หรือคนดีในทัศนะของชาวพุทธทั่วประเทศ ทั่วโลก   3. มุทิตา เมื่อขาดมุทิตานั้นหมายถึงความอิจฉาริษยาเกาะกุมจิตใจ และด้วยความอิจฉาริษยานี้จึงย่อมจะทำความชั่วได้ ทำลายโลก สังคมได้อย่างร้ายแรง ตามสุภาษิตว่า อรติ โลกนาสิกา ความอิจฉาริษยาย่อมทำลายโลก  จึงต้องหัดให้มีความมุทิตา นั่นคือ ยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น ด้วยการแสดงมุทิตาจิต รู้จักกล่าวคำว่า ยินดีด้วย รู้จักกล่าวคำว่า ขอโทษนะ ฝรั่งเขาให้รู้จักเชคแฮนด์กัน

 แต่ประชาธิปัตย์ไม่เคยมีสิ่งเหล่านี้ อันแสดงออกถึง มุทิตาจิตนี้เลย และ 4. อุเบกขา ทำใจไม่ได้ ร้อนรนกระวนกระวายทุกขณะจิต จนที่สุดควบคุมจิตใจตนเองให้ดีไม่ได้ ก็ให้ร้าย ซึ่งเห็นได้จากวาทกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เรียกว่า การโฆษณาชวนเชื่อ(propaganda) โดยพวกเขาจะฝึกหัดกล่าวาทะที่ล้วนผิดหลักการทางศีลธรรมและศาสนาทุกอย่าง 

นั่นคือการใช้วาจาทุจริตครบทุกรูปแบบ ในการให้ร้ายคนอื่นที่ตรงข้าม นั่นคือ 1. พวกเขากล่าวคำโกหกหลกลวงได้อย่างไม่ละอายใจ อย่างตั้งใจที่ให้ร้าย ให้คนอื่นเสื่อมเสียเพราะลมปากของตนให้ได้  2. พูดคำหยาบคาย ก็เห็นอยู่ว่าพวกเขามีแต่ด่า ด่า และด่า อย่างเดียว ทำนโยบายไม่เป็น แต่พอเห็นพรรคอื่นเสนอออกมาก็เอามาวิจารณ์และมีอย่างเดียวคือด่า และด่า ให้ร้ายให้เสียหาย แล้วก็ลอกกากนโยบายที่ตนตำหนิอย่างแรงนั้นไปเป็นของตนเองอย่างไร้ความละอายใจ  3. คำส่อเสียด พวกเขาถนัดมากในการยุยงส่งเสริมให้คนแตกแยกกัน  เป็นพวกนกมีหูหนูมีปีก พอไปข้างโน้นก็เล่าเรื่องชั่วร้ายของฝ่ายอื่นให้ฟัง ให้เขาเข้าใจผิด พอไปเข้าฝ่ายนั้นก็บอกเขาไปอื่นอีก ยุแยกให้แตกสามัคคี เป็นพวกวัสสการพราหมณ์ ตามนิทานสุภาษิตเรื่องสามัคคีเภทตำฉันท์นั่นเอง สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศว่าตนเป็นฝ่ายคนดี จึงเป็นการโกหกพกลม ในแบบประชาธิปัตย์ นั่นคือเป็นธรรมชาติที่ปราศจากความละอายใจโดยสิ้นเชิง นั่นก็คือการขาดคุณธรรมสำคัญของประชาธิปไตยอีกหลักหนึ่งคือ หิริ โอตตัปปะ ความสะดุ้งกลัวบาป และความละอายใจในการกระทำบาป โดยจิตอันสูงส่งของตนเอง  4.   คำเพ้อเจ้อ  เมื่อคนพูดอะไรโดยไม่มีความสังวรในเรื่องนี้ จะหมายถึงการพูดอย่างไม่มีเหตุผล  อย่างไร้ข้อมูลหลักฐานความจริง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้พัฒนามาเป็นเวลานานแล้ว พอ ๆ กับพวกพธม. เอเอสทีวี  และบลูสกาย ผลที่ปรากฎออกมาจึงเป็นวาทะที่ดูเหมือนว่าเก่ง คล่องแคล่ว พูดไปได้ดี ไม่มีติดขัด  น่าเคลิ้มตาม  แต่นั่นแหละ ถ้าเราพูดอะไรโดยไม่คำนึงถึงสัจธรรมเลยแล้ว มันก็คล่อง  ทำความชั่วทำง่าย  แต่ทำดีทำยาก  ถ้าเราเป็นคนดี การจะพูดจานั้นก็ต้องคำนึงให้เป็นคำที่มีหลักฐาน เป็นผู้ใหญ่จึงพูดช้า พูดน้อย พูดหนักแน่นน่านับถือด้วยหลักฐาน ไม่ใช่พูดปลุกระดมที่ปราศจากความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง ซึ่งนั่นพูดได้ ฝึกหัดได้ง่าย ใคร ๆ ก็พูดได้ เพียงแต่รู้จักทำหน้าด้านเข้าไว้ ดังจะเห็นสส.พรรคนี้พูดในสภาผู้แทนราษฎร และพูดในเวทีม็อบ เป็นที่เด่นชัดอยู่ตลอดมา   สิ่งนี้แหละที่จะค่อยทำลายพรรคประชาธิปัตย์ลงไปอย่างราบเรียบอีกปัจจัยหนึ่ง   เพราะชาวพุทธย่อมระเคืองระคายใจต่อพฤติกรรมที่ขัดหลักศีลธรรมและศาสนาเช่นนี้ 

 

 

ฉะนั้น ในระบอบประชาธิปไตย  คนทั้งหลายย่อมต้องคำนึงว่า มีสิ่งที่ทั้งส่วนในการเมืองเองและนอกการเมือง อันเป็นส่วนที่เป็นคุณธรรม จริยธรรมและศาสนาเพราะเรามีศาสนา ต้องคำนึงความมีภราดรภาพ หมายถึงเราทั้งหลายต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน และเคารพในความเป็นมนุษย์  หมายถึง เราทุกคนเสมอกันในความเป็นมนุษย์  เมื่อเราต่างมีความเคารพในศักดิศรีของความเป็นมนุษย์แล้ว  ประชาธิปไตยก็เดินไปได้ง่ายและมีเหตุผล 

3.   พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีบทบาทในการสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย  นั้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในประเด็นวัฒนธรรมประชาธิปไตย ซึ่งในประเด็นนี้ นอกจากไม่สนับสนุนแล้ว ยังทำลาย   อันเป็นผลเสียหายให้เกิดการแตกสามัคคีของคนในชาติ  บัดนี้สถานการณ์นี้ไปไกลถึงระดับที่มีประชาชนไทยหลายพวก  ที่ชัดเจนคือแบ่งกันเป็น ชาวใต้  ชาวอีสาน  ชาวเหนือ  และชาวกรุงเทพมหานคร  ซึ่งผิดหลักการประชาธิปไตย ที่ประชาชนย่อมเป็นภราดรภาพอันเดียวกันคือ ประชาชนชาวไทย หรือ พลเมืองผู้มีสิทธิเสรีภาพอันเสมอกันของประเทศไทย และซึ่งโดยวัฒนธรรมประชาธิปไตยแล้ว ย่อมจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความแตกแยกของคนในชาติเกิดขึ้นได้เลย…….แต่โดยวิถีทางของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่คำนึงถึงระบบวัฒนธรรมประชาธิปไตย ได้ปฏิบัติการเกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชนขึ้นในลักษณะเป็นพวก เป็นภาค เป็นหมู่ในลักษณะชนชั้น ดังกล่าว มากขึ้น และนั่นจะกลายเป็นปัญหาความก้าวหน้าของประชาธิปไตยไทยอย่างยิ่ง 

ซึ่งวิถีประชาธิปไตยที่แท้จริง จะมีการต่อสู้กันทางความคิดอย่างแรงมากในวาระที่มีการเลือกตั้ง  แต่ประชาธิปไตยนั้นจะหมายถึงการต่อสู้ในด้านนโยบาย เป็นหลัก  และเป็นการชอบธรรมที่บุคคลในระบอบนี้จะอาจคิดสร้างนโยบายขึ้นมาได้แตกต่างกัน  ย่อมได้มาคนละนโยบาย ซึ่งแน่นอนอาจจะตรงกันก็มี  ไม่อาจจะตรงกันก็มีได้  และครั้นมาถึงประชาชน ประชาชนก็ย่อมเห็นดีเห็นชอบไปตามนโยบายต่าง ๆ ที่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองเสนอ อันเป็นผลมาจากนโยบายนั้น ๆ ถูกประสงค์ถูกความปรารถนาความต้องการของประชาชนแต่ละคน  .....  ตรงนี้ในระบอบประชาธิปไตยจึงระบุเอาไว้เป็นหลักวัฒนธรรมว่า  ย่อมเห็นต่างกันได้ทางนโยบาย และย่อมเป็นสิทธิเฉพาะตัวในการเลือกนโยบาย   ซึ่งนั่นเป็นความชอบธรรม เพราะประชาชนแต่ละคนย่อมมีปัญหาและความปรารถนาแตกต่างไปตามความจำเป็นและสถานะของตนไป การที่จะมีความต้องการเหมือนกันได้นั้นเป็นการยาก ฉะนั้น ในวาระการเลือกตั้ง จึงจะดำเนินไปอย่างมีวัฒนธรรม นั่นคือจะมีการแข่งขันทางนโยบายกันอย่างเข้มข้น เพื่อที่พรรคการเมืองและนักการเมือง จะชนะใจประชาชนและหย่อนบัตรเลือกตั้งให้ตน  วัฒนธรรมตรงนี้ก็คือ การแข่งขันกันอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถของพรรคการเมืองแต่ละพรรค นักการเมืองแต่ละคน .......  ประชาธิปไตยจะกำหนดตรงนี้ไว้ให้เหมือนอย่างการแข่งขันกีฬาเลยทีเดียว 

ในการแข่งขันกีฬา นักกีฬาจะต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนวันแข่งขัน  นักการเมืองก็ต้องเตรียมตัวกันอย่างนั้น  นักกีฬาเตรียมฝึกร่างกาย ความเคยชินและความสามารถ เตรียมเอาไว้  แต่นักการเมืองเตรียมนโยบายเอาไว้      แล้วเอาสิ่งที่เตรียมไว้นี้ออกมาสู้กัน และสู้กันอย่างเต็มความสามารถ อย่างไม่ยอมรามือ เอาให้เด็ดขาด แต่ต้องเป็นไปตามกติกา เมื่อกระทำผิดกติกาก็ต้องยอมรับว่าผิดอย่างไม่ดื้อรั้น  เช่นฟุตบอล  แม้เตะลูกเข้าตาข่ายไปแล้ว แฟนบอลลุกขึ้นโห่ร้องไปแล้วทั้งสนาม  แต่กรรมการบอกว่านั่นเป็นลูกออฟไซด์ ล้ำหน้า ไม่ได้ประตู  คุณเคยเห็นไหมว่ามีการไม่ยอมรับคำตัดสินของกรรมการ นี่คือสปิริตการกีฬา   ประชาธิปไตยก็ต้องมีสปิริตเช่นเดียวกับการกีฬานี้เลยทุกอย่าง 

ประเด็นที่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ก็คือตรงนี้ครับ   คือพรรคประชาธิปัตย์มักไม่ยอมรับในความพ่ายแพ้ของตน .....แต่สิ่งที่เสียหายนั้นก็คือ  พรรคนี้ก็พลอยไปบอกประชาชนฝ่ายตนไม่ให้ยอมรับไปด้วยแล้วไปปลุกปั่นประชาชนให้เชื่อให้คิดแบบเดียวกับตน  คือคิดว่าพรรคตนแพ้เพราะพรรคอื่นโกง  ............  พรรคตนไม่ใช้เงิน แต่พรรคอื่นใช้เงินซื้อเสียง โกง   ใช้เงินซื้อเสียง และไปบอกไปยุยงคนกรุงเทพว่าประชาชนอีสานเป็นคนโง่  ไม่ฉลาดเท่าคนกรุงเทพ แต่พวกมากกว่าคนกรุงเทพก็เลยได้เป็นรัฐบาล คนกรุงเทพที่ฉลาด ๆ ก็ไม่ได้รัฐบาลที่ฉลาดสักที  ................ 

ซึ่งผิดหลักวัฒนธรรมการเมืองระบอบประชาธิปไตย หากทำไปอย่างนั้นจะเป็นอันตราย เพราะเป็นเหตุให้เกิดการแตกแยกในประชาชนเป็นฝักเป็นฝ่าย ……ซึ่งโดยวัฒนธรรมประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่อย่างที่พรรคประชาธิปัตยเข้าใจเลย  เราใช้วัฒนธรรมประชาธิปไตยตรงที่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว  เราต้องยอมรับ เหมือนกติกากีฬานั้นเลย และเราจะต้องหยุดการกล่าวหากันและกัน การใส่ร้ายกันและกัน จะต้องกลับมาเป็นคนไทยเท่ากันทุกครั้งหลังการเลือกตั้ง 

แท้จริงหลักวัฒนธรรมสำคัญข้อนี้ ก็มาจากหลักพุทธศาสนาง่าย ๆ คือหลักที่ว่าด้วยความไม่โกรธแค้น ไม่พยาบาท ไม่อาฆาต  ไม่จองเวร  อันเป็นหลักธรรมดา ๆ ของเราชาวพุทธนั่นเอง  ในเมื่อการแข่งขันเสร็จสิ้นลงแล้ว เราต้องแสดงสปิริตยอมรับผลของการแข่งขัน จะไปคุมแค้นต่อฝ่ายที่ชนะต่อไปไม่ได้  ต้องทำใจให้ว่างเปล่าปราศจากความคิดแก้แค้น อาฆาต พยาบาท จองเวร  และโดยหลักการพระพุทธศาสนาข้อนี้  ก็จะเป็นผลดี ทำให้ประชาชนมีใจเป็นนักกีฬา เมื่อไม่มีการอาฆาต พยาบาท จองเวร พอเสร็จเลือกตั้งทุกครั้งเราก็จับมือกัน เป็นมิตรกันอย่างเดิม ไม่มีการแตกแยก  บ้านเมืองก็จะเป็นปึกแผ่น   แต่หากเรามีความอาฆาต พยาบาท จองเวร  เช่นที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามให้เป็นอยู่คือให้ฝังใจไปกับการโกงการเลือกตั้ง โดยปราศจากหลักฐาน ยุยงให้ชาวใต้เกลียดชังพรรคการเมืองอื่น  ด้วยเหตุผลใดใดก็ตามที่ไม่เป็นไปอย่างเสรีชน  นั่นคือเสรีชนย่อมมีสิทธิ์ที่จะเลือกพรรคได้ แล้วยังไปย้ำซ้ำเติมให้เกิดความเกลียดชังพรรคการเมืองฝ่ายชนะต่อไป  ก็จะเป็นเหตุให้ไม่เป็นกลาง  มีอคติเกิดขึ้น และกลายเป็นสร้างความแตกแยกแก่ประชาชนในชาติ

 ในเรื่องอื่น ๆ ก็เหมือนกัน คือเป็นหลักการที่เอามาจากหลักพระพุทธศาสนา เช่นเรื่อง 1 คน 1 เสียง  เขาก็มองจากหลัก  อนิจจัง  หรือ  อนิจจา  นั่นเอง ในที่นี้ก็มองว่าประชาชนย่อมมีอันเป็นไปอย่างไม่เที่ยง อย่างเป็นอนิจจัง  ในด้านสถานะของคนก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้  เช่นสมัยที่ไทยเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟ  ก็มีคนกลุ่มหนึ่ง  ที่เราไม่เคยได้ยิน นั่นคือกลุ่มคนเคยรวยออกมาขายกาแฟข้างถนน   หมายความว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นเศรษฐีมีเงินทอง   แต่วันนี้ไม่เที่ยงเสียแล้ว  กลายมาเป็นกลุ่มคนจนใหม่  ซึ่งเรียกกันว่า กลุ่มคนเคยรวย  ในขณะเดียวกัน ก็เกิดมีกลุ่มเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นมากมาย    นี่คือกฎของการเปลี่ยนแปลง  ไม่มีอะไรคงที่อยู่  เป็นไปตามกฎอนัตลักษณะทั้งนั้น  ฉะนั้น การให้สิทธิเท่ากันทุกคน 1 คนหนึ่งเสียงเสมอกันหมด  จึงเป็นความเป็นธรรมของระบอบประชาธิปไตย  โดยที่ในระยะยาวนั้น สถานะของคนย่อมเปลี่ยนแปลง  ขึ้นได้ลงได้เสมอเป็นธรรมดา  คนที่เคยรวยวันนี้ เดิมเขาก็มี 1 เสียง   แต่เมื่อมาเป็นคนจนวันนี้ เขาก็ยังมี 1 เสียง  เขามั่นใจว่าตลอดชีวิตเขามีสิทธิ์มีอำนาจอยู่ 1 เสียงตลอดไป  ในขณะเดียวกันกลุ่มเศรษฐีใหม่  แต่ก่อนเป็นคนยากจนหาเช้ากินค่ำก็มี 1 เสียง  ครั้นมาเป็นเศรษฐีใหม่ก็ยังคงมี 1 เสียง  เสียง 1 เสียงนี้ย่อมเป็นเครื่องหมายของอำนาจของประชาชนทุกคนตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าสถานะของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ตราบที่เขาเป็นพลเมืองในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย    นั่นคือความเป็นธรรมที่สุดแล้ว  ตามหลักอนัตตา  

 

ฉะนั้น ในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย เราต้องการวัฒนธรรมที่ประกอบด้วยสปิริตอย่างสูง พอ ๆ กับสปิริตการกีฬานั่นเลย ด้วยเหตุนี้ประเทศชาติและประชาชน จึงไม่แตกแยก  แต่จะคงความเป็นคนไทย มีภราดรภาพเท่าเทียมในคนไทยไปตลอดกาลนาน  นั่นแหละอาจจะทำได้ด้วยระบอบที่เป็นธรรมคือประชาธิปไตย นี้เอง

 

*ฆิกเมฆ สุวรรณเมฆินทร์

13 ธ.ค.2556 13.55.20 น. 

 

 

 

 

 

 จบ

ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 5

 

 โปรดติดตาม

ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 6 


 

 

 

 ********************************************************************** 

ชีวิตของคนเราต้องเป็นไปตามดวงชะตาจริงหรือ?

***************************************************************************

 

 

 

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

 

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน เมษายน 2553 - ปัจจุบัน 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน เมษายน 2553 - ปัจจุบัน 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วระหว่าง ก.ย.2552 - ก.พ. 2553 
เฝ้าดูฯ มิ.ย.-ก.ย.2552 
เฝ้าดูฯม.ค.-มิ.ย.2552 
เฝ้าดูฯธ.ค.2551 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วพ.ศ.2551 ภาคปลายปี ก.ย.- ธ.ค.2551 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วพ.ศ.2551 กลางปี 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2551 ต้นปี 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2549-2550 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2546-2548 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2543-2545 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2542 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2541 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2540 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2539 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2538 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2537 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2536 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว หน้าโฮมเพจ article
Headline 

 




หมวดที่ 4 การเมือง

กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 6
กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 4
กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 3
กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 2
กระทู้ 2 ประชาธิปไตยคือลมหายใจแห่งชีวิต ภาค 1
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 12
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 11
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 10
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 9
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 8
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 7
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 6
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 5
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 4
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 3
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 2
กระทู้ 1 เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ภาค 1
บันทึกข่าว SMS ปราบปราม ปชช. 19-27 พ.ค.2553



Copyright © 2010 All Rights Reserved.